โกรธนกทำไม

ก้อนทอง ลุร์ดซามี

โกรธนกทำไม

ก้อนทอง ลุร์ดซามี
angry birds

เปิดเทอมที่สองมาได้สองสัปดาห์ ก็เป็นวันไปรับสมุดรายงานผลการเรียนของลูกชายคนโต ถือว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะได้สังสรรค์กับบรรดาผู้ปกครองของเพื่อนร่วมชั้น โรงเรียนนี้เป็นตัวอย่างของโรงเรียนในเมืองที่เด็กๆ มีพื้นฐานเติบโตใช้ชีวิตอยู่ในสังคมเมืองเป็นหลัก

หลังจากสนทนาต้าอ้วยกันเรื่องผลการเรียนของลูกๆ แล้ว ก็มาถึงเรื่องของความประพฤติว่าลูกเธออยู่บ้านทำอะไรบ้าง 2 ใน 3 ของพ่อแม่ที่พูดคุยด้วยบอกว่า ลูกๆ ใช้เวลากับเฟซบุ๊ค เกมส์เอสพีเอส และไอแพด โดยเฉพาะเกมส์ Angry Birds ซึ่งเด็กๆ ติดมาก ถ้าไม่ให้เล่นก็จะโกรธพ่อแม่ไปเลยก็มี พ่อแม่หลายคนรู้สึกโกรธที่มีเกมส์นี้ออกมา อ้าว...ทำไมไปโกรธนก ไม่โกรธตัวเองที่อนุญาตให้ลูกเล่นเกมส์

พอถูกถามว่าแล้วลูกเราทำอะไรบ้าง อ้อมแอ้มตอบว่าให้ดูทีวี (ในความคิดเห็นส่วนตัว ทีวีมีประโยชน์กับเด็กๆ ถ้าใช้ถูกวิธี) เป็นบางเวลาและภายใต้ข้อตกลงที่กำหนด อย่างเช่น ช่องที่ได้ชื่อว่าเป็น “เครือข่ายการ์ตูน” นั้น เป็นช่องต้องห้ามโดยเด็ดขาด เพราะแต่ละรายการที่ผู้จัดเลือกมา แม้จะขึ้นชื่อว่าการ์ตูนก็จริง แต่มีเนื้อหารุนแรงเหมาะกับผู้ใหญ่ที่ยังชอบดูแอนิเมชั่นมากกว่า ภาพที่ปรากฏบนจอก็เปลี่ยนไปมาอย่างรวดเร็ว กระบอกตาคู่เล็กๆ ต้องทำงานอย่างหนักเพื่อที่จะรับภาพเหล่านั้น ถ้าจะให้เห็นภาพชัดเจน ให้ทดลองเปิดการ์ตูนเหล่านี้ดูตอนกลางคืน โดยดับไฟในห้องให้มืด จะเห็นแสงสว่างที่กระโดดโลดเต้นสลับไปมาอย่างรวดเร็ว ใครทนดูแบบนั้นได้ถึงชั่วโมงโดยไม่รู้สึกว่าเครียด ให้ไปรับรางวัลที่สนามหญ้าหน้าบ้านด้วยการแหงนดูดาวสิบนาที... รับรองมองไม่เห็นดาวแน่ๆ เพราะตาพร่าพรายมาจากอิเล็คตรอนที่วิ่งกันอุตลุดบนจอทีวีเมื่อชั่วโมงที่ผ่านมา

เวลานอกจากนั้นก็เป็นการ “ทำบ้านให้ยุ่งและรก” พี่ชายคนโตชอบหากระดาษมาพับตามแบบบ้าง ตามความคิดตัวเองบ้าง น้องชายคนเล็กชอบสังสรรค์กับ “เพื่อน” ทั้งตุ๊กตุ่นตุ๊กตา แมงมุมตามกำแพง แล้วแต่จะหาใครเป็นเหยื่อได้ในตอนนั้นๆ มีคำถามมาจากกลุ่มผู้ปกครองว่า แล้วไม่ให้ลูกใช้คอมพิวเตอร์เหรอ อ้อมแอ้มตอบไปอีกเหมือนกันว่ายังไม่ให้ เพราะกลัวว่าเมื่อลูกเข้าถึงคอมพิวเตอร์แล้วจะดึงออกยาก ทุกวันนี้ ยังใช้เหตุผลเรื่องของการเดินทางและท่องเที่ยวล่อหลอกลูกๆ ได้อยู่ว่า ถ้าเราใช้เวลาหมดไปกับคอมพิวเตอร์แล้ว จะไม่ได้เดินทางไปเที่ยวน้ำตก ป่าเขา ทะเล หรือแม้แต่ไปเมืองไทย เพราะเวลาที่มีไม่มากพอที่จะทำอย่างอื่นๆ เด็กๆ คล้อยตามแต่โดยดี เพราะได้สัมผัสความสนุกของการไปท่องเที่ยวแบบนั้นอย่างมากมายมาแล้ว

แม่คนหนึ่งหันมามองแล้วบอกว่า จะทำอย่างไรล่ะ พอไม่ให้ลูกเข้าเฟซบุ๊ค ลูกก็มาบ่นเวลาไปงานรวมญาติแล้วเด็กคนอื่นๆ บอกว่าไม่ทันสมัย แอบนึกในใจว่า เอ...ทำไมถึงต้องคิดว่าจะทันสมัยได้ก็ต่อเมื่อเข้าไปอยู่ในโลกอินเตอร์เน็ตหรือโลกสมมติเหล่านั้น ทำไมการที่ได้ไปฝึกโยนก้อนหินเรี่ยผิวน้ำ หรือไปเดินป่าให้ทากดูดเลือดไม่มีความทันสมัยบ้าง

