ภัยของความสะดวก

  • warning: array_map(): Argument #2 should be an array in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/modules/system/system.module on line 1050.
  • warning: array_keys() expects parameter 1 to be array, null given in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
  • warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
ดร.สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์

ภัยของความสะดวก

ดร.สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์

นานครั้งจะได้อ่านอะไรที่ทำให้หัวสว่างตัวเบา ยูเรก้า ! มันเป็นเช่นนั้นเอง

ข้อมูลที่ทำให้ผู้เขียนตื่นตะลึงลิงโลดครั้งนี้มาจากหนังสือหน้าตาน่าเบื่อสุดฤทธิ์ ปกเหมือนตำราเรียนชีววิทยามัธยมปลายเบื้องต้นชื่อ “Teaming with Microbes” หรือ “จุลินทรีย์เต็มไปหมด” เขียนโดยคอลัมนิสต์ Jeff Lowenfels และชาวสวนอเมริกัน Wayne Lewis ได้มาจากร้านหนังสือในเมืองเล็กๆ ในมลรัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา

ผู้เขียน “Teaming with Microbes” ทั้งสองคนทำงานใกล้ชิดกับนักนิเวศวิทยาดิน Dr.Elaine Ingham แห่งมหาวิทยาลัยมลรัฐออริกอน หนึ่งในผู้บุกเบิกความรู้ใหม่ๆ เรื่องดินในสองทศวรรษที่ผ่านมา

สมัยผู้เขียนเรียนมหาลัยในยุค 80 เราไม่มีความรู้เรื่องนิเวศวิทยาของดินกันมากนัก เรารู้ว่าดินดีมีสุขภาพต้องมีชีวิตเล็กๆ อยู่มากมายเต็มไปหมด คิดรวมเป็นมวลแล้วมักจะมากกว่ามวลของชีวิตที่เราเห็นเดินไปเดินมาบนดินเสียอีก เรารู้มานานแล้วว่าโลกใต้ดินเป็นตัวหนุนโลกบนดิน เพราะชีวิตเล็กๆ เหล่านี้ทำหน้าที่ย่อยสลายสสาร หมุนเวียนวงจรแร่ธาตุ แปรขี้ ขยะ ของเสีย และซากศพกลับไปเป็นอาหารให้พืช ซึ่งเป็นอาหารให้สัตว์และคน เรียกว่าเป็นผู้หมุนโลกตัวแม่ เรารู้ว่ามันสำคัญ แต่เราไม่รู้กลไกละเอียดของชีวิตพวกมัน

เรารู้อีกด้วยว่าชีวิตเล็กๆ ในดินพวกนี้จะหายไปเมื่อเราใช้สารเคมีในการเกษตรกันมากๆ จากดินเป็น มีชีวิต กลายเป็นดินตาย ไร้ชีวิต ทำให้ต้องใช้สารเคมีมากขึ้นไปอีก กลายเป็นวงจรอุบาทว์ ใช้สารเคมี-ผลผลิตพืชเพิ่ม-ดินป่วย-พืชอ่อนแอ-เพิ่มสารเคมี-ได้ผลผลิตพืช-ดินป่วยหนัก-พืชอ่อนแอ ฯลฯ

แต่สมัยนั้นเราไม่รู้ว่าทำไมชีวิตในดินจึงตาย โอเคล่ะ ถ้าสารเคมีที่ใช้เป็นพวกยาพิษปราบศัตรูพืชโดยตรง จำพวกยาฆ่ารา ฆ่าแมลง ฆ่าวัชพืช อย่างนั้นก็เข้าใจได้ ที่ไม่เข้าใจก็คือปุ๋ยเคมีอาหารพืชธรรมดา พวกปุ๋ยแอมโมเนีย ปุ๋ยไนเตรทเหล่านี้ ทำไมใช้มากๆ แล้วดินตายไร้ชีวิต มันไม่ได้ฆ่าสัตว์ฆ่ารานี่นา

ปัญหาข้อนี้สงสัยมานานแล้ว แต่ถามใครก็ไม่เคยได้คำตอบชัดๆ จนได้อ่านหนังสือเล่มนี้

ก่อนเฉลย ขออนุญาตทบทวนพื้นฐาน นอกเหนือจากน้ำ แร่ธาตุที่สำคัญที่สุดที่ประกอบขึ้นเป็นร่างกายของชีวิตส่วนใหญ่ ได้แก่ คาร์บอน เป็นวัตถุดิบสร้างตัวร่าง และไนโตรเจนเป็นตัวสร้างโปรตีน คือตัวกำหนดคุณภาพและคุณสมบัติของร่าง ตลอดจนขับเคลื่อนกลไกต่างๆ ในชีวิต

คาร์บอนและไนโตรเจนมีอยู่ทั่วไปในอากาศ พวกเราเป็นสัตว์ รับมาไม่ได้โดยตรง ต้องผ่านพืชให้เล่นแร่แปรธาตุ ดึงเอาพลังงานจากแสงอาทิตย์มาสังเคราะห์คาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศและน้ำ เพื่อเก็บพลังงานแสงอาทิตย์ไว้ในรูปแบบของน้ำตาล กลายเป็นพลังงานเคมีที่เรากินได้ เอาไปใช้งานต่อได้

แต่ไนโตรเจนนั้น ตามปกติในธรรมชาติพืชไม่สามารถดึงมาใช้ได้เองจากอากาศ พวกมันต้องอาศัยแบคทีเรียและราในดินเป็นตัวแปรไนโตรเจนในอากาศมาอยู่ในรูปแบบที่ละลายน้ำได้ รากของพืชจึงจะดึงไปใช้ได้ และเราก็ได้อาศัยกินร่างกายของพืชอีกต่อหนึ่ง รับมาทั้งสสารและพลังงานที่เก็บไว้ในสสารนั้น

แต่สิ่งที่ไม่รู้มาก่อนก็คือ ที่พวกแบคทีเรียและราไปอาศัยอยู่กันในโซนรอบรากพืชก็เพราะตัวพืชเองจะแบ่งสารอาหารจำพวกน้ำตาลที่มันสังเคราะห์ขึ้นมาได้ให้กับชีวิตเล็กๆ พวกนี้ เลี้ยงมันไว้เพื่อแลกเปลี่ยนกับบริการตรึงไนโตรเจนและหมุนเวียนแร่ธาตุอื่นๆ แถมกำจัดศัตรูพืชเป็นบริการเสริมอีกต่างหาก ราหลายชนิดคอยดักห่วงคล้องหนอนไชรากไม้ไม่ให้ทำลายพืชได้ นี่เป็นสิ่งที่พืชทั่วไปทำ ไม่ใช่เฉพาะพืชตระกูลถั่วที่มีบ้านพิเศษให้แบคทีเรียอาศัยในรากมัน หรือพวกต้นไม้ในป่าที่มีรารากไม้อาศัยเป็นหุ้นส่วนกัน แต่เป็นหน้าที่พลเมืองของพืชทั่วไป พืชแต่ละชนิดจะปล่อยอาหารสูตรต่างๆ กันไป ดึงดูดราและแบคทีเรียมากมายหลากหลายชนิดแตกต่างกัน ซึ่งก็แน่นอนว่า จุลินทรีย์ต่างชนิดมีความสามารถในการย่อยสลายเศษซากสสารอินทรีย์ต่างกันไปด้วย ความหลากหลายของมันเป็นเคล็ดลับของประสิทธิภาพตามธรรมชาติในการหมุนเวียนแร่ ธาตุต่างๆ

แต่เมื่อมนุษย์คิดค้นวิธีแปรไนโตรเจนในอากาศมาเป็นปุ๋ยเคมี เพื่อเพิ่มผลผลิตพืช พืชได้ธาตุอาหารฟรีๆ ก็เริ่มมีอาการคุณหนูสุดสปอยล์ เสียนิสัย เลิกแบ่งน้ำตาลให้ราและแบคทีเรีย มากๆ เข้า ชีวิตเล็กๆ ก็ไม่อยู่ปรนนิบัติพืช เป็นหน้าที่ของมนุษย์ต้องคอยขุดน้ำมันปริมาณมหาศาลมาผลิตปุ๋ยเคมีป้อนมาม่าให้คุณหนู เมื่อดินไม่มีราและแบคทีเรีย ก็ไม่มีสัตว์อื่นๆ ที่กินมัน เช่น หนอน แมลง และไส้เดือน ที่คอยช่วยดูแลสภาพดินให้ร่วนซุยอุดมสมบูรณ์ และเมื่อดินไม่มีชีวิต มันก็หมดความสามารถในการซึมซับธาตุไนเตรทจากปุ๋ยเคมีที่พืชดูดไม่หมด ปุ๋ยก็ถูกชะล้างลงไปในน้ำ ออกสู่ทะเล เป็นปัญหามลภาวะที่กำลังฆ่าสัตว์ทะเลจำนวนมากในวันนี้ (แต่มนุษย์บนบกไม่ค่อยยอมรับรู้)

สรุปว่าปัญหาเกิดจากปุ๋ยเคมีทำให้พืชเกียจคร้าน ไม่ทำหน้าที่ที่ควรจะทำ

นี่คือภัยแฝงของความสะดวกสบาย มันตัดทอนกระบวนการทำงานของสิ่งต่างๆ ทำให้เกิดการละเลย เพิกเฉย มองข้าม เลิกใส่ใจรายละเอียดกลไกที่สำคัญของระบบ มันทำให้เราโง่โดยไม่รู้ตัวว่าโง่

ยกตัวอย่างน้ำประปา สะดวก ทุ่นแรง ไม่ต้องคอยหาบน้ำใส่ตุ่ม หรือลุกไปเปิดฝาตุ่มเพื่อรองน้ำยามฝนตก แต่นานเข้าเราก็คิดว่าน้ำมาจากก๊อก ลืมไปว่าน้ำสะอาดไหลดีมาจากป่า และหน้าแล้งเป็นช่วงขาดน้ำ ต้องประหยัด

เด็กๆ กินนมจากกล่อง หาซื้อง่าย แสนสะดวก แต่ทุกวันนี้เด็กจำนวนไม่น้อยไม่รู้ว่านมมาจากวัว ที่ควรจะกินหญ้า ไม่ใช่กินข้าวโพดผสมเครื่องในวัวด้วยกันเองจนเป็นบ้า

สั่งซื้อของทางอินเทอร์เน็ต กดปุ่มทีเดียว อีกสองวันได้ของ ไม่ต้องเดินไปร้านผ่านแผงกล้วยทอด ไม่ต้องเข้าคิว ไม่ต้องได้ยินเสียงคนกอซซิปกัน ไม่ต้องคุยกับคนขาย ไม่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับคนตัวเล็กตัวน้อยรอบตัว

ยกตัวอย่างมา แต่ไม่ได้มองว่าประปา นมกล่อง และอีคอมเมิร์สเป็นสิ่งชั่วร้าย และไม่ได้มองว่าความสะดวกเป็นสิ่งชั่วร้าย ผู้เขียนก็ชอบความสะดวกเหมือนทุกคน แต่อดไม่ได้ที่จะกลัวความเคยตัวและชินชา

ที่เราเคยเชื่อกันว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมจะแก้ได้ก็ต่อเมื่อเราสามารถผลักดันการพัฒนาอย่างยั่งยืน ให้เป็นวิถีกระแสหลักในสังคม ให้วิถีสีเขียวเป็นวิถีชีวิตที่สะดวกที่สุด เพราะความสะดวกจะเป็นทางเลือกที่ชนะเสมอ บางทีมันอาจจะไม่ใช่คำตอบทั้งหมด จริงอยู่ว่าเราต้องสร้างระบบในสังคมที่ทำให้สินค้า บริการ และสาธารณูปโภคสีเขียวหาซื้อได้ง่ายและราคาถูกกว่าผลผลิตจากระบบที่ทำลายมนุษย์และสิ่งแวดล้อม แต่อยากเสริมว่าสังคมกลุ่มใหญ่ยังต้องเห็นอีกด้วยว่า ความสะดวกเกินไปเป็นเรื่องน่าเบื่อ เป็นวิถีชีวิตของซอมบี้โง่ๆ ที่ไม่เรียนรู้สัมผัสโลกจริง

เราต้องออกแรงบ้าง กอบโกยน้อยลงบ้าง ให้อะไรกับส่วนรวมบ้าง ชีวิตจึงมีค่า เหมือนต้นไม้ที่ดูแลดิน