ไหล...ไม่ไหล...

ก้อนทอง ลุร์ดซามี

ไหล...ไม่ไหล...

ก้อนทอง ลุร์ดซามี
water

ท่ามกลางสภาพอากาศที่ขาดรักจากท้องฟ้าเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เพราะไม่ใช่หน้าฝนของมาเลเซีย ต้นไม้ในสนามหน้าบ้านบางต้นถึงกับยืนอ่อนระโหยทิ้งใบ แล้วจู่ๆ ประหนึ่งสายฟ้าฟาดลงมากลางลำต้น การประปาฯ ประกาศว่าจะระงับการส่งน้ำถึง 3 วัน ในพื้นที่อยู่อาศัยกลางเมืองถึง 4 เขตยอดนิยมในรัฐสลังงอร์ที่ผู้เขียนอยู่นี้ เรื่องจะไปขออาบน้ำที่บ้านญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงจึงเป็นอันตัดไปได้ เพราะพื้นที่เหล่านั้นถูกรวมอยู่ในประกาศดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว

บรรยากาศในเย็นวันที่ข่าวออกมานั้น ทั้งข้อความบนเฟซบุ๊ค SMS และโทรศัพท์หลั่งไหลมาไม่ขาดสาย คิวซื้อถังเก็บน้ำตามห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านกะโหลกกะลา จึงยาวเหยียดเป็นเรื่องไม่ปกติ บ้านเรามักน้อย กว้านเอากระติกน้ำแข็ง ถังน้ำ และลังพลาสติกเก็บของเท่าที่มี ออกมารองน้ำเพื่อตุนเก็บไว้ใช้ในอีก 2-3 วันข้างหน้า สมาชิกตัวเล็ก 2 คนในบ้านตื่นเต้นกับเหตุการณ์ที่จะไม่มีน้ำ เปรยๆ ว่างั้นก็ไม่ต้องอาบน้ำก็ได้... เอ่อ...อันนี้ขอค้าน ลำพังอาบน้ำเช้าเย็นก็ต้องทนนอนดมกลิ่นเหงื่อแทบทุกคืน อย่าทรมานแม่เลย ลูกเอ๊ย...

แล้ว 3 วันนั้นก็ผ่านไปอย่างไม่มีวี่แววการตัดน้ำ หรืออาจะตัดเร็วมาเร็วจนไม่ทันรู้ตัวก็เป็นได้ แต่ก็สร้างบรรยากาศ “น้ำไม่พอใช้” ให้กับประชาชนได้เป็นอย่างดี คนส่วนมากตื่นตระหนกและเหมาไปว่าน้ำในเขื่อนมีไม่เพียงพอกับความต้องการใช้น้ำของประชาชน ทั้งๆ ที่มาเลเซียเป็นประเทศที่มีฝนชุกมากเป็นอันดับ 4 ของโลก แหม...เข้าทางโครงการผันน้ำมูลค่า  9 หมื่นล้านบาท ที่ตั้งใจจะผันน้ำจากแม่น้ำเซอมันตันในรัฐปาหังมาเข้าโรงกรองน้ำฮูลูลางัตในรัฐสลังงอร์ เพื่อให้มีน้ำ “เพียงพอ” กับความต้องการของคนในรัฐสลังงอร์ซึ่งมีประชากรมากที่สุดและเป็นรัฐที่ร่ำรวยที่สุดในประเทศมาเลเซียตามหลักการคิด GDP ต่อหัว โดยวางแผนไว้ว่าเมื่อโครงการนี้ผันน้ำได้สำเร็จในปี 2014 จะมีน้ำไหลหลากจากรัฐปาหังมายังรัฐสลังงอร์ถึงวันละ 2,260 ล้านลิตร

               

ในโครงการนี้ จะมีการขุดอุโมงค์ส่งน้ำทะลุเทือกเขาติติวังสาเป็นระยะทาง 44.6 กิโลเมตร นับว่าเป็นอุโมงค์ส่งน้ำที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย และติดอันดับ 6 ในโลก เรื่องการขุดอุโมงค์นี่ มาเลเซียมีประสบการณ์มาจาก “อุโมงค์ฉลาด” (Smart Tunnel) ที่ขุดทะลุลอดเมืองกัวลาลัมเปอร์ หลบหลีกเสาเข็มของตึกสูงระฟ้า ทางรถไฟใต้ดิน และแท่นหินตามธรรมชาติมาอย่างปลอดภัยแล้ว การขุดทะลุภูเขาที่ส่วนมากเป็นหินแกรนิตด้วยเครื่อง TBM (Tunnel Boring Machine) จึงนับว่าเป็นงานง่ายมาก ส่วนเรื่องจะลำบากสัตว์ใต้ดิน ระบบนิเวศใต้ดินในเขตป่าสงวนลากุมอันอุดมสมบูรณ์เป็นพื้นที่ถึง 15.49 ตารางกิโลเมตรนั้น (ใหญ่กว่าเกาะเสม็ดของบ้านเราที่มีพื้นที่ 13.1 ตร.กม. เสียอีก) ก็คงไม่มีใครเห็น จนคล้ายๆ กับจะไม่เป็นไร

แต่เดี๋ยวก่อน คนมาอยู่ใหม่ชักงง... แล้วทำไมเมื่อสามปีก่อน ราวๆ เดือนมิถุนายนปี 2008 รัฐฯ ถึงได้ประกาศให้ทุกครัวเรือนในรัฐสลังงอร์ใช้น้ำ 20 ลูกบาศก์เมตรแรกได้ฟรีล่ะ พอแจกจ่ายครบทั่วรัฐสลังงอร์ ที่คาดว่ามีอยู่ไม่น้อยกว่า 1.1 ล้านหลังคาเรือนนั้น ค่าใช้จ่ายก็ค้ำคอท่านผู้อุปถัมภ์น้ำอยู่ที่เดือนละ 18 ล้านบาท สามปีผ่านไป รัฐฯ หมดงบไปเกือบ 650 ล้านบาทเชียวนะนั่น... อ้อ ลืมบอกไป เหตุผลและหลักคิดของการให้ใช้น้ำฟรีนั่นไม่เกี่ยวกับแผนเอาชนะใจคนก่อนการเลือกตั้งแต่อย่างใด แต่เป็นเหตุผลเพื่อช่วยเหลือคนยากจน (รัฐฯ ลืมดูข้อมูลทางเศรษฐกิจที่ประกาศว่าคนในรัฐสลังงอร์มีรายได้เฉลี่ยร่ำรวยที่สุด)  โดยเหมาเอาว่าถ้าบ้านไหนใช้น้ำไม่ถึงเดือนละ 20 ลูกบาศก์เมตร ถือว่าอยู่ในกลุ่มฐานะไม่ดี ไม่เกี่ยวกับการที่บ้านนั้นๆ รู้จักใช้น้ำอย่างประหยัด หรือเป็นบ้านที่มีคนอยู่น้อยแต่อย่างใด ซึ่งบ้านเราติดกลุ่มด้วยเหตุผลทั้งสองข้อ...เอ๊ะ...หรือสามข้อ

เป็นอันว่า เรื่องการจัดการทั้งหมดที่ว่ามา พุ่งไปที่เรื่องของอุปสงค์กับอุปทาน ดูจากรูปการณ์แล้ว ข้อมูลฟ้องว่าคนในรัฐสลังงอร์ใช้น้ำมากถึง 226 ลิตรต่อคนต่อวัน ในขณะที่เมืองไทย ตกอยู่ที่ 35.2 ลิตรต่อคนต่อวันเท่านั้น (ภูมิใจจริงๆ...) ตัวเลขน่าตกใจมาก แต่ถ้ามาดูตัวอย่างแล้วจะหายสงสัย ไม่ต้องดูอื่นไกล บ้านฝั่งตรงข้าม นิยมล้างพื้นหน้าบ้านแทบทุกวัน แบบไม่ใช้แปรงขัดพื้น เพราะมีความเข้าใจทางเคมีที่ถูกต้องว่าน้ำคือตัวทำละลายที่ดี ป้าเลยใช้วิธีล้างแบบ “น้ำหลากทุ่ง” ฉีดใส่พื้นไม่ยั้ง น้ำจะไหลลงสู่ท่อระบายมากน้อยยังไงไม่สน น้ำมา...ความสกปรกไป

อีกตัวอย่างง่ายๆ ใกล้ตัว ถังเก็บน้ำของโถสุขภัณฑ์แบบมาตรฐานที่พบได้ตามบ้านเรือนทั่วไปของที่นี่ (แบบที่บริษัทสร้างบ้านให้มากับบ้าน) มีขนาดจุน้ำ 10-12 ลิตร (ในขณะที่เมืองไทยมีขนาดอยู่ที่ 5-8 ลิตรเท่านั้น) กดครั้งนึง จึงรู้สึกเหมือนน้ำกำลังจะท่วมบ้าน เลยต้องมีข้อตกลงกับสองสมาชิกน้อยในบ้านว่า “ถ้ายังเหลืองให้ปล่อยไว้ สีน้ำตาลเมื่อไหร่ค่อยกดทิ้ง” (If it’s yellow, let it mellow. If it’s brown, flush it down.)

แบบนี้เอง รัฐจึงต้องกุลีกุจอจับโครงการขนาดใหญ่ยักษ์ อ้างว่าเป็นการแจกจ่ายค่าหัวคิว เอ๊ย... คิวน้ำมาให้ประชาชนได้ใช้กันอย่างเบิกบาน แต่ไม่ได้คิดกระบวนการจัดการเพื่อให้มีประชาชนรู้สถานการณ์และผลกระทบของการใช้น้ำอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ฟุ่มเฟือย

ผู้ปกครองบ้านนี้ ชอบบ่นเป็นน้ำท่วมทุ่งเวลาที่สองหนุ่มน้อยอาบน้ำไปเล่นน้ำไปด้วย เจ้าคนโตเคยชะโงกหน้ามาดูบิลในมือ แล้วถามว่าทำไมเป็นตัวเลขติดลบ พอตอบว่า “แปลว่าเราไม่ต้องจ่ายค่าน้ำ เพราะใช้ไม่ถึงที่เขากำหนดไว้...” เลยโดนย้อนถามว่า... “อ้าว งั้นทำไมแม่ต้องบ่นเรื่องเปลืองน้ำล่ะ...” 

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

18 ส.ค. 2557
 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม