พื้นที่ของเด็กเมือง

  • warning: array_map(): Argument #2 should be an array in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/modules/system/system.module on line 1050.
  • warning: array_keys() expects parameter 1 to be array, null given in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
  • warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
ก้อนทอง ลุร์ดซามี

พื้นที่ของเด็กเมือง

ก้อนทอง ลุร์ดซามี

เมื่อตอนที่ย้ายมาอยู่ที่มาเลเซียใหม่ๆ หลงไหลไปกับพื้นที่แบบ “ทุ่งหญ้าและหนองน้ำ” ที่มีให้เห็นประปราย ทำให้หวนนึกถึงสมัยเด็กๆ ยามวิ่งเล่นเก็บดอกธูปฤาษีในทุ่งหลังบ้าน (ถ้านึกบรรยากาศไม่ออก ให้ดูภาพจากหนัง “แฟนฉัน”) แต่นั่งรถผ่านไปมาหลายแห่งก็ไม่เคยเห็นมีเด็กๆ ออกมาวิ่งเล่นแบบนั้น หลายปีผ่านไป จึงได้ตั้งสมมติฐานว่าทำไมเด็กที่นี่ไม่ออกมาวิ่งเล่นกลางทุ่ง นานาเหตุผลตามข้อสังเกตดังนี้
 

เหตุผลชวนสนุก
เป็นเพราะว่าตามหัวมุมหมู่บ้านและย่านชุมชนต่างๆ จะมี“สนามเด็กเล่น” พร้อมเครื่องเล่นที่ใช้การได้ดี เช่น ชิงช้าที่มีที่นั่งปลอดภัยให้เด็กเล็ก ไม้ลื่น ท่อลื่น ทำจากพลาสติกคุณภาพดี กระดานหกมีระบบสปริงแข็งแรง โดยเครื่องเล่นเหล่านี้ ติดตั้งอยู่บนพื้นยางรีไซเคิลผสม ที่นอกจากจะมีสีสันสดใสถูกใจเด็กๆ แล้ว ยังทำหน้าที่คอยรองรับการกระแทกจากการตก และกันลื่นล้มขณะวิ่งดีเยี่ยม

ข้อกำหนดมาตรฐานของเครื่องเล่นและเครื่องเล่นในประเทศมาเลเซียเองก็มีความหนักแน่น ระบุชัดเจนว่า ของเล่นและเครื่องเล่นต่างๆ ต้องผ่านการทดสอบตามมาตรฐานความปลอดภัยของเล่น (Malaysia Toy Safety Standards) มีใบประกาศแสดงว่าผ่านการรับรอง (Certificate of Approval) และมีเครื่องหมาย Conformity Mark พร้อมหมายเลขแสดงการรับรอง ชื่อและที่อยู่ของผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้จัดจำหน่ายด้วย โดยมีบทลงโทษหากมีการละเมิด คือ กรณีรายบุคคล ปรับ 1 ล้านบาท และ/หรือจำคุก 3 ปี ถ้าในรูปของบริษัท ปรับครั้งแรก 2.5 ล้านบาท และหากพบว่ายังละเมิดในการตรวจพบครั้งต่อๆ ไป ก็จะปรับเพิ่มถึง 5 ล้านบาท เครื่องเล่นเหล่านี้ จึงมีรายละเอียดแสดงความรับผิดชอบชัดเจน รวมทั้งมีเบอร์โทรศัพท์ของหน่วยงานที่รับแจ้งและซ่อมแซมความเสียหายกำกับอยู่ด้วย จึงไม่ค่อยได้พบเครื่องเล่นชำรุดตามสนามทั้งหลาย แถมวันดีคืนดี มีการอัพเกรดทั้งสนามอีกด้วย

กลางใจเมืองกัวลาลัมเปอร์เอง ก็มีสนามเด็กเล่นขนาดใหญ่ยักษ์อยู่หลายที่ ยอดฮิตคงจะไม่พ้น เลค การ์เดน (Lake Garden) อยู่ใกล้ๆ กับสถานที่ท่องเที่ยวที่เหมาะกับครอบครัว เช่น สวนนก สวนผีเสื้อ สวนกล้วยไม้ ท้องฟ้าจำลอง เป็นต้น ที่เลคการ์เดนนี้ เป็นทั้งสวนสาธารณะ และสถานที่พักผ่อนสำหรับครอบครัว บริเวณที่เป็นสนามเด็กเล่น มีเครื่องเล่นหลายชุด เชื่อมต่อกันจนมีอาณาบริเวณกว้างขวาง ส่วนอีกที่นึง มาทีหลังแต่ดังมาก คือที่สวนสาธารณะด้านนอกของตึกแฝด (Twin Towers) มีทั้งสนามเด็กเล่นหลากหลายชุด ทางวิ่งปูพื้นยางผสม และสระน้ำลึกแค่เข่าให้เด็กๆ เล่นน้ำโดยเฉพาะ โดยมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคอยเป่านกหวีดไล่นักท่องเที่ยวผู้ใหญ่ที่ชอบลงมาเดินลุยน้ำเล่นประหนึ่งเดินชายหาด

พื้นที่หลากสีของเด็กเมืองมีอยู่มากมายแบบนี้ เด็กๆ ที่นี่ จึงไม่ต้องลอดรั้วหนาม ฝ่าดงพงหญ้าไปหาที่เล่นอื่นให้เหนื่อยยาก ความสนุกอยู่ใกล้บ้านแค่นี้เอง

เหตุผลที่ไม่สนุก
ขณะเดียวกัน แม้ว่าจะมีสถานที่เพื่อเด็กๆ ภายในบริเวณเมืองอยู่มากมายก็ตาม แต่การทำงานสัปดาห์ละ 5 หรือ 6 วันของพ่อแม่ ก็ทำให้พ่อแม่จำนวนมากปิดประตูขังครอบครัวจากธรรมชาติ ลงเอยด้วยการไปเดินห้างสรรพสินค้าในวันหยุด หรือการนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ แทนการออกไปนั่งในสวนสาธารณะ หรือเดินป่าเดินเขาชื่นชมธรรมชาติ คุณริชาร์ด ลัฟ (Richard Louv) จับประเด็นนี้ได้อยู่หมัดในหนังสือ Last Child in the Woods ซึ่งตีพิมพ์เมื่อปี 2005 และเรียกแนวโน้มที่เด็กมีโอกาสอยู่กับธรรมชาติน้อยลง ด้วยติดอยู่ในวงเวียนของโทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ และเครื่องเล่นเกมส์ทั้งหลายว่า Nature Deficit Disorder แม้จะไม่ได้เป็นโรคที่ยอมรับในวงการแพทย์ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ในวงการพ่อแม่ที่ห่วงใยลูกหลาน

อีกสาเหตุหนึ่ง  ที่เป็นผู้ร้ายอันดับหนึ่งในใจของผู้เป็นแม่อย่างเราคือ  การลักพาตัวเด็ก และจากการอ่านประกาศตามหาเด็กที่หายไป สนามเด็กเล่นคือเป้าหมายอันดับต้นๆ  ของปฏิบัติการ และนี่ก็เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้พ่อแม่ไม่ปล่อยให้ลูกออกไปวิ่งเล่นในธรรมชาติใกล้บ้านที่คุณริชาร์ดพูดถึง ซึ่งในความเป็นจริง เป็นเรื่องที่แก้ไขได้ง่ายที่สุด โดยการพาลูกไปสนามเด็กเล่น สวนสาธารณะ หรือป่าเขาลำเนาไพร เล่นและเรียนรู้ด้วยกันกับลูก เปิดโอกาสให้ธรรมชาติเป็นครู และพ่อแม่ทำหน้าที่อำนวยความสะดวกต่อการเรียนรู้

...บางวัน แดดอ่อนๆ ลมพัดเย็นๆ ยกพลกันไปทานโรตีเป็นอาหารมื้อเย็นที่ร้านใกล้ๆ บ้าน สองหนุ่มน้อยขี่รถคู่ใจคนละคัน พ่อเดินนำหน้า แม่ปิดท้ายขบวน เด็กๆ ได้โอกาสทำความรู้จักกับชื่อต้นไม้ที่ปลูกอยู่ตามรายทางเป็นภาษาไทย เจ้าตัวเล็กชอบตะลิงปลิง เดินผ่านเมื่อไหร่ก็ต้องเด็ดมาแทะเล่น เจ้าตัวโตคอยสังเกตต้นมะรุม ถ้ามีฝักสดๆ ใหม่ๆ ห้อยระย้าแล้วจะต้องคิดว่า อยากเด็ดไปฝากคุณย่า ส่วนที่ดึงดูดสายตาแม่มากที่สุด คงเป็นต้นเงาะ คนที่นี่ปลูกเงาะกันภายในสนามหญ้าหน้าบ้าน มีทั้งแบบสีเหลืองและสีแดง ไม่ใช่เงาะนาสาร แต่เป็นเงาะไร้สาร หน้าตาดูแกร็นๆ ตามมีตามเกิด เวลาที่แกะเปลือก จะได้กลิ่นหอมของเนื้อข้างใน ไม่ใช่กลิ่นยาฆ่าแมลงจากเปลือก ใครที่ชอบแกะเงาะด้วยวิธีกัดเปลือก ให้มากัด “เงาะบ้าน” ที่มาเลเซีย อย่าไปกัดเงาะโรงเรียนที่เมืองไทยเชียว

ธรรมชาติไม่ใช่แค่ทางเลือกแทนการใช้ชีวิตอยู่ในห้างฯ ติดแอร์ การสัมผัสและใช้เวลากับธรรมชาติอยู่ที่ว่า จะเลือกอย่างไร...