ขยะเธอ สุขภาพฉัน...

ก้อนทอง ลุร์ดซามี

ขยะเธอ สุขภาพฉัน...

ก้อนทอง ลุร์ดซามี

บทเรียนจากเดือนที่แล้ว ทำให้ต้องมานั่งขบคิดหนทางที่จะทำให้ลูกชายทั้งสองคนมีความเข้าใจอย่างแท้จริงในเรื่องของผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการกระทำของตัวเราเอง  

ในวันที่เราไปปิกนิกริมลำธาร ขณะที่หันไปเห็นครอบครัวอื่นๆ พกอาหารใส่กล่องโฟมมานั่งกินเย้ยธรรมชาติอยู่นั้น ก็เหมือนเสียงจากสวรรค์ส่งมา เมื่อลูกชายคนเล็กเปรยถามขึ้นมาว่า ทำไมคนอื่นๆ ไม่กินอาหารจากปิ่นโตหรือกล่องใส่อาหารเหมือนเรา โฟมไม่ดีต่อสุขภาพไม่ใช่หรือ และถ้าโฟมลอยลงไปในน้ำก็ไม่ดีต่อปลาไม่ใช่หรือ แหม...เกือบได้เปิดเวทีเดี่ยวสไตโรโฟมให้ลูกชายแสดงต่อหน้านักท่องเที่ยวท้องถิ่นที่นี่ซะแล้ว

จะว่าไป ถ้าป่าวประกาศก้องบอกว่าเม็ดโฟมที่แตกออกมาเป็นอันตรายต่อปลาในน้ำ คนส่วนมากก็อาจจะยังคงซื้ออาหารใส่กล่องโฟมพกพาไปไหนต่อไหนอยู่เหมือนเดิม ก็ปลาตายไม่ได้เกี่ยวข้องกับชีวิตของคนมากนัก แต่ถ้าลุกขึ้นมาบอกว่า การกินอาหารจากกล่องโฟมมีผลเกี่ยวข้องทำให้ในรอบสี่เดือนที่ผ่านมาของปี 2012 นี้ มียอดผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกเพิ่มสูงขึ้นถึงกว่า 8,000 รายและมีผู้เสียชีวิตแล้ว 18 ราย โดยเฉพาะที่รัฐสลังงอร์นี้มียอดผู้ป่วยสูงถึง 3,600 ราย และเสียชีวิตไป 9 ราย คราวนี้จะเก็บกล่องโฟมกันทันไหมนะ ...ว่าแต่ กล่องโฟมเกี่ยวข้องยังไงกับไข้เลือดออกล่ะ!

เรื่องใกล้ตัวที่นึกไม่ถึงก็คือเมื่อทานอาหารเสร็จแล้ว คนมักจะโยนกล่องโฟมทิ้งอย่างไม่ดูดำดูขาว เข้าทางสายฝนที่ตกลงมาแบบสามวันดีสี่วันไข้ น้ำฝนไหลรินลงไปขังอยู่ในกล่องโฟม จนกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลายอย่างดี เพราะเจ้ากล่องเหล่านี้ไม่เปื่อยไม่เน่า สะท้านแดดและฝนได้หลายเพลา...

แม้ว่าที่มาเลเซียจะมีระบบควบคุมโรคไข้เลือดออกที่น่าสนใจและเอาจริง คือเมื่อใดก็ตามที่มีผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล ทางรัฐจะจัดรถรมควันออกมาพ่นยาฆ่ายุงในพื้นที่โดยรอบบริเวณหมู่บ้านของผู้ป่วยคนนั้น พร้อมกับส่งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขออกมาตรวจแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำตามบ้านเรือน ก้มๆ เงยๆ ดูตามสวน ตามพื้นที่นอกชายคา โดยมีจานรองกระถางต้นไม้เป็นเป้านิ่งอันดับหนึ่ง ทำให้กระถางต้นไม้ที่บ้านจึงไม่ (กล้าที่จะ) มีจานรอง รอน้ำฝนตามยถากรรม ถ้าช่วงไหนแห้งแล้งเป็นสัปดาห์เจ้าของบ้านผู้อยากประหยัดน้ำก็จัดการรดน้ำให้พอชื่นใจ

แต่ก็ยังไม่วายมีคนที่มองข้ามความสำคัญในการปราบปรามยุงลาย อย่างเช่นเมื่อกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาหมาดๆ ทางการส่งเจ้าหน้าที่ “ชุดปฏิบัติการแมมมอธ” ของสำนักงานสาธารณสุขแห่งรัฐสลังงอร์ เข้าตรวจสถานที่ก่อสร้าง 18 แห่งทั่วรัฐ และพบว่าสถานก่อสร้าง 6 แห่ง ได้แปลงร่างเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำ พบทั้งในแอ่งน้ำตามพื้น และตามวัสดุก่อสร้างที่ทิ้งไว้ทั่วบริเวณ เจ้าหน้าที่จึงออกคำสั่งให้หยุดพักทำการ 5 วัน เพื่อให้เจ้าของโครงการเหล่านี้จัดการล้างบางในพื้นที่ของตัวเองเสีย พร้อมทั้งยังต้องเสียค่าปรับรายละ 5,000 บาทด้วย ครบ 5 วันแล้ว เจ้าหน้าที่จะหวนกลับมาตรวจสอบความเรียบร้อยก่อนที่จะเซ็นใบอนุญาตให้ดำเนินการก่อสร้างต่อไป

การรณรงค์ให้ผู้คนหันมาเรื่องดูแลสิ่งแวดล้อม รักษาพื้นที่ป่า ประหยัดพลังงานและน้ำ หรือชวนอนุรักษ์พื้นที่ส่วนรวมเพื่อปกป้องโลกและทะนุถนอมทรัพยากรธรรมชาติ ดูจะกลายเป็นแค่ลมเป่าหูฟู่ๆ อยู่สองสามวัน แล้วก็จางหายไปจากใจคนฟังอย่างรวดเร็ว

แต่ถ้ามีความจริงที่ทำเป็นข่าวลือออกมาเป็นเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพ ผู้คนจะจดจำได้ดี และชักมือหนีห่างไปได้ในระยะยาว เช่น หากกินอาหารร้อนจากกล่องโฟม ร่างกายจะได้รับสารสไตรีน (Styrene) ที่ทำลายฮอร์โมนในร่างกายและส่งผลต่อระบบประสาท ตับไต ส่วนเจ้าถุงก๊อบแก๊บนั้น ก็มีสารโพลีไวนิลคลอไรด์ (PVC) ซึ่งคนงานที่สัมผัสสารเหล่านี้มีโอกาสเป็นมะเร็งตับสูง ดังนั้น ปาท่องโก๋ กล้วยทอด ที่ใส่ลงไปในถุงเหล่านี้ได้ช่วยละลายสารพีวีซีออกมาปนๆ ไปกับความกรอบอร่อย ช่วยเพิ่มโอกาสในการเป็นมะเร็งตับโดยไม่ต้องดื่มเหล้าไปเรียบร้อยแล้ว

ที่น่าสนใจคือขวดนมเด็กที่นิยมใช้กันในช่วง 30-50 ปีที่ผ่านมานั้น เป็นขวดที่ทำมาจากพลาสติกประเภทโพลีคาร์บอเนตซึ่งมีสาร Bisphenol A (BPA) อันมีโครงสร้างคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจนที่พบในเพศหญิง หากขวดนมมีรอยขูดขีด สาร BPA ก็จะออกมาปนเปื้อนกับนมอุ่นๆ ร้อนๆ ที่อยู่ในขวดได้ง่ายขึ้น เด็กๆ โดยเฉพาะเด็กชายที่ได้รับสาร BPA สะสมมากจะทำให้ปริมาณฮอร์โมนเพศชายลดลง ส่งผลให้มีพฤติกรรมกระเดียดมาทางเด็กหญิง

ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ขวดนม ขวดน้ำพลาสติกจากทางยุโรปจึงมีสติ๊กเกอร์ติดกำกับขวดรุ่นใหม่ๆ ชัดเจนว่า “NO BPA” อันที่จริงขวดใส่น้ำที่ทำจากโพลีคาร์บอเนตเคยเป็นข้อถกเถียงในวงนักสิ่งแวดล้อมว่าเป็นผู้ร้ายหรือผู้ดี เนื่องจากไม่สามารถส่งไปรีไซเคิลได้ แต่มีอายุการใช้งานยาวนานกว่าขวดน้ำดื่มแบบใสและขาวขุ่น ข้อถกเถียงไม่เคยมีข้อสรุป จนกระทั่งสาร BPA ออกมาช่วยโน้มน้าวให้ไปทางแนวผู้ร้ายมากกว่า

จะไม่ปากเปียกปากแฉะไปบอกใครๆ ให้จัดการขยะจากต้นทางแล้วล่ะ มานั่งคุ้ยๆ ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพที่เกี่ยวเนื่องมาจากภาชนะที่ใช้แล้วทิ้ง แล้วเอาไปเล่ากึ่งๆ ขู่ท่าจะง่ายกว่าเยอะเลย

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

18 ส.ค. 2557
 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม