เมืองใหญ่กำลังโต

ก้อนทอง ลุร์ดซามี

เมืองใหญ่กำลังโต

ก้อนทอง ลุร์ดซามี
hanoi_vietnam

เดือนมีนาคมที่ผ่านมา ผู้เขียนหนีอากาศร้อนจากมาเลเซียไปซินจ่าวเวียดนามได้สมใจ อุณหภูมิตลอดสัปดาห์ที่เวียดนามขึ้นลงระหว่าง 11-22 องศาเซลเซียส พร้อมฝนปรอยและลมเสียดผิวตลอดสองวันสุดท้าย

ที่ฮานอย ความตื่นเต้นในเรื่องของความหนาวเย็นมีดีกรีมากพอๆ กับความตื่นเต้นในเรื่องเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วงสิบปีที่ผ่านมา จากที่เคยเห็นคนขี่รถจักรยานและมอเตอร์ไซค์วิ่งสวนกันไปมาเต็มถนน แม้ว่าการจราจรแบบสานตะกร้ายังคงเอกลักษณ์อย่างเหนียวแน่นมาจนถึงปี 2011 หากแต่สิ่งที่กำลังเคลื่อนบนถนนกลับเป็นฝูงรถมอเตอร์ไซค์ขวักไขว่ไปมากับรถยนต์จำพวกรถอเนกประสงค์ขนาดใหญ่ๆ แบบ MPV และ SUV ทั้งที่เป็นรถส่วนตัวและรถแท็กซี่นำเที่ยว และที่ขาดไม่ได้คือเสียงแตรจากรถทุกชนิดที่ไม่ได้บีบไล่กันอย่างโกรธเคืองแต่ประการใด เพราะถ้าถอดความเสียงแตรเหล่านั้นออกมาได้ ก็อาจจะได้ยินประโยคเช่นนี้ “ลูกพี่ หลบซ้ายหน่อย” “อย่างเพิ่งเปลี่ยนเลนนะ วัยรุ่นมาแรง” หรือ “มาแล้ว มาแล้ว รูปหล่อมาแล้ว” คือคนที่นั่นบีบแตรให้รู้ว่ามาทางไหน มากกว่าจะบีบไล่หรือหาเรื่องใส่กัน

เรื่องการข้ามถนนที่ฮานอย เป็นเรื่องที่ไม่มีสอนในวิชาสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต หากแต่ต้องใช้หลักการตัดสินใจอย่างเด็ดขาด เมื่อคิดจะข้ามถนนแล้ว ก็ให้เดินตรงไปข้างหน้าอย่างรักษาจังหวะ จะหยุดชะงักหรือก้าวถอยหลังอย่างเต้นแทงโก้ไม่ได้เด็ดขาด คนขี่และคนขับรถจะไม่เข้าใจเราทันที และการข้ามถนนที่ฮานอยนี้ ทำให้ต้องเพิ่มเติมเนื้อหาในการสอนข้ามถนนจาก “เหลียวซ้ายแลขวา” มาเป็น “ซ้ายขวา ซ้ายขวา ซ้ายๆ ขวาๆ ซ้ายขวา” เด็กน้อยสองคนที่เดินจูงมืออยู่ก็เลิกถามไปในทันทีว่าต้องมองทางไหนก่อน... ให้มองตามพ่อกับแม่แล้วก้าวตามอย่างเดียว

ถามไถ่คนทำงานที่โรงแรมได้ใจความว่า ที่มาของรถราขนาดใหญ่เหล่านี้ เป็นผลพวงมาจากการขายที่และการเป็นเศรษฐีใหม่ของคนที่อยู่ในเมืองฮานอย ฟังแล้วก็คุ้นๆ เพราะกรุงเทพฯ เองก็เคยผ่านยุคซื้อขายที่ดินในราคาจากแสนเป็นล้านในชั่วข้ามปีมาแล้ว เมื่อ 40 ปีก่อน ที่ดินที่สีลมราคาไร่ละประมาณ 1 ล้านบาท ภายในเวลาไม่กี่ปี ราคาของที่ดินผืนเดียวกันนั้นกระโดดไปถึงเลขหลักสิบล้านเช่นกัน  

