กระบี่ไร้เสียง

  • warning: array_map(): Argument #2 should be an array in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/modules/system/system.module on line 1050.
  • warning: array_keys() expects parameter 1 to be array, null given in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
  • warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
ก้อนทอง ลุร์ดซามี

กระบี่ไร้เสียง

ก้อนทอง ลุร์ดซามี

เดือนที่ผ่านมา ผู้เขียนมีโอกาสไปทำงานที่จังหวัดกระบี่ เวลานั่งรถปุเลงๆ ไปดูพื้นที่ต่างๆ มองเห็นสองข้างทางดูเขียวชอุ่มพุ่มไสวไปด้วยสวนผลไม้ สวนยาง และสวนปาล์ม ก็พบว่าสิ่งที่หายไปคือเสียงนกเสียงกาในธรรมชาติ... ไม่รู้ว่าถูกกลบด้วยเสียงนกเมืองเหนือที่ห้อยอยู่ในกรงหน้าบ้านแต่ละหลังนั่นหรือเปล่า

จากการเก็บข้อมูล พูดคุยกับชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ของรัฐบางส่วน การล่าสัตว์ดูจะเป็นเหตุผลสนับสนุนการหายตัวไปของนก ซึ่งมีน้ำหนักมากพอๆ กับการที่สวนเกษตรนิยมใช้สารเคมีจำนวนมากในการป้องกันและกำจัดทั้งวัชพืชแมลงศัตรูพืช ไม่หลงเหลือไว้ให้นกเก็บกินเป็นอาหาร ส่วนนกที่กินผลไม้ หลุดเข้ามากินผลไม้ตามสวน ก็คงร่วงตายด้วยฤทธิ์ยาฆ่าแมลง ความเป็นจริงนี้สะท้อนสิ่งที่ Rachel Carlson เขียนไว้ในหนังสือ Silent Spring* เกี่ยวกับการที่สารเคมีโดยเฉพาะตระกูลดีดีที (ที่นิยมใช้เมื่อ 30-40 ปีที่แล้วนั้น) สามารถฆ่าแมลงได้ผลดีแล้ว ยังส่งผลให้แม่นกที่กินแมลงเหล่านั้นวางไข่ที่มีเปลือกไข่บางจนไม่สามารถฟักเป็นตัวได้ ส่วนสารที่ตกค้างอยู่ตามดินจนทำให้ดินตายนั้น ก็ยังตามไปหลอกหลอนในแหล่งน้ำก่อนจะลงทะเลไปสะสมในไขมันปลา นกกินปลาก็รับสารเคมีเข้าไป กระบี่จึงเกือบไร้เสียงด้วยประการฉะนี้...

งานที่ผู้เขียนได้ทำคือการไปประเมินพื้นที่การเกษตรโดยใช้เครื่องมือในการจับตามอง “ถิ่นอาศัยที่มีคุณค่าสูงต่อการอนุรักษ์ (High Conservation Values: HCV)” ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ช่วยสกัดกั้นการพัฒนาพื้นที่ป่าไม้แบบทำลายราบเป็นหน้ากลอง เพราะเครื่องมือชุดนี้ ใช้ประเมินพื้นที่ป่าไม้ในด้านที่เป็นกุญแจสำคัญต่อระบบนิเวศและการดำรงชีพของชุมชนที่อยู่อาศัยรอบๆ ด้วยมุมมองของการอนุรักษ์แทนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งในด้านสังคมวิทยาและนิเวศวิทยา ซึ่งเมื่อพบว่าพื้นที่เหล่านั้นมีความสำคัญต่อชุมชนที่พึ่งพาอาศัยประโยชน์จากป่าทั้งในด้านการดำรงชีพ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม หรือในด้านที่มีความสำคัญต่อพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์แล้ว หน้าที่ของผู้ที่ถือกรรมสิทธิ์ครอบครองที่ดินผืนนั้นคือต้องรักษาหรือส่งเสริมให้คุณค่าต่อการอนุรักษ์เหล่านั้นคงอยู่ต่อไปหรือดีขึ้น

วิธีประเมิน HCV นี้ ถือเป็นก้าวแรกที่ควรกระทำในการปรับเปลี่ยนการใช้ที่ดินไม่ว่าจะพัฒนาผืนป่าหรือผืนดินใดๆ เพื่อประโยชน์อะไรก็ตาม แต่ในความเป็นจริงมีเพียงไม่กี่ระบบที่นำมาปรับใช้ เช่น มาตรฐานรับรองการจัดการป่าไม้เชิงเศรษฐกิจที่ดี (FSC) ระบบการรับรองมาตรฐานภายใต้กรอบการเจรจาโต๊ะกลมเพื่อน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืน (RSPO) และระบบการจัดหาจัดซื้อในโซ่อุปทาน ส่วนการพัฒนาอื่นๆ ที่เหลือขึ้นอยู่กับการตัดสินใจและผลประโยชน์ที่เอื้อต่อคนเพียงหยิบมือเดียว

หนึ่งในโครงการที่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคนหยิบมือเดียวนั้นคือ โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ขึ้นใหม่ (ขอตะโกนดังๆ ฮัลโหลลลล... ยุคสมัยนี้แล้ว ยังจะวางแผนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกันอีกหรือ) แทนที่โรงไฟฟ้าเดิมที่ตำบลคลองขนาน อำเภอเหนือคลอง  โดยจะต้องสร้างท่าเรือน้ำลึกกระบี่เพื่อรองรับการขนส่งถ่านหินจากอินโดนีเซียและออสเตรเลียเข้ามาป้อนโรงไฟฟ้าด้วย เพราะถ่านหินลิกไนต์ที่เคยมีอยู่ในจังหวัดกระบี่ถูกขุดมาใช้หมดแล้ว  ซึ่งการก่อสร้างและใช้ท่าเรือน้ำลึกนี้ จะส่งผลกระทบต่อปากแม่น้ำกระบี่ที่เป็นหนึ่งใน 11 พื้นที่ชุ่มน้ำแรมซาร์ (Ramsar Site) ของประเทศไทย อย่างไม่ต้องสงสัย

วันที่ผู้เขียนไปสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่ชุ่มน้ำแล้วพบว่าตาอยากจะชุ่มน้ำขึ้นมาทันที เมื่อรู้ว่าพื้นที่ป่าชายเลนของปากน้ำกระบี่มีความสำคัญที่นักดูและนักอนุรักษ์นกทั้งหลายต่างพากันเป็นกังวล เพราะเป็นถิ่นอาศัยของนกหลากหลายชนิดที่อยู่ในภาวะถูกคุกคาม หรือมีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ อย่างนกกะเต็นใหญ่ปีกสีน้ำตาล (Brown-winged Kingfisher) และนกแต้วแล้วป่าโกงกาง (Mangrove Pitta)... นับวันจะมีพื้นที่อาศัยเหลือน้อยลงเพราะพื้นที่ป่าโกงกางถูกบุกรุกทั้งจากรัฐและเอกชน

ป่าชายเลนที่ปากแม่น้ำกระบี่ไม่ได้มีความสำคัญแก่สิ่งมีชีวิตในท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญระดับโลกเพราะเป็นแหล่งพักพิงให้แก่นกอพยพที่มาบินไกลจากทะเลรัสเซียอย่าง นกทะเลขาเขียวลายจุด (Nordmann’s Greenshank) ซึ่งขึ้นบัญชีชนิดพันธ์ที่ถูกคุกคามของ IUCN ไว้ว่าอยู่ในภาวะ “ใกล้สูญพันธุ์ (Endangered)” และนกยางจีน (Chinese Egret) ที่บินมาจากทะเลฝั่งตะวันออกของจีนและเกาหลีซึ่งมีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ (Vulnerable) สาเหตุที่ทำให้นกทั้งสองอยู่ในสภาวะล่อแหลมต่อการสูญพันธุ์แบบนี้ ก็เนื่องมาจากการที่แนวชายฝั่งทะเลที่เป็นแหล่งหากินในช่วงอพยพนั้น ถูกเปลี่ยนเป็นฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ นิคมอุตสาหกรรม รวมถึงการพัฒนาชายฝั่งเพื่อการท่องเที่ยวและการอยู่อาศัยอีกหลายรูปแบบ

เดาเอาเองว่า... ความสำคัญของพื้นที่ชุ่มน้ำแรมซาร์ไม่ได้มีโอกาสอยู่ในระบบคิดของโครงการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จึงไม่ไยดีต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับถิ่นอาศัยของสัตว์นานาชนิดที่บริเวณปากแม่น้ำกระบี่

เดาเอาเองว่า... กระบี่ที่เป็นแหล่งที่นักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวมากที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองไทย จะเหลือเพียงเขาหินปูนและซากปะการังไว้ให้ดูต่างหน้า และท้ายที่สุดนักท่องเที่ยวก็จะไม่มาให้ดูหน้าอีก

เดาเอาเองว่า... บรรดานกที่อยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์เหล่านั้นก็จะสูญพันธุ์ไปจากเมืองไทยอย่างเงียบๆ เงียบเหมือนที่กระบี่ไร้เสียงนั่นไง...

ครานี้...กระบี่จะอยู่ที่ใจเพียงอย่างเดียวกระมัง

*หนังสือ Silent Spring มีการแปลเป็นไทยไว้ในชื่อว่า เงามฤตยู เมื่อปี พ.ศ. 2517 โดยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