กินผัก หรือกินป่า

  • warning: array_map(): Argument #2 should be an array in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/modules/system/system.module on line 1050.
  • warning: array_keys() expects parameter 1 to be array, null given in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
  • warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
ก้อนทอง ลุร์ดซามี

กินผัก หรือกินป่า

ก้อนทอง ลุร์ดซามี

ตั้งแต่เป็นสาวและเป็นนาง ได้มีโอกาสเรียนหนังสือและทำงานร่วมกับชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานในเมืองไทยและที่ต้องมาเจอะเจออยู่ทุกวันนี้มากหน้าหลายชาติ ซึ่งช่วยเปิดโลกทัศน์ของตัวเองได้เป็นอย่างดี เพราะความแตกต่างทางความคิดเป็นเรื่องที่ได้เรียนรู้นอกตำรา ชอบบ้าง ไม่ถูกใจบ้าง ก็ว่ากันไป ไม่มีข้อกำหนดตายตัว

เรื่องหนึ่งที่พบบ่อยคือ ชาวต่างชาติที่ทำงานในแวดวงสิ่งแวดล้อมมักเลือกที่จะไม่รับประทานเนื้อสัตว์ แต่ไม่ได้เป็นมังสวิรัติอย่างเต็มรูปแบบ บางรายเลือกที่จะไม่ทานหมู เนื่องจากรายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของฟาร์มหมูไม่อยู่ในเกณฑ์ที่น่ายินดีนัก บางคนก็ไม่ทานสัตว์ใหญ่ เพราะ...เอ่อ.. สัตว์ใหญ่ผายลมปล่อยก๊าซมีเทนจำนวนมหาศาลขึ้นไปช่วยเร่งภาวะโลกร้อน  บางคนเลือกที่จะงดทานกุ้ง เพราะพื้นที่ฟาร์มกุ้งทำลายแนวป่าชายเลนราบไปเป็นแถบๆ ที่เล่ามานี้เป็นเพียงส่วนน้อยนิดของคำอธิบายจากผองเพื่อนที่ได้รู้จัก ทำให้เวลาที่ต้องเดินทางไปไหนมาไหนด้วย ก็จะเกิดความรู้สึกผิดเวลาที่ทานหมูปิ้ง ลาบไก่ หรือเกาเหลาเนื้อตุ๋น... แหม ก็มันแซ่บโลดขนาดนั้น จะให้ยั้งใจอย่างไรได้

เพื่อนๆ เหล่านี้ มีทางเลือกในการกินเพื่ออยู่ด้วยการรับประทานผักและผลไม้เป็นหลัก นัยว่าแปลงผักและสวนผลไม้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าฟาร์มหมู ลมจากบั้นท้ายของวัว และนากุ้งที่สวาปามป่าชายเลนไปจนเกือบหมด ซึ่งแน่นอน... ถ้าหากว่าผักที่กินกันอยู่นั้นได้มาจากสวนผักท้ายบ้าน สวนเกษตรผสมผสาน หรือสวนสมรมที่ปลูกพืชหลากหลายชนิด ทำให้ระบบนิเวศดูแลตัวเองได้ง่ายๆ เช่น นกบินเข้ามาพักตามพุ่มไม้ใหญ่ ช่วยกินแมลงตามพืชผักในสวน หรือเมื่อนกกินผลไม้ก็จะถ่ายมูลพร้อมเมล็ดตกสู่พื้นดินช่วยแพร่กระจายเมล็ดพืชต่อไป

แล้วมาวันหนึ่ง ก็ให้รู้สึกหนาวใจแทนเพื่อนๆ เหล่านี้ เพราะตอนที่ขับรถขึ้นไปเที่ยวบนเขาคาเมรอนไฮแลนด์ส ภาพทิวเขาสลับซับซ้อนที่เห็นจากจุดชมวิวต่างๆ แซมด้วยหลังคาพลาสติกคลุมแปลงผักเมืองหนาวทั้งหลาย บางจุด แปลงผักกลายเป็นบันไดไต่ขึ้นไปจนถึงยอดเขาเลยก็มี และที่ว่าหนาวใจ หาใช่เพราะอากาศบนยอดเขาหนาวเย็นแต่อย่างใดไม่ แต่ห่วงเพื่อนๆ ที่เลือกไม่กินเนื้อสัตว์ด้วยเหตุผลทางสิ่งแวดล้อมเหล่านั้น จะเหลืออะไรที่กินได้ล่ะทีนี้ เพราะการถางป่าบนยอดเขาอย่างนั้น ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยไปกว่าการกินเนื้อสัตว์ที่ถูกเลี้ยงอยู่ตามที่ราบลุ่มด้านล่างแน่ๆ และปัญหาที่เกิดขึ้น ก็ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การตัดไม้ทำลายป่าเท่านั้น แต่ยังไปตัดต้นกำเนิดของสายน้ำที่จะไหลลงมาหล่อเลี้ยงระบบนิเวศทั้งลุ่มแม่น้ำ เป็นต้นเหตุของดินถล่มและหน้าดินที่ถูกชะล้างลงมาอุดเส้นทางน้ำไหล อุดเหงือกปลาทำให้หายใจลำบาก และอีกมากมายที่ไม่สามารถบรรจุอยู่ในความคิดได้หมดขณะที่เคี้ยวผักสลัดกร้วมๆ

คนที่ขึ้นมาทำไร่ปลูกผักเหล่านี้ไม่ใช่ชาวเขาเผ่าต่างๆ ที่มีรกรากดั้งเดิมอาศัยตามแนวเขาอย่างชาวเขาในบ้านเรา ลาว หรือเวียดนาม แต่คือชาวเราที่เป็นนักลงทุนผู้มีเงินและเส้นสายในการจับจองที่ดิน ซึ่งทางรัฐท้องถิ่นขีดเส้นบนแผนที่กระดาษกำหนดให้เป็นพื้นที่เพาะปลูก และเป็นผู้ที่มีเงินมากพอที่จะจ้างแรงงานต่างด้าวมาจากประเทศเนปาล มาดำเนินการแผ้วถาง ปลูกผัก เก็บเกี่ยว ซึ่งการเดินปีนป่ายไปมาบนแนวเขาแบบนี้ ช่างเป็นเรื่องที่แสนธรรมดาของคนเนปาลที่มาจากภูมิประเทศที่มีแนวเขาปกคลุมพื้นที่มากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของประเทศ ทางตอนเหนือมีเทือกเขาหิมาลัย (สูงสุดคือยอดเอเวอร์เรสต์ 8,848 เมตร) และเทือกเขามหาบารัตทางตอนกลางของประเทศเนปาล (500 – 3,000 เมตร) ฉะนั้น เมื่อนายจ้างสั่งให้ไต่ขึ้นสูงไปตามยอดเขาเล็กๆ น้อยๆ แห่งเทือกเขาติติวังสา (Titiwangsa Range มีแนวพาดยาวไปถึงภาคใต้ของไทยและเรารู้จักกันดีในนามเทือกเขาสันกาลาคีรี) ซึ่งยอดเขาสูงสุดมีความสูงอยู่แค่ที่ 2,187 เมตร จึงเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยเมื่อเทียบกับถิ่นที่จากมา ทุกวันนี้ แปลงปลูกผักเมืองหนาวบนคาเมรอนไฮแลนด์ส จึงทำลายยอดเขายอดเล็กยอดน้อย ราวกับแข่งเก็บสถิติการไต่เขาเลยทีเดียว

สิ่งที่ตามมาในขั้นตอนการปลูกผักนั้น คือปุ๋ยและสารเคมีที่ใช้อย่างถล่มทลาย ท้ายที่สุดก็จะไหลลงสู่ลำธารข้างล่าง ส่งต่อไปตามแม่น้ำสายต่างๆ ให้คนเมืองเก็บใส่ท่อประปามาใช้ในบ้านเรือน ส่วนข่าวลือที่เป็นจริง คือ คนดูแลปลูกผักที่คาเมรอนไฮแลนด์สเหล่านี้ จะมีแปลงที่ปลูกเพื่อการบริโภคของตนเองและครอบครัวแยกต่างหากจากแปลงที่ปลูกไว้ขาย... หมายความว่าอย่างไร ก็เชิญตีความกันตามสะดวก

ในประเทศไทยเอง โครงการหลวงได้นำพืชเมืองหนาวเข้ามาให้ชาวเขาปลูกเพื่อนำรายได้เข้าทดแทนการปลูกฝิ่นตั้งแต่ปี 2512 ซึ่งเป็นทางเลือกที่มีเหตุผลเหมาะสม และยังช่วยลดการนำเข้าพืชเมืองหนาวจากต่างประเทศอีกด้วย พืชผลเหล่านี้จึงมีชื่อเรียกทับศัพท์ภาษาอังกฤษ เช่น บร๊อคโคลี่ ซูกินี่ บัตเตอร์เฮด หรือแม้แต่ “แคหลอด” ที่แม่ค้าตลาดวัดเศวตเรียกอย่างเนียนไทยนั้น ก็หาใช่เป็นผักที่มีอยู่เดิมในเมืองไทยไม่

แม้ว่าเราจะมีพืชเมืองหนาวปลูกได้เองในประเทศ แต่ก็ควรจะเลือกกินพอประมาณ มิเช่นนั้น ยอดดอยอินทนนท์อาจจะกลายเป็น “ยอดเขาเอกา” รายล้อมไปด้วยแปลงผักเมืองหนาวที่เร่งปลูกเพื่อให้เพียงพอกับความต้องการของตลาด อย่าลืมว่าหลักการทำธุรกิจนั้น ยืนอยู่บนพื้นฐานหลักคือ เพื่อตอบสนองอุปสงค์

หันมากินผักผลไม้พื้นบ้านที่ปลูกตามที่ราบทั่วไปบ้าง เช่น ผักบุ้ง ผักกระเฉด ตำลึง บวบ กะเพรา โหระพา มะรุม ฯลฯ รวมไปถึงบรรดาผลไม้ที่อยู่ในบท “จ้ำจี้ผลไม้” ก็คงจะช่วงสมดุลตลาดได้บ้าง จะได้ไม่ถูกเหมาเอาว่าเป็นนัก “กินป่า” เหมือนนายทุนเหล่านั้น...