เรื่องที่จอดรถในฮานอยไม่ต้องพูดถึง... เพราะเกือบไม่มี ส่วนฟุตบาททำหน้าที่คล้ายศูนย์อาหาร มื้อเช้าเป็นพื้นที่ของเฝอและบุ๋นฉ่า มื้อกลางวันมีข้าวราดแกงและร้านแหนมเนืองแซมเข้ามาเพิ่ม มื้อเย็นมีอาหารทะเล ทั้งปรุง กิน และล้างทำความสะอาดกันตรงนั้น มาช่วยกระหน่ำเข้าไปอีกจนเต็มทางเดิน ส่วนระหว่างมื้อ มีโกปิเตียมตั้งขายเป็นหย่อมๆ เป็นที่พักพิง สังสรรค์ให้ผู้คนได้หยุดพักดื่มชา ดื่มกาแฟดับหนาว คนเดินเท้าจึงต้องลงมาเดินบนถนนให้เป็นที่ตื่นเต้นเพราะต้องหลบรถที่จอดคอยรับส่งคนส่งสินค้า ควบคู่ไปกับการจราจรแบบสานตะกร้าที่ว่ามา

ผังเมืองโดยเฉพาะส่วนที่เป็นเมืองเก่าอย่างย่าน Old Quarters (โอลด์ควอเตอร์) มีการเปลี่ยนแปลงแบบน่าเป็นห่วงคุณค่าทางวัฒนธรรม ดั้งเดิมนั้น คนในพื้นที่จากแต่ละหมู่บ้านซึ่งมีฝีมือและอาชีพคล้ายๆ กัน เข้ามาตั้งรกรากอยู่กันเป็นหย่อมๆ และกลายเป็นที่มาของถนนแต่ละสาย ถิ่นทำมาหากินรวมแหล่งเหล่านี้ มีชื่อที่บอกว่าเป็นย่านขายอะไร “ฮัง” หมายถึงร้านขายของ ชื่อถนนจึงมักขึ้นต้นด้วยคำว่าฮัง เช่น ฮังควอท ขายผ้าไหมและขนนกประดับ ฮังมา ขายกระดาษห่อของขวัญ ของประดับตามเทศกาล กระดาษเงินทอง รวมไปถึงของไหว้บรรพบุรุษในช่วงเชงเม้ง ฮังบาค เป็นย่านโรงงานและร้านขายเครื่องเงิน แต่ตอนนี้ กลางย่านฮังเหล่านี้กลับมีร้านขายเสื้อผ้าแฟชั่นรุ่นใหม่แทรกอยู่เป็นหย่อมๆ เพราะฉะนั้นหากเดินไปบนถนนที่เป็นย่านทำป้ายสุสานแล้วเจอร้านขายเสื้อผ้า ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่ประการใด

ความเป็นมาของโอลด์ควอเตอร์สืบสาวกลับไปถึงปีคริสตศักราชที่15 ถนนที่มีอยู่ทุกวันนี้ ถูกจับวางลงบนย่านการค้าเหล่านี้ทีหลัง จึงไม่เอื้อให้มีการขยายถนนเพิ่มเติม เพราะตึกรามบ้านช่องก็จ่อติดกับฟุตบาท เหลือทางเดินพอสวนกันได้ ต้นไม้ตามถนนมีเหลือไม่มาก หรือมากแต่ก็ไม่พอกับมลพิษทางอากาศที่เพิ่มสูงขึ้น หนึ่งในอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้ถนน โดยเฉพาะคนขี่มอเตอร์ไซค์ จึงต้องเพิ่มผ้าปิดปากและจมูกดีไซน์เก๋ เย็บเข้ารูปกับจมูกและปากอย่างที่เห็นจากสองนายแบบนี้