หากถามคนที่เกิดก่อน พ.ศ. 2520 ว่า สภาพบรรยากาศแบบใดที่ทำให้นึกถึงความหลัง คำตอบอาจจะมีตั้งแต่ เด็ดต้อยติ่งริมทาง โยนลงคูน้ำแล้วนั่งคอยให้ฝักดีดเป๊าะออกมากระเด็นขึ้นหน้า ผสมดอกชบากับน้ำจนเป็นน้ำเหนียวๆ ป้ายใส่หน้ากัน หรืออาจจะเป็นการหาหญ้าหัวโตมานั่งตีกันเพื่อหาว่าใครใหญ่ใครอยู่

แล้วก็ต้องย้อนกลับมานึกถึงความเป็นจริง คนรุ่นหลังที่เกิดในช่วง 15-20 ปีที่ผ่านมา เกิดท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่โตขึ้นมารายรอบไปด้วยเครื่องมือสื่อสาร คาบมือถือคาบเกมส์บอยมาเกิดกันอย่างกว้างขวาง โทรทัศน์ไม่ใช่สิ่งเร้าใจเพียงอย่างเดียว อุปกรณ์อิเล็คทรอนิคส์หลากหลายประเภทช่วยเสริมเติมเวลาว่างให้เต็ม ดังนั้นการออกไปเล่นในธรรมชาติจึงไม่นับว่าอยู่ในวิสัย ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวันอย่างง่ายดาย

สัญญาณเตือนภัยประชิดเข้าตัวเมื่อไม่นานมานี้เอง อาการแขนชาที่เกิดขึ้นกับแขนข้างซ้าย ลามลงมาถึงช่วงอก พาลให้ตกอกตกใจว่าโรคหัวใจถามหา ไปตรวจร่างกายแบบถ้วนทั่ว ผลปรากฏว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง ไปหาหมอจัดกระดูก ยอมนอนให้หมอพลิกตัวไปมาดังกรุ๊บกรั๊บอยู่ 2 ครั้งก็เลิก เพราะหมอไม่อธิบายอะไรมากนอกจากสั่งให้ยกแขน ยกมืออย่างโน้นอย่างนี้เท่านั้น เลยไม่แน่ใจว่าถ้ารักษาหายคราวนี้แล้วจะกลับมาเป็นใหม่อีกหรือไม่ จะป้องกันไม่ให้เกิดอีกอย่างไร  โชคดีที่มีเพื่อนแนะนำให้รู้จักกับผู้ชำนาญการจัดท่วงท่าด้วยวิธีแบบ Alexander Technique ซึ่งเป็นการเตือนสติให้เรารู้จักที่จะนั่ง ยืน เดิน และทำอะไรก็ตามแบบที่กระดูกสันหลังชอบ แม้จะรู้สึกคล้ายกับนั่งไม่เป็น ยืนไม่ถนัด ร่างกายไม่ใช่ของเราก็ตาม แต่แนวกระดูกสันหลังที่อุปการะคุณมาตลอดชีวิตนั้น ดูจะมีความสุขขึ้นมาทันที

เหตุที่อาการชาเพิ่งถามหาก็เป็นเพราะว่าในช่วง 2-3 ปีหลังมานี้ นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์มากกว่าสมัยใดๆ ที่ผ่านมา  กลางวันทำงาน กลางคืนสังสรรค์ผ่านเครือข่ายสังคมสารพัดรูปแบบ พอลงปักหลักนั่งนานๆ แถมนั่งไม่ถูกวิธี สร้างปัญหาให้กับกระดูกสันหลังตัวเอง ไม่ได้ทิ้งน้ำหนักหัวและตัวลงบนสะโพก กลับไปหยอดไว้ที่กระดูกคอส่วนหนึ่ง กระดูกหลังอีกส่วน...นานวันเข้า แนวกระดูกก็ทรุด เส้นประสาทก็ถูกทับ อาการชา ปวดกล้ามเนื้อไหล่และต้นคอ กลายเป็น “โรคคนเมือง” ยอดฮิต

ช่วงนี้ เด็กๆ ในซอยออกมาเล่นที่ถนนหน้าบ้านกันอีกหลังจากทิ้งช่วงตอนสอบปลายภาคและปิดเทอมกลางที่ผ่านไป  สองหนุ่มน้อยที่บ้านกำลังเห่อจักรยานสีแดงและสีฟ้า ขอขี่ไปอวดสาวน้อยจักรยานสีชมพูจากบ้านฝั่งตรงข้าม เดี๋ยวต้องขอออกไปรับหน้าที่ขาโจ๋ประจำซอยคอยคุมเด็กๆ ไม่ให้ขี่จักรยานออกไปนอกซอย และคอยดูแลความปลอดภัยเนื่องจากมีมือใหม่หัดขับ (ขี่) หลายราย แถมยังได้โอกาสใส่รองเท้ากีฬาเดินไปเดินมาหน้าบ้าน ตอบแทนกระดูกสันหลังตัวเองที่ทนนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ในช่วง 6-7 ชั่วโมงที่ผ่านมา...อูย..กรุ๊บ...

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

18 ส.ค. 2557
 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม