ทำไมกรุงเทพต้องหรี่เสียง

ดร.สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์

ทำไมกรุงเทพต้องหรี่เสียง

ดร.สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์

 

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 พฤษภาคมที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสไปร่วมกิจกรรมกับกลุ่ม “กรุงเทพหรี่เสียง”

คนเมืองกลุ่มนี้มุ่งรณรงค์ให้สังคมคำนึงถึงสิทธิความสงบของผู้คนในสังคม ไม่เอาเสียงดังรบกวนโสตประสาทที่เราถูกยัดเยียดให้ฟังในพื้นที่สาธารณะแทบทุกมุมเมือง ไม่ว่าจะเป็นการเป่านกหวีดอย่างบ้าคลั่งของยามตามที่จอดรถ เสียงเครื่องเรือติดท้ายไม่ใส่ตัวเก็บเสียง หรือเสียงตามสายแผดลั่นลำโพงตามสวนสาธารณะที่ควรจะเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ

กิจกรรมเมื่อวันอาทิตย์เป็นการรณรงค์ลดเสียงโฆษณาบนชานชาลาและภายในตู้รถไฟฟ้าบีทีเอส โดยให้อาสาสมัครใส่เสื้อยืดรณรงค์ยืนเป็นแถวเงียบๆ ในตู้รถและบนชานชาลา

เป็นวิธีการส่งสารอย่างเงียบๆ แต่ชัดเจนถึงสิทธิพื้นฐานของพลเมือง

คนขึ้นรถไฟฟ้าจ่ายเงินซื้อตั๋วเพื่อเดินทาง ไม่ได้จ่ายเงินมาฟังปาหี่ขายยาจั๊กแร้ขาว ไม่ได้จ่ายเงินเข้ามารับมลพิษทางสมองจากผู้โฆษณาสินค้าที่ตามมายัดเยียดแบบมัดมือชก หนีไปไหนไม่ได้ เพราะบีทีเอสไม่มีตู้รถปลอดโฆษณาไว้บริการเป็นทางเลือกแบบในต่างประเทศ

เรื่องยัดเยียดโฆษณาก็เรื่องหนึ่ง แต่วันนี้อยากพูดถึงระดับของเสียง

สังคมไทยเรามักจะคิดว่าเสียงดังคือความสนุก ยิ่งดังยิ่งมัน มีพลัง มีชีวิตชีวา งานเลี้ยงไหนไม่ดังมันจะกร่อย พริ๊ตตี้จะขายของต้องเปิดไมค์ให้ดังแปร๊ดแข่งกันพอๆ กับแข่งความสั้นของกระโปรง เขาอาจจะมีการวิจัยทางการตลาดกันแล้วว่าเสียงดังขายของได้มากกว่า และคงไม่สนใจลูกค้าแบบผู้เขียนที่จะรีบเดินหนีถ้าใครมาแปร๊ดๆ ใส่หู แต่เสียงที่เราถูกยัดเยียดกันในเมืองมันเป็นการทำร้ายร่างกายกันโดยตรง แก้วหูของเราเป็นอวัยวะสำคัญที่ผู้อื่นไม่ควรมาเที่ยวตบเล่น พอๆ กับที่จะมาตบหน้าเหยียบกระทืบเท้ากันไม่ได้

ว่ากันตามเกณฑ์สุขภาวะ ดังนี้

เสียงดังระดับ 150-160 เดซิเบลล์ – แก้วหูแตก
130-140 เดซิเบลล์ – เสียงเครื่องบิน และเสียงปืนลั่นใกล้หู
120 เดซิเบลล์ – เสียงดังสูงสุดที่แก้วหูมนุษย์จะพึงทน เป็นเสียงดังของคอนเสิร์ตร็อคที่ดังมากๆ
110 เดซิเบลล์ – ทำลายความสามารถในการได้ยิน ถ้าต้องฟังติดต่อนานกว่า 1 ชั่วโมง
100 เดซิเบลล์ – ทำลายความสามารถในการได้ยิน ถ้าต้องฟังติดต่อนานกว่า 8 ชั่วโมง
90 เดซิเบลล์ – มีโอกาสสูงที่จะทำลายความสามารถในการได้ยิน ถ้านานกว่า 8 ชั่วโมง
80 เดซิเบลล์ – มีศักยภาพที่จะทำลายความสามารถในการได้ยิน ถ้านานกว่า 8 ชั่วโมง
70 เดซิเบลล์ – อาจรู้สึกรำคาญ แต่ถือว่าปลอดภัย
60 เดซิเบลล์ – เสียงพูดคุยธรรมดา
50 เดซิเบลล์ – เสียงเงียบสงบ ระดับพูดคุยในห้องสมุด

