กรุงเทพฯ เมืองน้ำหลาก

ดร.สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์

กรุงเทพฯ เมืองน้ำหลาก

ดร.สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์

วิกฤตน้ำท่วมเมืองครั้งนี้พัดพาเอาความทุกข์ ขยะ และมลพิษปริมาณมหาศาลสู่ทุกชีวิต ทั้งที่ (เคย) อยู่บนบก ในน้ำจืด น้ำกร่อย และสุดท้ายสัตว์ทะเลก็ต้องรับไปตรึมๆ แต่มวลน้ำก็นำพาสิ่งดีๆ มาให้เช่นกัน ตั้งแต่ปุ๋ยแร่ธาตุที่จะฉาบหน้าดินหลังน้ำลด เพิ่มระดับน้ำใต้ดิน และที่สำคัญ มวลน้ำน่าจะพัดพาภูมิปัญญามาสู่สังคมไทย

เพียงไม่กี่อาทิตย์เราเห็นประดิษฐกรรมง่ายๆ แต่ฉลาดล้ำเกิดขึ้นไม่น้อย อาทิ การห่อรถให้ลอยน้ำ และสังคมในวงกว้างกำลังพูดถึงแนวทางการปรับตัวอยู่กับน้ำในระดับปัจเจกชนกัน มากขึ้น สถาปนิกลุกขึ้นผสมผสานเทคโนโลยีเก่าและใหม่เพื่อออกแบบบ้านรับมือน้ำท่วม ยกใต้ถุนสูงแบบบ้านไทยโบราณ ไปจนถึงบ้านลอยน้ำเป็นเรือนแพสองชั้น แต่มีระบบน้ำไฟพึ่งตนเองสะดวกสบาย

คนไทยรุ่นใหม่เริ่มกลับมาพูดถึงแนวทางการอยู่กับน้ำ ปรับวิถีชีวิตให้เข้ากับธรรมชาติ แต่ศักยภาพในการปรับตัวระดับปัจเจกชนนั้นทำได้แค่ในระดับหนึ่ง ถ้าจะอยู่รอด ระบบเมือง ระบบเกษตร และระบบจัดการน้ำทั้งลุ่มน้ำทั้งสังคมจะต้องปรับตัว เรื่องนี้พูดคุยกันมานานหลายสิบปีในหมู่คนกลุ่มน้อย แต่อุทกภัยครั้งนี้น่าจะขยายวงอภิปรายการจัดการน้ำออกไปในสังคมใหญ่

แต่วันนี้ขอพูดถึงแค่กรุงเทพฯ

เมื่อย้ายจากอยุธยามาตั้งเมืองที่บางกอก บรรพบุรุษเราเข้าใจภูมินิเวศลุ่มน้ำหลากใกล้ปากน้ำชายทะเลเป็นอย่างดี เพราะเขาไม่มีแบบอย่างให้เรียนรู้อื่นนอกเหนือจากธรรมชาติ ในหน้าน้ำ พื้นที่ลุ่มราบแบบนี้กลายสภาพเป็นบึงกว้างชั่วคราว และในหน้าแล้งก็กลายเป็นผืนดินแห้งผาก น้ำหายไปจนไม่มีใช้ ถ้าจะตั้งรกรากสร้างเป็นเมืองอยู่ได้ก็ต้องขุดคลองขุดท้องร่องให้เกิดพื้นที่สูงต่ำต่างกัน พร้อมกับรักษาหนองบึงธรรมชาติไว้เป็นแก้มลิงรับน้ำรับรองชีวิตในน้ำที่เป็นอาหารของเรา เมื่อผสมผสานกับการสร้างบ้านใต้ถุนสูงโปร่งเผื่อปีน้ำมาก เราก็อยู่ได้สบาย และเพราะเราอยู่กับน้ำ มันจึงเป็นผลประโยชน์โดยตรงที่จะรักษาแหล่งน้ำให้สะอาด ยามน้ำท่วมปลาก็ว่ายเข้ามาให้กิน ไม่ต้องทนทุกข์กับน้ำเน่าเหม็นเต็มไปด้วยมลพิษ  

เมื่อบรรพบุรุษเราเริ่มพัฒนากรุงเทพฯ เมืองจึงมีลักษณะหน้าตาออกมาคล้ายกับเมืองเวนิซของอิตาลีซึ่งสัญจรไปมาด้วยคูคลองจนได้รับสมญานามว่า "เวนิซตะวันออก" แต่ต่อมาเมื่อเราเริ่มพัฒนาการสัญจรทางบก เราก็ยังคงเก็บคูคลองไว้ขนานถนนหนทาง ใช้ทั้งเรือและรถราง ค่อนไปทางอัมสเตอร์ดัมตะวันออกมากกว่าเวนิซ

จุดเปลี่ยนของกรุงเทพฯ ในมุมมองของการพัฒนาทางกายภาพสู่ความไม่เคารพธรรมชาติของภูมินิเวศที่ตั้ง จึงเป็นยุคสมัยของจอมพลสฤษดิ์ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ยุคนั้นอเมริกาเป็นฮีโร่ เป็นความทันสมัยที่ผู้นำอยากเอาอย่าง จะเดิร์นแบบมะกัน เท่แบบเจมส์ ดีน ก็ต้องสร้างถนนขับรถยนต์คันโต การพัฒนาเมืองจึงมุ่งถมคลองสร้างถนน ถึงสมัยผู้เขียนเป็นเด็กก็แทบไม่ได้เห็นคูคลองริมถนนเมืองกรุงกันแล้ว เหลือแต่ทางไปดอนเมืองยังคงเต็มไปด้วยบัวหลวงสีขาว อ่านนิยายเรื่อง “ปริศนา” ยังพอนึกภาพท่านชายพจน์ขับรถพาปริศนาไปปิคนิคชมธรรมชาติริมทางไปดอนเมืองออกอยู่บ้าง

