แบ่งปันกันอยู่...

  • warning: array_map(): Argument #2 should be an array in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/modules/system/system.module on line 1050.
  • warning: array_keys() expects parameter 1 to be array, null given in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
  • warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
ก้อนทอง ลุร์ดซามี

แบ่งปันกันอยู่...

ก้อนทอง ลุร์ดซามี

.
.
.
.
.
.
.
.

.

.

.

.

.

.

วันหนึ่งเพื่อนร่วมงานเดินเข้าออฟฟิศหน้าตาตื่นๆ ถามว่า เป็นไปได้ไหม ที่จะมีสัตว์ป่าประเภทเสือตัวเล็กๆ เข้ามารุ่มร่ามแถวบ้าน หลังจากถามไถ่ถึงรูปร่างหน้าตา สรุปว่าน่าจะเป็น “อีเห็น” เพราะจากประสบการณ์อันโชกโชนเมื่อครั้งที่ย้ายมาอยู่ที่มาเลเซียเมื่อ 10 ปีก่อน มีโอกาสได้อยู่ร่วมชายคากับครอบครัวอีเห็นข้างลาย 3 ตัวที่อาศัยอยู่ใต้หลังคา ตกกลางคืน พ่อแม่ลูกสามตัวก็พากันเดินบนรั้วตาข่ายหลังบ้านไปสอยเอาเงาะบนต้นมากินให้เป็นที่อิจฉาแก่มนุษย์ในบ้านที่เขย่งเด็ดไม่ถึง

ที่มาเลเซียมีการจัดการพื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เอื้อให้คนอยู่อาศัยได้จริง ดูได้จากหมู่บ้านจัดสรรที่อยู่ติดทางหลวง จะมีแนวรั้วคอนกรีตสูงกั้นฝุ่นควันจากถนนปลิวละล่องเข้าบ้าน ช่วยป้องกันอุบัติเหตุไม่ให้มีราชรถมาเกยหน้าบ้านโดยไม่ได้ตั้งใจ และยังลดเดซิเบลของเสียงรถบนถนนก่อนจะทะลุทะลวงเข้าไปปลุกให้ตื่นจากภวังค์ นอกจากนั้น ยังปลูกต้นไม้ทั้งแบบที่ตั้งใจปลูกเป็นแนว หรือลูกผสมแบบป่าละเมาะดั้งเดิมแซมด้วยต้นไม้ปลูกใหม่ ช่วยกันสูดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมาก ไม่ให้ลอยเข้าบ้านไปทั้งหมด เพิ่มความเป็นส่วนตัวไม่ให้คนบนถนนเดาได้ว่ากำลังติดละครเรื่องอะไรอยู่ และปรับภูมิทัศน์ให้ชวนอยู่อาศัยมากขึ้น

การสร้างเสริมและดูแลตะเข็บป่าเพื่อประโยชน์ต่อคนเมือง ยังประโยชน์และเอื้อเฟื้อสัตว์ป่าในเมืองประเภทต่างๆ ทั้งกระรอก ไก่ป่า อีเห็น นกประจำถิ่น และนกอพยพอย่างนกกอหลอ (นกแต้วแล้วธรรมดา) ที่ใช้ตะเข็บป่าและทางระบายน้ำฝนเป็นเส้นทางคมนาคมระหว่างบ้านของเขาและบ้านของเรา วันดีคืนดี แขกสี่เท้าอย่างอีเห็น จึงมาใช้ชีวิตร่วมกันบนถนนเส้นเดียวกันกับคนเมือง

สองสามสัปดาห์มานี้ ฝนตกช่วงกลางคืนและมาหยุดในตอนเช้า บรรยากาศเป็นใจให้ไก่ป่าสามตัวเดินออกจากป่าละเมาะระหว่างถนนกับศูนย์อบรมนานาชาติ มาหากินอยู่ตรงพื้นหญ้าหัวมุมทางหลวงที่เป็นทางผ่านไปยังที่ทำงาน ตอนแรกไม่แน่ใจว่าเป็นไก่ใครเลี้ยงหลุดออกมาหรือเปล่า แต่แต้มสีขาวโร่ที่แก้มแบบไม่ต้องใช้ไวท์เทนนิ่ง เป็นสัญลักษณ์ยืนยันที่ชัดเจนว่าเป็นไก่ป่าตัวผู้ นับแต่นั้นทุกเช้า เราจึงขับทิ้งโค้งแบบช้าๆ ประหนึ่งเป็นพระลอคอยมองตามไก่สามตัวเพื่อให้แน่ใจว่าอยู่รอดปลอดภัยดี ครั้งแรกๆ ที่เห็นไก่ป่าในมาเลเซีย สร้างความรู้สึกเหมือนกำลังดูหนังยอดมนุษย์ เพราะเจ้าไก่ป่าที่ว่านั้น บินพั่บๆ ข้ามทางหลวงขนาด 6 เลน จากสวนปาล์มฝั่งซ้ายไปสู่ป่าละเมาะฝั่งขวาของถนน พาลให้นึกไปถึงเพลงรักข้ามคลอง ของรักชาติ ศิริชัย ต่างกันตรงที่ว่าหนุ่มไก่ป่าที่เห็น บินข้ามถนนไปรักกันรักกันกับสาวเจ้าอีกฝั่งทางหลวง... “ทน พี่ทน พี่ทน บินข้ามทางหลวง...”

ความสนุกของการอยู่ในเมืองสลับป่าแบบนี้ เตือนความทรงจำในวัยเด็กหลายตอน บางวันที่ขับรถไปซื้อกล้วยทอดเจ้าอร่อย จะได้ขับผ่านถนนที่เชื่อมระหว่างทางหลวงหน้าบ้านกับถนนเส้นใน ต้นไม้ครึ้มเขียวขึ้นกระหน่ำอยู่สองข้างทางทำให้นึกถึง “เลิฟวิ่ง เวย์” ในเกษตรบางเขนที่แม้ว่าจะเป็นถนนด้านหลังหอสมุดกลางที่มีต้นสนขึ้นเป็นแนวช่วงสั้นๆ แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของตำนานรักเด็กเกษตรหลายรุ่น

อันที่จริง ถนนแบบนี้หาได้ง่ายมากในกรุงกัวลาลัมเปอร์และเมืองบริวาร อาจจะเป็นเพราะด้วยภูมิประเทศที่เป็นเนินเขาลดหลั่นไปมา ทำให้การสร้างถนนและทางหลวง จำเป็นต้องเลือกที่จะประหยัดงบประมาณในการทะลายภูเขาทั้งลูก โดยสร้างเป็นถนนวิ่งรอบแนวป่าแนวเขา เสียดายที่ภูมิประเทศอย่างกระทะหอยทอดของกรุงเทพฯ ไม่มีโอกาสที่จะมีข้อบังคับทางธรรมชาติให้เกิดถนนแบบนี้ เอ...หรือหากว่ามี ก็คงไม่พ้นการถล่มทะลายราพณาสูรแบบที่เราถนัดกัน

แต่การสร้างความเป็น“เมือง” ก็ได้สร้างความท้าทายสวนกระแสการสร้างคุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม และสุขภาพที่ดี เพราะเมืองมีบทบาทที่ตอบสนองประโยชน์ในฐานะเป็นแหล่งจัดจ้างงาน ศูนย์การศึกษาคุณภาพดี จุดรวมการค้าขายและธุรกิจ และหัวใจของการสื่อสาร ทำให้การพัฒนาพื้นที่เพื่อเอื้อให้คนได้อยู่อาศัยเกินเลยขอบเขตธรรมชาติไปอย่างสิ้นเชิง อย่างที่เห็นได้จากเหตุการณ์สะเทือนใจเมื่อปลายปี 2008 หลังฝนตกหนัก เกิดดินถล่มในย่านที่อยู่อาศัยบนเขาบูกิตอันตาราบังซา (Bukit Antarabangsa แปลตรงตัวได้ว่าภูเขานานาชาติ) กลางกรุงกัวลาลัมเปอร์ ผู้คนไม่น้อยกว่าสองพันคนต้องอพยพย้ายออกจากพื้นที่ บาดเจ็บร่วมร้อย และเสียชีวิตอย่างน้อย 5 คน และเมื่อปี 1993 บริเวณใกล้เคียงกันนี้เคยเกิดเหตุการณ์คอนโด 12 ชั้น ถล่มลงมาเนื่องจากฝนที่กระหน่ำตกมาติดต่อกันมา 10 วัน ทำให้ดินอุ้มน้ำไม่ไหว ท้าทายโครงสร้างของตึกและกำแพงกั้นดินที่อ่อนแอ บวกกับทางระบายน้ำที่ถูกเปลี่ยนทิศทางไป จนทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 48 ราย
(บ้านที่ถูกดินถล่ม)

ผังเมืองของมาเลเซียจะมีโครงสร้างคล้ายๆ กัน หากเป็นการปรับเปลี่ยนพื้นที่ที่เป็นภูเขาลูกย่อมๆ กลางเมืองให้เป็นย่านที่อยู่อาศัยแล้วละก็ บริเวณด้านล่างของเนินเขาจะเป็นกลุ่มบ้านจัดสรรแบบบ้านชั้นเดียวราคาถูก บ้านสองชั้นแบบเชื่อมต่อกันราคาปานกลาง ส่วนบนเนินเขา จะจัดสรรให้เป็นบ้านขนาดใหญ่กลายเป็นที่อยู่ของคนมีฐานะ ด้วยเหตุนี้ การที่เกิดเหตุการณ์ดินถล่มในพื้นที่บูกิตอันตาราบังซา จึงเกี่ยวข้องกับผู้มีฐานะและคนสำคัญๆ หลายครัวเรือน เป็นข่าวดังและแหล่งข่าวลือมากมาย แม้จะเป็นการล้อมคอกเมื่อวัวหาย แต่นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ก็ได้ประกาศหยุดโครงการก่อสร้างตามเนินเขาต่างๆ ทันที

ส่วนสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดดินถล่มนี้ โยงใยทั้งความรับผิดชอบของรัฐบาลท้องถิ่น การมองข้ามข้อจำกัดทางธรรมชาติ และการประเมินพลังของธรรมชาติด้อยเกินไป ชั้นดินของบูกิตอันตาราบังซาเป็นดินร่วนปนทราย ไม่ใช่หินแกรนิต การถางป่าเพื่อก่อสร้างบ้านเรือนแทนที่ ได้ทำลายตัวยึดเหนี่ยวที่สำคัญของดินไปเต็มๆ

นอกจากนี้ มาเลเซียเป็นประเทศในเขตป่าฝนเขตร้อน ฝนตกแบบไม่ลืมหูลืมตาลงมาคราวละหนักๆ ปริมาณน้ำฝนจำนวนมหาศาลเหล่านั้น จะพากันไหลเร็วและเชี่ยวกรากลงไปสู่ทางระบายน้ำฝนที่มีขนาดลึกและกว้างเพื่อป้องกันการเกิดน้ำท่วมแบบฉับพลัน ถ้าหน่วยราชการท้องถิ่น ไม่ทำหน้าที่ดูแลทางระบายน้ำเหล่านี้ให้ดี น้ำฝนระบายไม่ทันก็จะเกิดน้ำท่วมประจานวิธีการทำงานทันที ซึ่งในกรณีของบูกิตอันตาราบังซา สาเหตุร่วมก็เกิดมาจากดินอุ้มน้ำฝนในปริมาณมากไหลเคลื่อนตัวจากยอดเขาตามแนวเขาส่วนที่มีความลาดชันสูงลงมาถล่มทับบ้านเรือนที่อยู่ด้านล่าง

แต่ดูเหมือนผู้ที่อยู่รอดจากเหตุการณ์เหล่านี้ได้เป็นอย่างดี คงไม่พ้นลิงแสมหางยาวฝูงหนึ่ง ที่หากินอยู่ในป่าและตามตะเข็บป่า รวมไปถึงการออกมาขออาหารชาวบ้านกินที่ริมถนน เข้าตำรา บ้านไม่ต้องเช่า ข้าวไม่ต้องซื้อ อยู่ได้สบายใจเฉิบ...