เมื่อวันอาทิตย์ เสียงจากจอโฆษณาในบีทีเอสเบากว่าปกติมาก คงรู้ว่ากลุ่มกรุงเทพหรี่เสียงออกมารณรงค์ เพราะทางกลุ่มแจ้งข่าวเชื้อชวนคนมาร่วมกิจกรรมกันทางเฟซบุ๊คอย่างเปิดเผย อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนได้ดาวน์โหลดแอ๊ปไอโฟนวัดระดับเสียง ชื่อ “How LOUD is it?” มาลองวัดเสียงดู พบว่าเสียงดังเฉลี่ยบนรถไฟฟ้าวันนั้นยังอยู่ในขั้น (เฉียดๆ) ปลอดภัยที่ 78.9 เดซิเบลล์ แต่เสียงดังสูงสุดที่วัดได้ตลอดกิจกรรมนั้นดังถึง 100 เดซิเบลล์ นี่ขนาดบีทีเอสหรี่เสียงลงแล้ว

เทียบกับเสียงที่บ้านผู้เขียน ซึ่งอยู่สุดซอย ห่างจากถนนใหญ่ราว 200 เมตร และมีต้นไม้ใหญ่รายรอบช่วยดูดซับเสียง ดังเฉลี่ย 57.8 เดซิเบลล์ ดังสูงสุด 65.5 เดซิเบลล์ เป็นเสียงนกร้อง

ผู้เขียนเชื่อว่าปัจจัยสำคัญอันหนึ่งของความคิดสร้างสรรค์ คือความสงบ

ถ้าเรารับข้อมูลตลอดเวลา มันจะเป็นเพียงข้อมูลที่วุ่นวายในสมอง เราต้องมีเวลานิ่งๆ ไตร่ตรองข้อมูลที่รับเข้ามา ไม่จำเป็นต้องตั้งใจคิดจริงๆ จังๆ แต่ต้องมีเวลาพิจารณาเรื่องนั้นอย่างสบายๆ ขำๆ มั่ง อะไรมั่ง ให้มันมีโอกาสตกตะกอนโดยธรรมชาติ แล้วมันจะกลั่นกรองออกมาเอง บางครั้งเป็นไอเดียผุดขึ้นมาเฉยๆ ในรูปแบบของอาการปิ๊ง ไม่ต้องไปบีบคั้น ไม่ต้องไปฝืนมัน ความสงบจะยกระดับความเข้าใจขึ้นมาโดยอัตโนมัติ

ทำบ่อยๆ เป็นวิถีชีวิตปกติ ก็กลายเป็นคนมีความคิดสร้างสรรค์

ไม่ได้หมายความว่ามันต้องเป็นงานศิลปะสุดยอดครีเอทีฟ แต่เราสามารถสร้างสรรค์ในทุกบทบาทหน้าที่ ตั้งแต่งานบริหารจัดการคน งานคิดค้นทางวิทยาศาสตร์ หรือตอบโจทย์อะไรก็ตามที่เราพยายามหาทางออก

อันที่จริงผู้เขียนมีความสามารถพิเศษตั้งแต่เด็กที่จะปิดกั้นเสียงรบกวนออกไปจากหัว สามารถจินตนาการสร้างเกราะล่องหนครอบตัว จนนั่งทำงานที่ไหนก็ได้ ใครพูดด้วยก็ไม่ได้ยิน แต่เมื่ออยู่ในพื้นที่สงบโดยธรรมชาติ กลับเห็นได้ชัดว่ามีพลังความคิดเพิ่ม เพราะไม่ต้องเอาไปสร้างเกราะ

ทุกวันนี้เราพูดถึงความจำเป็นที่สังคมไทยต้องยกระดับความสามารถในการแข่งขันในกลุ่มอาเซียน และในสังคมโลก เราพูดถึงความจำเป็นที่ต้องก้าวพ้นการดึงดูดนักลงทุนด้วยค่าแรงราคาถูก เปลี่ยนเป็นดึงดูดด้วยนวัตกรรม ซึ่งหมายถึงการบ่มเพาะพลังความคิดสร้างสรรค์ มันจะเกิดขึ้นได้มากมายอย่างไรหากบรรยากาศรอบตัวเราเต็มไปด้วยเสียงแปร็ดๆ แสบแก้วหู รบกวนความสงบ

ไม่แปลกเลยที่คนจำนวนมากในสังคมไทยดีแต่ก็อปปี้ความคิดคนอื่น ก็เราหาแต่ความทันสมัยจากสื่อโฆษณา

การแผดเสียงดังเกินเหตุตลอดเวลาในเมืองจึงไม่เพียงแต่เป็นการทำร้ายร่างกายกันโดยตรง แต่ยังเป็นการปิดกั้นพลังสร้างสรรค์ที่ควรจะงอกเงยได้เหมือนดอกไม้บานในสังคม

มันเป็นสิทธิของการพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ทุกคน

 

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

18 ส.ค. 2557
 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม