ไม่เอารถและมอไซต์บนทางปั่นทางเดิน

ดร.สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์

ไม่เอารถและมอไซต์บนทางปั่นทางเดิน

ดร.สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์

สื่อมักถามผู้เขียนว่ารัฐบาลควรทำอะไรเพื่อช่วยเหลือจักรยาน

คำตอบร่ายได้เป็นบัญชีหางว่าว ให้เขียนเป็นยุทธศาสตร์นโยบายก็ยังได้แต่สิ่งแรกที่ต้องทำก่อนอื่นใดคือกำกับดูแลกฎระเบียบจราจรที่มีอยู่

บ้านผู้เขียนตั้งอยู่บนถนนสุขุมวิท มีเลนให้รถยนต์วิ่งถึงหกเลนแต่กระนั้นรถยนต์ยังปีนขึ้นมาจอดบนทางเท้าบังคับให้คนเดินต้องอ้อมรถที่จอดลงไปเสี่ยงถูกรถวิ่งชนบนถนนกลับขึ้นมาเดินบนทางเท้าก็มีฝูงรถมอเตอร์ไซต์วิ่งใส่ทั้งสวนหน้าและเสยหลังยิ่งช่วงชั่วโมงเร่งด่วน รถติดกันมากๆมอเตอร์ไซต์บนฟุตบาธยิ่งเยอะเหมือนฝูงแมลงวันอียิปต์ นับดูได้ 10-20 คันภายใน 5 นาที

เมื่อสองอาทิตย์ก่อนลูกสาวเพื่อนเดินข้ามทางม้าลาย มอเตอร์ไซต์ก็วิ่งแทรกมาระหว่างรถที่หยุดจอด พุ่งเข้าชน จนต้องไปนอนอยู่ในไอซียู

สังคมบ้านเราเก่งวาทกรรมประชาธิปไตย แต่ในทางปฏิบัติเรามีแต่กฎหมู่และวัฒนธรรมยุคหิน ใครแรงกว่า ดุกว่า พวกมากกว่า เป็นผู้ชนะ

เหมือนกันหมดทั้งอำมาตย์เหลืองขี่รถเบนซ์ อำมาตย์แดงขี่บีเอ็มหรือไพร่มอไซต์และตำรวจเองก็เบียดเบียนคนเดินเท้าและคนขี่จักรยานไปดูถนนที่ตีเส้นเลนจักรยานสิ เต็มไปด้วยรถยนต์ส่วนตัวและแท๊กซี่มาจอดทับถ้าเลนโล่งๆ ดีก็ต้องมีมอไซต์เข้ามาวิ่งไล่หลัง

และเราก็ยอมรับสภาพ

แต่จริงๆ แล้ว สิทธิได้รับการคุ้มครองความปลอดภัยต่อชีวิต เป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน

งานวิจัยหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่าความปลอดภัยบนท้องถนนเพิ่มสูงขึ้นตามสัดส่วนจำนวนคนขี่จักรยาน หมายความว่ายิ่งสังคมไหนมีคนใช้จักรยานกันมากถนนหนทางก็ปลอดภัยต่อทุกชีวิตในสังคมมากขึ้นเท่านั้น

กราฟ “Safety in Number” ที่เอามาโชว์นี้เป็นกราฟที่คนในวงการจักรยานคุ้นเคย เพราะถูกนำมาแสดงหลายครั้งหลายหนให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างสัดส่วนจำนวนการใช้จักรยานกับความปลอดภัยบนฐานข้อมูลปี ค.ศ. 1996 เรียงจากซ้ายสุดเป็นประเทศที่มีการใช้จักรยานน้อยได้แก่ สหรัฐอเมริกา มีเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ ไล่ขึ้นไปเรื่อยๆถึงเนเธอร์แลนด์ทางด้านขวาสุด สมัยนั้นมี 27 เปอร์เซ็นต์เทียบกับอัตราคนตายในทุกๆ พันล้านกิโลเมตรของการปั่นจักรยาน จากอเมริกามี 109 คน (โอกาสตาย 0.00001%) สู่เนเธอร์แลนด์และเดนมาร์กที่มีอัตราคนตาย 16 และ 14 คนตามลำดับ (โอกาสตาย 0.000002%) แม้ว่านักปั่นชาวมะกันจะสวมหมวกนิรภัยกันถึง 38 เปอร์เซ็นต์และชาวดัชต์กับชาวเดนจะสวมหมวกกันแค่ 0.1 และ 3 เปอร์เซ็นต์

ยิ่งปั่นกันมาก ยิ่งตายกันน้อย และความจำเป็นในการสวมหมวกนิรภัยก็น้อยลง (แต่น่าคิดว่าหากชาวดัชต์สวมหมวกนิรภัยมากเท่าชาวเดนก็อาจตายน้อยกว่าชาวเดน)

อย่างไรก็ตาม ที่ผู้เขียนนำกราฟนี้มาแสดงให้ดูอีกครั้ง ก็เพราะอยากให้สังเกตอัตราการตายของคนใช้จักรยานในอังกฤษ

สหราชอาณาจักรมีสัดส่วนการใช้จักรยานน้อยใกล้เคียงกับอเมริกา คือแค่ 2 เปอร์เซ็นต์ แต่อัตราคนตายต่อพันล้านกิโลเมตรปั่นกลับน้อยกว่าถึง 2.4 เท่าด้วยจำนวน 46 คน นับว่าน้อยกว่าฟินแลนด์ซึ่งมีการใช้จักรยาน 7.5 เปอร์เซ็นต์และสัดส่วนการสวมหมวกนิรภัยก็ใกล้เคียงกัน คือราว 20-22 เปอร์เซ็นต์

ใครที่เคยขับรถยนต์ในประเทศอังกฤษย่อมรู้ดีว่าอังกฤษเข้มงวดกับกฎจราจรขนาดไหน ใบขับขี่ก็สอบยากแสนยากได้แล้วก็ถูกยึดถูกปรับมหาโหดถ้าไปทำผิดกฎเข้า เมาไม่ขับแต่จอดนั่งหลังพวงมาลัยในลานจอดรถก็โดนจับได้แล้ว ฐาน “ครอบครองอาวุธอันตรายขณะมึนเมา” ถนนตามชนบทอังกฤษหลายสายเป็นถนนแคบเพียงเลนเดียว วิ่งสวนกันไม่ได้ต้องถอยไปหลบกันตามกระเปาะเว้าเล็กๆ ที่ทำไว้ริมทางเป็นระยะๆให้รถเบี่ยงทางกัน แต่เขาก็ขับกันได้สบาย

อังกฤษมีอุบัติเหตุน้อยเพราะเขาเคารพกฎจราจร

ทุกชีวิตจะปลอดภัยขึ้น ถ้าทุกคนเคารพกติกาการใช้ถนนร่วมกัน รู้จักเคารพสิทธิกันและกัน

ทุกวันนี้ สิทธิเพื่อคนเดินและปั่นจักรยานในเมืองไทยมันก็น้อยอยู่แล้วเป็นพลเมืองชั้นสามที่ไม่มีการเมืองสีใดเลยมองเห็นหัวแต่เรายังปล่อยให้คนเหล่านี้ถูกเบียดเบียนทรัพยากรพื้นที่น้อยนิดที่มีอยู่มันทำให้เรากระเสือกกระสนหารถส่วนตัวมาใช้บ้างเผื่อจะยกระดับชีวิตขึ้นมาเป็นพลเมืองชั้นสองและชั้นหนึ่ง

แต่ทราบไหมว่าที่เนเธอร์แลนด์พัฒนาประเทศของเขาให้เป็นเมืองจักรยานคุณภาพชีวิตยอดเยี่ยมเท่าเทียมเสมอภาคกันขึ้นมาได้เพราะพวกเขาไม่ยอมให้รถวิ่งทับลูกหลานเขาเขาเรียกร้องสิทธิในการมีชีวิตบนถนนอย่างปลอดภัยมาตั้งแต่ในยุค 60 ประท้วงการขยายถนนและการให้ท้ายรถยนต์ว่าเป็น “การฆาตรกรรมเด็ก”

มาช่วยกันคิดจริงๆ จังๆ กันดีกว่าว่าเราจะทวงสิทธิพื้นฐานของเราคืนมาได้อย่างไร เริ่มต้นบนทางเท้า ทางจักรยาน และทางม้าลาย

มอไซต์และรถยนต์ ออกไป ออกไป ออกไป

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

18 ส.ค. 2557
 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม