เมื่อความมั่นคงอาหาร...กำลังสั่นคลอน

  • warning: array_map(): Argument #2 should be an array in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/modules/system/system.module on line 1050.
  • warning: array_keys() expects parameter 1 to be array, null given in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
  • warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
ก้อนทอง ลุร์ดซามี

เมื่อความมั่นคงอาหาร...กำลังสั่นคลอน

ก้อนทอง ลุร์ดซามี

ช่วงปิดเทอม เป็นช่วงที่เด็กๆ (และผู้ใหญ่) ได้นอนดึกและออกไปเที่ยวตามห้างสรรพสินค้าจนค่ำมืด เพราะโดยปกติ จะพากันไปเมื่อต้องการซื้อเสื้อผ้า ชุดนักเรียน หนังสือ รีบไปรีบกลับ ไม่อ้อยอิ่งตลิ่งชัน จนไม่รู้ว่าพลาดฉากเด็ดๆ ที่เกิดขึ้นในห้างฯ ไปเสียนาน

ผู้เขียนชอบการได้ไป Window Shopping หรือไปเกาะหน้าต่างตู้โชว์ดูของใช้บางอย่างที่ไม่เข้าใจว่าจะใช้ยังไง พอๆ กับไป (แอบดู) เรียนรู้พฤติกรรมของคน เนื่องจากที่มาเลเซียนี้ ความหลากหลายของสามวัฒนธรรมใหญ่ๆ คือจีน อินเดีย และมาเลย์ ปรากฏให้เห็นตรงหน้าอย่างน่าสนใจ ดูได้ไม่รู้เบื่อ มองตามตาไม่กระพริบจนบ่อยครั้งต้องเตือนตัวเองให้เลิกมอง

อยู่มาวันหนึ่ง เจอเหตุการณ์ที่ได้แต่นั่งมองตาปริบๆ เพราะไม่อาจเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการจัดการได้ อาการ “นะจังงัง” เกิดขึ้นตอนที่เห็นพนักงานของร้านเบเกอรี่ในแผนกซุปเปอร์มาร์เก็ต “เก็บร้าน” โดยกวาดเอาขนมที่วางในถาดทั้งหลายใส่ลงถุงขยะใสขนาดใหญ่อย่างไม่ไยดี ไม่มีการแพ็คใส่ถุงเลหลังขายครึ่งราคาแต่อย่างใด

ทว่ายังคิดไม่ตกว่าจะทำอย่างไรกับภาพที่เห็นวันก่อน ก็มาเจอหนังฉายซ้ำในสัปดาห์ถัดมาขณะที่แวะไปซื้อนมสดที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตใกล้บ้าน ราวสองทุ่มครึ่ง เหลือบไปเห็นพนักงานร้านโดนัท กวาดเอาโดนัทจากทุกถาดไม่ต่ำกว่า 50 ชิ้น ลงถุงขยะใบโต ปนๆ กันไปกับแก้วน้ำ กระดาษ และขยะอื่นๆ ... นี่น่ะฝันร้ายก่อนนอนชัดๆ

ที่จริงก็พอจะเข้าใจนโยบายของบริษัทผลิตอาหารแบบนี้อยู่หรอก ว่าต้องการขายความสดใหม่วันต่อวัน หรือสินค้าบางชิ้นมีเวลา “ขึ้นชั้น” แค่เพียงไม่กี่ชั่วโมง ก่อนที่ความสดใหม่จะเจือจางไปจนขายไม่ได้ หากดึงดันวางขาย แม้ว่าจะกระหน่ำลดราคา หรือนำไปบริจาคให้คนยากจน หากคนเหล่านั้นรับประทานแล้วเกิดอาการท้องเสียเนื่องมาจากอาหารเป็นพิษ ก็อาจถูกฟ้องร้องเป็นเรื่องราวฉาวโฉ่ หรือถูกครหานินทาว่านำอาหารไม่ดีไปให้คนยากจน ยิ่งเสียภาพลักษณ์หนักเข้าไปอีก การตัดไฟเสียแต่ต้นลมด้วยการโยนขนมทิ้ง จึงเหมือนเป็นการจัดการที่ง่ายกว่าการรับผิดชอบผลที่อาจตามมา ดังสมการ

ขนมเหลือเฟือ + บริจาคคนยากจน = คนไม่สบาย + โดนฟ้องเสียภาพลักษณ์
ขนมเหลือเฟือ + กวาดทิ้งเรียบ = ฟิ้ววว ... หมดปัญหา

ปลายทางของอาหารเหล่านั้น มักเป็นเรื่องที่ไม่ถูกนำมาคิดในสมการนี้  ไม่มีการคิดว่าขนมเหล่านั้น จะเดินทางไปยังหลุมฝังกลบต่างๆ ที่อยู่ย่านชานเมือง ซึ่งการทิ้งขนมถาโถมลงไปในหลุมฝังกลบแบบนี้ เป็นการเร่งให้เกิดก๊าซมีเทนเพิ่มขึ้นจากการที่อาหารและขนมทั้งหลายทับถมกันเน่าเสีย และเป็นการเพิ่มมีเทนเข้าไปในบัญชีก๊าซเรือนกระจกที่ปกติแล้วก็ยากจะควบคุม และรู้ไหมว่า...ก๊าซมีเทนมีศักยภาพในการทำให้โลกร้อนมากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 21 เท่าเชียว

แล้วยังไม่นับแรงงาน พลังงาน และทรัพยากรธรรมชาติที่แอบแฝงอยู่ในขั้นตอนการผลิตอีก ถ้าลองไล่เรียงเรื่อยไปตั้งแต่ส่วนผสมทั้งสดและแห้ง การขนส่งจากไร่สู่โรงงาน สู่ร้านค้าปลีก ปริมาณน้ำที่ใช้ตลอดขั้นตอนการผลิตและการล้าง ผืนป่าที่เสียไปเพื่อแลกกับพื้นที่ของไร่อ้อย ไร่ข้าวสาลี และสวนปาล์มน้ำมัน ปุ๋ยที่ใช้ในการบำรุงพืชผล น้ำที่ใช้รดพืชพันธุ์ธัญญาหาร แรงงานต่างด้าวตามไร่ตามสวนที่ถูกหมางเมิน อูย... ปัญหาโยงใยเป็นลูกโซ่อยู่ข้างหลังโดนัทชิ้นกลมๆ แบบนี้ ใครจะมองเห็นไหมนะ

อันที่จริง หลักการจัดการเริ่มต้นได้ง่ายกว่านั้นเยอะ หากพนักงานในร้านถูกอบรมมาให้รู้จักเก็บสถิติและสร้างรายการตรวจสอบขึ้นมาว่า ขนมแบบไหนขายดีช่วงเวลากี่โมง เฉลี่ยขายวันละกี่ชิ้น ก็น่าจะทำให้ผลิตขนมออกมาพอดีๆ กับความต้องการของคนซื้อ คำว่า Service Mind ไม่ได้อยู่ที่การมีขนมทุกชนิดทั้งวัน บริการแก่ลูกค้าที่อาจซื้อเพียงหนึ่งชิ้น แต่รวมไปถึงเรื่องของการสื่อสารกับลูกค้า โดยเฉพาะขาโจ๋ขาประจำให้เข้าใจว่า ขนมชนิดไหน ออกจากเตาอบช่วงเวลาไหน

เชื่อเถอะ... พวกเรานักบริโภคตัวยง จะดั้นด้นไปเข้าแถวยาวเหยียดเพื่อซื้อตามเวลาเหล่านั้นได้เสมอ... หากขนมของท่านสดและอร่อยจริง