วันขวางโลก

ก้อนทอง ลุร์ดซามี

วันขวางโลก

ก้อนทอง ลุร์ดซามี

เดือนเมษายนที่ผ่านมา ได้รับเทียบเชิญให้ไปร่วมงานต่างๆ ทั้งทางอีเมล์และทางเฟซบุ๊คเยอะมากเป็นพิเศษ กว่าครึ่งของงานเหล่านั้น เป็นงานที่เกี่ยวข้องกับวันคุ้มครองโลก

ผลปรากฏคือ วันอาทิตย์นั้นเป็นวันที่อยู่บ้านทำความสะอาดบ้านตามปกติ รวมทั้งมีผลบังคับไปยังการจัดห้องของเด็กน้อยทั้งสอง ที่ยังไม่ยอมนอนแยกห้อง แต่มีห้องให้ของเล่นและของสะสมสิงสถิต ตั้งใจให้เป็น “วัน (ฉัน) ขวางโลก” ใครเขาไปเบียดไปยืนออดูคอนเสิร์ตรักษ์โลก ไปแสดงเจตนารมณ์ว่าจะปกป้องโลก ไปร่วมลงนามรักษาโลกกัน ฉันไม่ไป.. ฉันขออยู่บ้าน

ดูเหมือนว่าเป้าหมายของวันคุ้มครองโลกที่ตั้งใจจะให้เป็นวันที่ทุกคนตระหนักถึงผลกระทบต่อโลกจากการกระทำและกิจวัตรประจำวันของตัวเองนั้น ถูกเบียดบังด้วย “กิจกรรมชั่ววูบ” ดูได้จากลูกชายคนโตที่กลับมาจากโรงเรียนในวันจันทร์ถัดมา เล่าให้ฟังว่า ที่โรงเรียนสั่งดับไฟและพัดลม 30 นาที พอฟังเสร็จเลยตั้งคำถามกับลูกชายว่า ระหว่างการดับไฟ 30 นาที กับการไม่กินทิ้งกินขว้าง อย่างไหนช่วยคุ้มครองโลกได้มากกว่ากัน ลูกชายตอบทันที “ดับไฟ”

แน่นอน...อิทธิพลจากกิจกรรมที่โรงเรียนนั้นแรงกล้ากว่าคำสอนของพ่อแม่นัก และคำตอบที่ได้จากลูกชายวัยแปดขวบกว่าๆ นี้เอง ที่กระตุกให้คิดว่า อีกหลายๆ คนก็คงคิดแบบนั้น กิจกรรมชั่ววูบทั้งหลาย จึงมีคนเข้าร่วมกิจกรรมมากมาย เพราะได้แสดงตนชัดเจนว่า ตัวเองนั้นได้มีส่วนร่วมในการดูแลโลกแล้วจริงๆ

แต่ลืมไปว่า เวลาที่ขับรถไปร่วมงานแบบนั้น น้ำมันถูกเผาผลาญไปเท่าไหร่ อาหารว่างที่จัดเตรียมมาขายมาแจก ท้ายที่สุดต้องทิ้งไปกี่ชิ้น เครื่องประดับประดางานเมื่อใช้เสร็จแล้วไปเก็บไว้ที่ไหน ส่วนวันเวลาปกตินั้นเล่า ก็ใช้ชีวิตอยู่ในภาวะกักตุนสินค้าลดกระหน่ำ ยิ่งมาเจอน้ำมันขึ้นราคาพรวดพราดราวกับหน่อไผ่แทงยอดแบบนี้ อะไรที่ประกาศลดครึ่งราคา รับรองว่าขายดีแน่นอน ต้องรีบไปซื้อเก็บไว้ก่อน ใส่ไม่ได้ กินไม่ลง ยังไม่ใช้... ไม่เป็นไร

ต้นทุนทางทรัพยากรธรรมชาติที่โลกแจกจ่ายมาให้มนุษย์ใช้ในรูปของวัตถุดิบ หรือพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลนั้น กลับได้รับ “ค่าตอบแทน” จากเราในรูปของมลพิษและของเสียตามขั้นตอนการผลิต การขนส่ง การจัดจำหน่าย การเก็บรักษา ทั้งยังก้มหน้าแบกภาระหลังการใช้ให้ด้วย

ต้นทุนเหล่านี้ มีรายการยาวเหยียดพอๆ กับหางว่าวที่ออกมาเต้นรับลมร้อนอยู่บนท้องฟ้า แต่ถูกมองข้าม หรือมองไม่เห็น เพราะน้ำเสียที่ทั้งเหม็นและร้อนจากโรงงานแอบไหลลงแม่น้ำตามท่อที่จ่อมลึก ผสมปนเปไปกับสีของแม่น้ำ ส่วนก๊าซเรือนกระจกที่ถูกส่งไปบนชั้นบรรยากาศนั้นก็จับต้องไม่ได้

ในวันเดียวกันนั้น กลางวงอาหารกลางวัน ประเด็นที่หยิบยกมาถกแกล้มก๋วยเตี๋ยว เป็นเรื่องของเด็กน้อยอายุยังไม่ถึงสามขวบ ที่ใช้สองนิ้วพยายามขยายรูปภาพในนิตยสาร เสมือนว่ามันเป็นไอแพด เพื่อนคนหนึ่งท้วงว่า นั่นก็คือส่วนหนึ่งของวิวัฒนาการของมนุษย์ไม่ใช่หรือ เราเองก็เรียนรู้ที่จะใช้คอมพิวเตอร์เมื่อตอนแรกรุ่น ในขณะที่รุ่นตายายของเรา ไม่เคยรู้จัก

ขณะเดียวกัน สปอตโฆษณาทางวิทยุก็กระหน่ำให้เห็นข้อดีของการซื้อขายออนไลน์ เพราะไปที่ไหนๆ ในเมืองก็ติดต่อไวไฟได้ทุกที เรียกว่าเอานิ้วปาดๆ หน้าจอ แล้วก็จิ้มๆ ลงไป อีกไม่นาน ของเหล่านั้นก็จะมากองรออยู่ที่บ้านสบายใจเฉิบ

เอ... ชักสงสัยซะแล้วว่า “อี.ที.” ของคุณลุงสตีเวน สปีลเบิร์ก นี่เป็นมนุษย์ต่างด้าว หรือมนุษย์โลกเราในอนาคต ที่เดินทางย้อนกลับมาสู่อดีตในปี 1982 มาทักทายและแสดงตนให้รู้จักแต่เนิ่นๆ ส่วนเจ้านิ้วชี้ที่มีไฟเปล่งประกายนั่น เกิดมาจากไฟฟ้าสถิตค้างมาจากการปาดๆ จิ้มๆ หรือไม่

ส่วนที่บอกว่า อี.ที. เป็นสิ่งมีชีวิตคล้ายพืช คงจะเนื่องมาจากการที่เราต้องกลายเป็นมังสวิรัติกันหมด เพราะสัตว์ต่างๆ สูญพันธุ์ไปสิ้น เนื่องจากปรับตัวให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศโลกไม่ได้ อูยย... ยิ่งคิดยิ่งเตลิดไปในทางน่ากลัว

งานนี้ใครจะโฟนโฮมก่อนกันก็ไม่รู้ล่ะ...

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

18 ส.ค. 2557
 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม