หอมเอยหอมดอกกระถิน

  • warning: array_map(): Argument #2 should be an array in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/modules/system/system.module on line 1050.
  • warning: array_keys() expects parameter 1 to be array, null given in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
  • warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
ก้อนทอง ลุร์ดซามี

หอมเอยหอมดอกกระถิน

ก้อนทอง ลุร์ดซามี

ถ้าหากดอกกระถินกลิ่นหอมขนาดที่นำมาสกัดหัวน้ำหอมได้จริงอย่างที่ ลุงไพรวัลย์ ลูกเพชร ร้องไว้ในเพลงมนต์รักลูกทุ่งแล้วล่ะก็ ประเทศไทยและมาเลเซียจะกลายเป็นเศรษฐีร่ำรวยจากการส่งหัวน้ำหอมกลิ่นกระถินขายในตลาดโลก... และทุ่งกระถินข้างบ้านจะกลายเป็นออฟฟิศใหม่ในทันที

แต่ความเป็นจริงไม่เข้าข้างเราทั้งสองประเทศ กระถินจึงยังคงเป็นไม้ริมรั้วทำหน้าที่เพิ่มรสชาติให้น้ำพริกปลาทูและหอย นางรมสดต่อไป ปล่อยให้ “ไม้หอมกฤษณา” (Aquilaria malaccensis) เป็นไม้ที่มีกลิ่นหอมแบบพึงประสงค์และเป็นที่ต้องการติดอันดับหนึ่งของตลาดโลก โดยเฉพาะตลาดในตะวันออกกลาง เนื่องจากในกระบวนการผลิตไม่มีการใช้แอลกอฮอล์เหมือนน้ำมันหอมระเหยประเภทอื่นๆ (ศาสนาอิสลามไม่นิยมใช้ของที่มีแอลกอฮอล์ เพราะเป็นของมึนเมา) คนตะวันออกกลางจึงนำน้ำมันหอมจากไม้กฤษณามาใช้ประกอบพิธีทางศาสนา จุดในบ้านเพื่อแสดงฐานะ หรือเอาไปผสมน้ำหอมให้กลิ่นติดทนนาน

ในเมืองไทยเอง ไม้กฤษณาถูกใช้เป็นส่วนผสมหลักชนิดหนึ่งในยาลมยาหอมมานานแสนนาน โดยใช้ร่วมกับสมุนไพรหลากหลายชนิด ที่รู้จักกันดีคือกานพลู ชะเอม อบเชย และอื่นๆ ตามแต่สูตร เพื่อใช้แก้อ่อนเพลีย บำรุงกำลัง แก้ลมวิงเวียนศีรษะ แก้ไข้ต่างๆ บำบัดโรคปวดบวมตามข้อ และอีกสารพัดจะแก้ แต่ยกเว้นแก้ปัญหาการลักลอบตัดไม้และล่าสัตว์ป่า

เกี่ยวข้องยังไงน่ะหรือ... ก็การสรรหาให้ได้น้ำมันไม้กฤษณา ต้องมาจากการค้นหาต้นกฤษณาที่เกิดบาดแผล และหลั่งสารกฤษณามารักษาบาดแผลที่เกิดขึ้น หากเป็นไม้กฤษณาที่ไม่เกิดบาดแผล เนื้อไม้จะมีสีขาว แต่เมื่อเกิดบาดแผลแล้ว ต้นกฤษณาจะหลั่งน้ำมันสีดำออกมาเพื่อมารักษาแผล และขยายวงกว้างออกไปตามระยะเวลา ถ้าเป็นแผลมานานหลายปี ไม้จะมีสีน้ำตาลหรือสีดำสนิท เป็นที่ต้องการมาก เมื่อนำมาผ่านกระบวนการกลั่นเป็นน้ำมันหอม จะให้ราคาดีถึงกิโลกรัมละ 4-7 หมื่นบาท ซึ่งเป็นผลพวงมาจากความต้องการในตลาดที่เพิ่มขึ้นตามการเติบโตของเศรษฐกิจ แหล่งผลิตตามธรรมชาติไม่สามารถผลิตได้ทันตามความต้องการของผู้บริโภคได้ แม้ว่าจะมีการปลูกกฤษณากันอย่างมากมาย โดยเฉพาะทางภาคตะวันออกของประเทศไทย แต่การกระตุ้นให้ต้นไม้หลั่งสารกฤษณา ยังเป็นเทคนิคที่เลียนแบบธรรมชาติได้ยากนัก

ราคาจูงใจขนาดนี้ การเข้าไปหาไม้กฤษณาในป่าจึงเป็นกิจกรรมที่พรานป่ายอมเสี่ยง ลักลอบเข้าไปในป่าดิบแล้งอย่างเขาใหญ่หรือป่าดิบชื้นทางภาคใต้ของประเทศ เดิมทีก็หาตามมีตามเกิด แต่เมื่อราคากฤษณาเพิ่มสูงขึ้น แพงกว่าราคาทองคำเช่นนี้ พรานป่าจึงเล่นบทเป็นผู้ชี้ชะตาต้นไม้ โดยโค่นต้นกฤษณาต้นใหญ่ในป่าแล้วปล่อยทิ้งไว้ เมื่อต้นเริ่มผุ จึงกลับมาคุ้ยหาสารกฤษณา โอกาสที่จะพบสารกฤษณานั้นมีเพียง 1 ใน 10 เท่านั้น อีกวิธีหนึ่งเป็นการสร้างสถานการณ์ โดยใช้มีด ขวาน เฉาะเข้าไปในเนื้อไม้ให้เกิดบาดแผลบนต้น ครึ่งปีให้หลังจึงย้อนกลับมาตรวจดูผลงาน ถ้าพบสารกฤษณา ก็โค่นต้นลงมา ถ้าไม่มีก็เว้นไว้ก่อนแล้วค่อยกลับมาใหม่ ซึ่งในการตัดฟันต้นไม้แบบสร้างสถานการณ์นี้ จะมีโอกาสเจอต้นที่มีแก่นกฤษณาจริงๆ ไม่เกินร้อยละ 5 เท่านั้น ที่เหลือจึงเป็นการฟันทิ้งฟันขว้างสูญเปล่าและสูญเสียไม้กฤษณาไปอย่างไม่คุ้มธรรมชาติ

เพื่อนชาวมาเลเซียท่านหนึ่งตีพิมพ์งานวิจัยเรื่องของไม้กฤษณา ในรายงานฉบับนี้มีข้อเท็จจริงเล่าไว้ว่า นับตั้งแต่ปี 1989 ที่มีหลักฐานปรากฏว่าทางราชการมาเลเซียจับผู้ลักลอบเข้ามาเก็บไม้กฤษณาได้ถึง 18 ราย โดยระบุไว้ชัดเจนว่า 11 รายเป็นคนไทย ซึ่งพรานไทยลักลอบเข้ามาในเขตป่าเบลุม-เทอมังงอร์ (ซึ่งมีเขตแดนติดต่อกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลาที่ครอบคลุมพื้นที่ในจังหวัดยะลาและนราธิวาส) ล่าสุดเมื่อปี 2009 จับได้ 1 คน ในขณะที่อีก 4 คนหนีรอดไปได้ ของกลางที่พบคือไม้กฤษณาบรรจุ 6 กระสอบ ข้าวสาร 30 กิโลกรัม แสดงให้เห็นว่าตั้งใจจะปักหลักอยู่นานพอสมควร พร้อมเกล็ดของตัวนิ่มอีกหนึ่งตัว ที่คาดว่าเนื้อตัวนิ่มคงกลายเป็นกับข้าวไปหมดแล้ว ทางราชการมาเลเซียตั้งข้อหา 3 กระทงด้วยกัน คือลักลอบเข้าประเทศอย่างผิดกฎหมาย ล่าสัตว์ป่า และเก็บไม้กฤษณาโดยไม่มีใบอนุญาต ฮื้อ... อายจัง

เรื่องนี้ยังไม่จบลงง่ายๆ เพราะกระบวนการซื้อขายใหญ่โตกว้างขวาง ผู้ซื้อไม่ได้ฉุกใจคิดว่าการใช้น้ำมันหรือน้ำหอมกฤษณาเป็นการผิดกฎหมายหรือผิดต่อธรรมชาติ เส้นโยงใยระหว่างกลิ่นหอมของไม้กับต้นกฤษณาสิบต้นและตัวนิ่มที่ตายไปหนึ่งตัว แลดูจะห่างไกลกันหลายตลบ เวลาหยดน้ำหอมที่มีไม้กฤษณาเป็นส่วนผสมลงซอกคอหรือผสมยาหอมดื่มซักแก้ว ไม่มีใครรู้ว่าควรจะสวดแผ่เมตตาให้สัตว์ป่า

.......

เช้านี้ ดอกแก้วที่สนามหน้าบ้านส่งกลิ่นหอมจนต้องเด็ดมากลัดกระดุม เพลงราตรีประดับดาว ซึ่งเป็นหนึ่งในสามเพลงในพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ท่อนที่ร้องว่า “หอมดอกแก้วยามเย็น ไม่เห็นใจพี่บ้างเสียเลยเอย” ก้องอยู่ในหู ถึงแม้ว่าดอกแก้วที่บ้านจะส่งกลิ่นหอมแต่เช้าก็ตาม นี่ถ้าแต่ละบ้านปลูกต้นไม้ที่มีกลิ่นหอมอย่างมะลิ จำปี จำปา ชำมะนาด ราตรี และอีกสารพัดบรรดามีไว้คนละนิดละหน่อย จะออกจากบ้านที ก็เด็ดเจ้าดวงดอกมาลีมาเพิ่มความหอมให้ตัวเองที ก็คงจะเข้าท่า ต้นกฤษณาจะได้รักษาบาดแผลของตัวเองไปตามมีตามเกิด ปล่อยให้ตัวนิ่ม เก้ง กวาง เป็นอาหารของเสือของงูในป่าต่อไป คนเมืองอยู่ส่วนคนเมืองบ้าง...ดีไหม ได้ไหม...