ส่วนบนถนน ก็ประดับไปด้วยขยะถุงพลาสติกหลากสีสันควบคู่ไปกับเปลือกเมล็ดทานตะวันที่โดนพ่นผุยมาจากลูกค้าร้านโกปิเตียมต่างๆ เมื่อเล่าถึงร้านขายอาหาร ดูจากสภาพอากาศในหน้าหนาวแล้ว การซื้ออาหารกลับบ้านน่าจะยังไม่อยู่ในวิสัยปกติ เพราะถ้าซื้อกลับบ้าน มันคงจะเย็นชืดตั้งแต่ยังไม่ข้ามถนนเสียก่อน ขนาดซุปร้อนๆ มาวางบนโต๊ะยังไม่ทันได้ตักเข้าปาก ไอร้อนก็หอบตัวเองหนีตามลมหนาวไปหมดแล้ว ด้วยเหตุนี้ เวลาไปทานอาหารตามร้าน นักท่องเที่ยวจึงได้กระทบไหล่คนเมืองฮานอยแบบนั่งแบ่งโต๊ะกันอย่างเป็นเรื่องธรรมดา

ในบรรดานั้น มีร้านอาหารชื่อแปลตรงตัวว่า “วันใหม่” ขายอาหารรสชาติถูกปากทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว พวกเราได้นั่งโต๊ะถัดจากสองสาวหุ่นสลิม (สองเขาเท่ากับหนึ่งเรา) พออาหารของเขามาลงที่โต๊ะ นักท่องเที่ยวอย่างเราจึงแอบสังเกตว่ารับประทานอะไรกันบ้างเผื่อจะสั่งตาม (และหุ่นจะเพรียวเท่าเจ้าหล่อน) ก็ต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ นั่งกันสองคน กับข้าว 6 อย่าง ก๊วนเรารู้สึกเก้อเขิน ผู้ใหญ่สามเด็กสอง สั่งไป 3 อย่างเท่านั้นเอง ครึ่งชั่วโมงผ่านไป อาหารตรงหน้าก๊วนเราหมดเรียบและอิ่มกำลังสบาย อาหาร 6 จานของสองผู้สาวข้างๆ ที่เพิ่งลุกไป เหลือเกินอย่างละครึ่ง จะขอแบ่งมาชิมก็กระไรอยู่... เจ้าของร้านมาเก็บโต๊ะพร้อมส่ายหน้า เห็นพวกเราส่งสายตาแสดงความเห็นใจแต่ไม่เข้าใจ เลยได้ถามไถ่กัน เขาบอกว่า สมัยนี้ คนเมืองที่นี่ชอบสั่งอาหารทีละมากๆ กินไม่หมดก็ไม่สนใจ เหลือทิ้งเหลือขว้าง ความสงสัยเลยถามต่อว่าคนที่นี่มีรายได้ดีขนาดนั้นเลยหรือ เขาบอกว่า ก็พวกเศรษฐีใหม่ที่รวยจากการขายที่ดิน... อ้าว...

เมืองกำลังโตพรวดพราดอย่างฮานอย กำลังเดินรอยตามเมืองที่โตอย่างไม่ได้วางแผน และเร่งรีบแข่งกับโอกาสในการทำเงิน ใครคว้าโอกาสได้ก่อน รวยก่อน การคำนึงถึงปากท้องและความอยู่รอด จึงมีความสำคัญมากกว่าการแบ่งเวลาและจิตใจมาใยดีเอื้ออาทรต่อสิ่งแวดล้อม ต้นไม้ และสัตว์ป่าในเมือง โอกาสในการสร้างพื้นฐานคนเมืองฮานอยให้ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมีอยู่ในทุกซอกหลืบของเมือง แต่ว่าจะเดินทะลุผ่านการสร้างพื้นฐานความร่ำรวยของคนไปได้อย่างไรหนอ...
     
  

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

18 ส.ค. 2557
 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม