เพื่อนบ้าน แขกบ้าน และขยะบ้าน

  • warning: array_map(): Argument #2 should be an array in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/modules/system/system.module on line 1050.
  • warning: array_keys() expects parameter 1 to be array, null given in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
  • warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
ก้อนทอง ลุร์ดซามี

เพื่อนบ้าน แขกบ้าน และขยะบ้าน

ก้อนทอง ลุร์ดซามี

อยู่ร่วมชายคากันมานานก็เพิ่งจะได้เห็นพฤติกรรมที่แท้จริงของแขกบ้าน ที่แท้ก็เป็นพวกรามือราเท้านี่เอง... เอ่อ... ที่เกริ่นมานี่หมายถึงครอบครัวคุณจิ้งจกตัวอ้วนพี 4-5 ตัว ที่ยึดช่องว่างระหว่างตู้เก็บถ้วยชามกับฝาผนังเป็นถิ่นอาศัย แรกๆ ก็อยากจะขับไล่ไสส่ง เพราะรำคาญ “ทองดำ” ก้อนเล็กๆ ที่ทิ้งไว้ให้คอยตามกวาดตามเช็ด แต่ก็มานึกได้ว่า ไม่เป็นไร เผื่อจะช่วยกินแมลงกินยุงให้บ้าง

ความจริงมาเปิดเผยกลางดึกคืนหนึ่ง ระหว่างนั่งลุ้นว่าใครจะผ่านเข้ารอบ 3 คนสุดท้ายของอเมริกันไอดอล เสียงกุกกักจากถังขยะในครัวดังขึ้น พาลให้คิดว่าเป็นหนูจี๊ดเพื่อนบ้านแวะมาเยี่ยมเยียน แต่พอย่องไปดูกลับพบคุณจิ้งจก (ภาษามาเลย์เรียกว่า ชิกชัก) ชักขาหนีไต่ออกจากถังอย่างรวดเร็ว หลังจากสำรวจตรวจตราก็พบว่าที่มาของการลงไปเล่นไต่ถังคือเศษอาหารที่คุณย่าของเด็กๆ กวาดทิ้งลงไปในถังใบใหญ่ อันที่จริง บ้านเราแยกเศษอาหารไว้ไนถังใบเล็กที่มีฝาปิด กันไม่ให้แมลงวันมาวางไข่บนเศษอาหารและแมลงสาบมาแบ่งไปกินระหว่างที่รอรถขยะแวะมาเก็บทุกเช้าอังคาร-พฤหัส-เสาร์ แต่ฝีมือในการเล็งของคุณย่าพลาดเป้าหมายไปหลายหน ถังใหญ่จึงกลายเป็นเป้าในการกวาดเศษอาหารทิ้งที่ง่ายกว่า

สองเดือนก่อน หนูจี๊ด เพื่อนบ้านตัวที่เอ่ยถึง หลุดเข้ามาในบ้านอย่างงกๆ เงิ่นๆ คงยังอ่อนต่อโลกมาก จึงตกเป็นเหยื่อกุ้งแห้งในกรงดักจับได้อย่างง่ายดาย คุณพ่อบ้านพาไปปล่อยให้วิ่งเล่นที่บึงน้ำไม่ไกลจากบ้านมากนัก โชคดีที่ไม่ใช่หนูบ้านตัวใหญ่ที่อาศัยตามท่อระบายน้ำ ซึ่งมีรายงานข่าวในหนังสือพิมพ์เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วว่า ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ มีประชากรหนูแอบซุกซ่อนอยู่ในโลกใต้เท้ามากถึง 4.4 ล้านตัว จำนวนที่ว่านี้ ไม่แน่ใจว่าผู้สำรวจใช้วิธีตอกบัตรหรือสุ่มจำนวน จะอย่างไรก็ตาม นั่นหมายความว่าคนกรุงกัวลาลัมเปอร์ 1 คน สามารถเป็นเจ้าของหนูได้ถึง 2 ตัว...อึ๋ย...

ต้นเหตุที่เอื้อให้ประชากรหนูขยายครัวเรือนได้มากมายขนาดนี้ ก็มาจากวิธีจัดการขยะของคนเมืองทั้งตามบ้านและตามสถานประกอบการ เมื่อเดินไปตามถนนระหว่างตึกแถว โดยเฉพาะด้านหลังร้านอาหารก็มักจะพบกองขยะ เศษอาหารจากการปรุงและการล้างภาชนะกระจัดกระจายกลายเป็นบุฟเฟต์หลากเมนูจัดให้กับคุณหนูทั้งหลายเลือกกินได้ตามชอบ... ที่น่าสนใจคือ คนมักจะกลัวหนูตัวเล็กๆ ขยะแขยงไม่อยากเดินเฉียดกราย หรือภาวนาอย่าให้หนูวิ่งมาหา หากปะหน้ากันตรงๆ ก็จะหาทางหลบเลี่ยงจนลืมไปว่า สิ่งที่น่ากลัวกว่าหน้าตาหนู คือหย่อมน้ำขังบนพื้นถนนที่อาจมีปัสสาวะของหนูปนเปื้อนอยู่ เชื้อแบคทีเรียสกุล Leptospira หลุดรอดผ่านเข้าสู่ร่างกายเข้ามาตามง่ามนิ้วเท้า รอยแตกของผิวหนัง ทำให้เป็นโรคไข้ฉี่หนู (Leptospirosis) เกิดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อขาและหลัง ตาแดง เจ็บคอ เบื่ออาหาร ซึ่งที่มาเลเซียเอง มีรายงานข่าวผู้เจ็บป่วยถึงขั้นเสียชีวิตด้วยโรคไข้ฉี่หนูทั้งที่ฝั่งแหลมมลายูและฝั่งเกาะบอร์เนียวเป็นระยะๆ

แล้วนี่ พ.ร.บ.การจัดการขยะมูลฝอยปี 2007 ที่ตั้งท่าว่าจะออกมามีผลบังคับใช้เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ก็มีอันต้องเลื่อนไปก่อน เนื่องจาก “ขัดข้องทางเทคนิค” ลำพังโครงการรณรงค์ “วันเสาร์ปลอดถุงพลาสติก” ในรัฐสลังงอร์และปีนังที่เดินหน้ามากว่าหนึ่งปีนั้น ก็ยังแก้ปัญหาไม่ตรงจุดซักเท่าไหร่ เพราะปัญหาที่ค้างคาใจคุณแม่บ้านสมองไวอย่างคุณย่า ผู้ที่พึ่งพาถุงพลาสติกจากซูเปอร์มาร์เก็ตเป็นถุงกรุถังขยะ ก็คงต้องค้างคาต่อไป พร้อมกับเสียงเปรยๆ ให้ได้ยินว่า “ไม่มีถุงใส่ขยะแล้วนะ” เวลาที่แม่บ้านอย่างเราเดินหอบข้าวของพะรุงพะรังใส่มาในถุงผ้าที่รับมาจากงานสัมมนาหรืออบรมต่างๆ

นความเป็นจริง ถุงขนาดกลางถึงขนาดใหญ่เหล่านั้นมีประโยชน์พอตัวหากรู้จักที่จะนำเข้าบ้านแต่พอควร ในฐานะแม่บ้านลูกสอง ผู้ใหญ่ในความดูแลอีกสอง ความต้องการถุงขนาดดังกล่าว จะอยู่ระหว่าง 14-15 ใบต่อเดือน บนพื้นฐานสมการดังต่อไปนี้

กรุขยะ 12 + ใส่ชุดเปียกน้ำ 1 + ใส่รองเท้าแตะ 1 + จิปาถะ 1 = 15 ถุง

ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าถุงในรายการที่ 2 และ 3 จะขาดกลับมาหรือไม่ ถ้าไม่ขาด ก็ใช้ต่อไปได้เรื่อยๆ จนกว่าจะถึงวาระ ถุงพลาสติกที่เป็นตัวปัญหาจริงๆ คือถุงใบเล็กใบน้อยสีส้มสีชมพูที่ใส่ห่อข้าวมัน ปาท่องโก๋ กล้วยทอด หนังสือพิมพ์ ยาหม่อง ขนมปังปอนด์ ก๋วยเตี๋ยว ฯลฯ ที่แจกจ่ายกันอย่างกว้างขวางตั้งแต่ร้านอาหาร ร้านหนังสือ มินิมาร์ท ตลาดสด ซึ่งมีขนาดและคุณภาพไม่ตรงกับความต้องการปลายทาง ด้วยเนื้อถุงที่บางเฉียบ ไม่เหมาะแก่การใส่เศษอาหารหรือเสื้อผ้าเปียกน้ำ และขนาดก็เล็กเกินกว่าจะใส่รองเท้าแตะคู่จ้อย

โครงการรณรงค์ปลอดถุงฯ ที่เมืองปีนัง ตั้งท่าทำจริง เอาจริง ขยายวันปลอดถุงเป็น 3 วันต่อสัปดาห์ แต่ก็ยังอดที่จะเลือกปฏิบัติไม่ได้ ห้างสรรพสินค้าและซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ ถูกบังคับให้ทำตามกฏชนิดที่หากมีการละเมิด จะเกิดผลกระทบต่อการต่ออายุทะเบียนการค้า ในขณะที่ร้านขายของรายย่อยอยู่ในลักษณะ “ขอความร่วมมือ” ส่วนร้านแผงลอยและตลาดโต้รุ่งทั้งหลายอันเป็นที่มาของถุงไร้ประโยชน์ กลับได้รับการยกเว้น เฮ้อ...

ในเนื้อความของ พ.ร.บ. การจัดการขยะมูลฝอยเอง ก็ยังคงเน้นว่าความรับผิดชอบในการจัดการตกเป็นหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น บริษัทที่ได้รับสัมปทานในการเก็บขยะ ผู้รับเหมาจัดสร้างโรงเผาขยะ ผู้รับเหมาจัดหาที่ฝังกลบขยะ เป็นต้น  ที่ขาดหายไปคือ “ระบบ” ที่จะช่วยให้ผู้คนจัดการกับขยะได้ เพราะถ้าดูจากสมการข้างบน จะเห็นว่าไม่มีระบบรองรับขยะให้ออกจากบ้านโดยไม่ต้องใส่ถุงทั้ง 12 ใบในแต่ละเดือน ลองคูณจำนวนหลังคาเรือนในมาเลเซียที่มีการสำรวจเมื่อ 10 ปีที่แล้ว อย่างน้อยๆ 5 ล้านหลังคาเรือน นั่นก็หมายความว่า ถุงพลาสติกไม่น้อยกว่า 60 ล้านใบ ต้องทำหน้าที่นำขยะออกจากบ้าน ขึ้นรถเก็บขยะ ก่อนที่จะไปจมจ่อมในหลุมฝังกลบที่ใดที่หนึ่ง...อุแม่เจ้า

ว่าแล้ว ก็กลับไปสอนจิ้งจกให้หัดกินแมลงดีกว่า งานง่ายกว่าเยอะเลย...