ในวันนี้เรามาไกลมากจากภาพเมืองเดิม ย้อนเวลากลับไปตั้งต้นใหม่ไม่ได้ แต่โจทย์ของเราไม่ได้ต่างไปจากเดิม – เราจะปรับเมืองให้เหมาะสมกับภูมินิเวศที่มันตั้งอยู่ได้อย่างไร โดยคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกด้วย ตามการคาดการณ์ด้วยระบบจำลอง บริเวณที่ลุ่มภาคกลางจะฝนตกหนักมากขึ้น

ตามผังเมือง (ที่ไม่บังคับใช้) เรามีทางน้ำหลากและแก้มลิงหนองงูเห่า แต่วันนี้ก็กลายเป็นสนามบิน นิคมอุตสาหกรรม บ้านจัดสรรไม่มีใต้ถุน แถมถนนใหญ่ขวางกั้นทางน้ำไหลทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก ส่วนโครงข่ายคูคลองในกรุงเทพฯ ปัจจุบันก็พิกลพิการ เพิ่งพบกันว่ามีสิ่งกีดขวางทางน้ำทิ้งค้างอยู่ใต้น้ำจำนวนมากกว่าที่เราเคยรู้

แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ต้องปรับปรุง ถนนต้องทำใหม่ให้น้ำลอดได้สะดวก และเราคงต้องคิดจริงจังถึงแนวการขุดเจ้าพระยาสอง แต่ขณะเดียวกันพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นในก็ไม่ควรอยู่เฉย โยนภาระการปรับตัวไปให้ที่อื่นหมด เราน่าจะเพิ่มคลองในเมือง ซึ่งหมายความว่าเราควรคืนพื้นที่ถนนบางสายที่ไปยกให้รถยนต์กลับคืนให้โครง ข่ายคูคลอง และหันมาปรับพฤติกรรมการสัญจรในเมืองกันใหม่อย่างจริงจัง

เมื่อเลนถนนลดลง เราก็จำเป็นต้องลดปริมาณรถวิ่งบนถนนด้วย เพื่อให้ทุกคนสามารถสัญจรได้คล่องตัว เราจึงต้องให้ความสำคัญกับการสัญจรด้วยพาหนะที่กินพื้นที่น้อยเป็นอันดับหนึ่ง มุ่งขนคนแทนขนรถ เลนที่เหลือต้องแบ่งให้ขนส่งมวลชนและจักรยาน ไม่ใช่ให้รถยนต์ส่วนตัวยึดไปได้หมด ผู้เขียนรู้ตัวว่าเขียนหนังสือเหมือนแผ่นเสียงตกร่อง แต่คำพูดเหล่านี้มันเหมือนน้ำท่วมปาก ไม่ขุดร่องให้ปัญหามันตกไป มันก็จะท่วมแฉะอย่างนี้แหละ อย่างดีก็แค่กลายพันธุ์ไปเป็นอินโฟร์กราฟฟิก ฯลฯ เพิ่มความแปลกใหม่ในการสื่อสาร แต่แก่นสารยังคงเดิม

พูดง่ายๆ เราน่าจะปรับเมืองไปในทิศทางเดียวกับอัมสเตอร์ดัม ซึ่งมีภูมิประเทศคล้ายคลึงกับเรา ให้มีคูคลองขนานถนน ใช้จักรยานและขนส่งมวลชนเป็นหลัก ใช้รถแท๊กซี่และรถส่วนตัวตามความจำเป็น

ข้อดีของการเอาคลองกลับมาไว้หน้าบ้าน แทนเก็บไว้เป็นทางระบายส้วมหลังบ้าน คือทำให้เรามีความใกล้ชิดกับระบบธรรมชาติในท้องถิ่นกันมากขึ้น เมื่อหลายตาเห็น หลายจมูกได้กลิ่น หลายประสาทสัมผัส แรงโวยวายในสังคมจะทำการขับเคลื่อนให้เกิดการดูแลคุณภาพน้ำให้สะอาด ทุกวันนี้กรุงเทพฯ บำบัดน้ำเสียได้แค่กว่าครึ่งหนึ่งเท่านั้น ถ้าสังคมส่งเสียงดังๆ แสดงความเดือดร้อนใจอย่างมากมาย เรื่องพื้นฐานเหล่านี้จะได้รับการแก้ไขในที่สุด

เลิกวิ่งหนีธรรมชาติไปอยู่ในห้องแอร์และรถติดแอร์ หันมาอยู่ใกล้ชิดกับน้ำ กับอากาศหายใจ แล้วเราจะหันมาดูแลสิ่งแวดล้อมที่เราไปทำเสียหายยับเยินจนมันหันมาทับถมเรา ทุกปัญหาแก้ไขได้เมื่อเราหันหน้าไปทำความรู้จักมัน

มารู้จักกรุงเทพฯ เมืองน้ำหลากกันเถอะ     

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

18 ส.ค. 2557
 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม