ผู้ร้ายสีเขียว!

ก้อนทอง ลุร์ดซามี

ผู้ร้ายสีเขียว!

ก้อนทอง ลุร์ดซามี

ลูกชายคนโตเคยบ่นให้ฟังก่อนโรงเรียนปิดเทอมว่า... ต้นไม้ที่โรงเรียนโดนตัดกิ่งก้านออกไปจนเหลือแต่ลำต้น ร่มเงาที่เคยอาศัยช่วงวิ่งเล่นรอแม่มารับก็พลันหายไปหมด น้ำเสียงที่เล่าฟังดูเป็นเดือดเป็นร้อน จนอดดีใจไม่ได้ที่ลูกชายเห็นคุณค่าของร่มเงาจากต้นไม้ตั้งแต่ตัวเท่านี้

จะว่าไป ผู้เขียนก็เคยรู้สึกอย่างเดียวกัน โดยเฉพาะตอนมาถึงที่มาเลเซียใหม่ๆ สังเกตเห็นเจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองมากันเต็มคันรถ เพื่อตัดต้นไม้ตามถนนสายต่างๆ อยู่เนืองๆ เป็นห่วงทุกครั้งว่าถ้าขับรถผ่านตามเส้นทางเหล่านั้นอีก ก็จะไม่ได้เห็นต้นไม้ที่กำลังโดนตัดอันเนื่องมาจากความกังวลที่ติดตัวมาตามประสบการณ์เดิมจากบ้านเกิดเมืองนอน

อยู่ไปอยู่มา ก็เห็นทีมงานมาตัดกันทุกปี ต้นไม้ก็แตกใบแตกยอดสนุกสนานดี จนเริ่มเข้าใจขึ้นมาบ้างว่าทำไมจึงต้องตัดกัดแบบกุดเกรียน

เวลาฝนตกหนักๆ ที่มาเลเซียอย่างช่วงสองเดือนที่ผ่านมานี้ เมฆฝนจะมีการ “บิ้วอารมณ์” เป็นลำดับขั้นที่น่าสนใจ ตื่นเช้ามาอากาศแจ่มใส คุณแม่บ้านสมองไวทั้งหลายต้องรีบเอาผ้าออกมาตาก กะว่าให้สุก เอ๊ย ให้แห้งภายในเที่ยงวัน จากนั้นก็เตรียบรับมือกับฝนที่จะตกในช่วงบ่ายๆ หรือค่ำๆ ขึ้นอยู่กับความร้อนแรงของแดดและทิศทางของลมที่พัด ไอน้ำที่ระเหยขึ้นมาจากแหล่งน้ำต่างๆ (รวมทั้งผ้าที่ตากไว้) โดยเฉพาะจากทะเลที่ขนาบอยู่สองด้านของแหลมมลายู จะลอยตัวขึ้นไปกอดกันเป็นกลุ่มดอกเห็ดขาวกระจ่างอยู่บนฟ้า พอบ่ายคล้อย หนักเข้า หนักเข้า เปลี่ยนเป็นสีเทาแล้วก็ร่วงลงมาเป็นฝนห่าใหญ่ คล้ายๆ มีใครตั้งใจเทน้ำลงมาทั้งอ่างพรวดเดียวหมดภายใน 1-2 ชั่วโมง ซึ่งในระยะเวลาอันสั้นนั้น สามารถให้ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยสูงเกือบ 300 มม.

บ่อยครั้งที่ต้องขับรถหลังฝนตกหนัก กิ่งไม้แก่ๆ หักลงมาเกลื่อนกลางถนน บางครั้งต้นไม้ใหญ่ๆ ทั้งต้นก็ลงมานอนขวางทาง เพราะดินอุ้มน้ำไว้เยอะเกิน ระบายออกไม่ทัน พอเจอลมกรรโชกใหญ่ จึงถูกถอนรากถอนโคนได้อย่างง่ายดาย

เพื่อลดอันตรายที่อาจเกิดจากกิ่งไม้ใหญ่หักลงมาทำอันตรายต่อผู้สัญจร หรือบ้านเรือน อาคารใกล้เคียง การลิดรอนกิ่งไม้ผุหรือมีอายุมากออกไป จึงเป็นวิธีจัดการเพื่อป้องกันอันตรายเหล่านั้น... พอรู้แบบนี้แล้ว สายตาที่ส่งไปยังทีมตัดแต่งต้นไม้จึงเปลี่ยนไปเป็นการขอบคุณที่สู้อุตส่าห์เสี่ยงปีนขึ้นไปตัดให้

แต่ความปรวนแปรของสภาพอากาศในช่วงหลังๆ มานี้ กลายเป็นข้อสังเกตที่เพื่อนบ้านพูดถึงกันมาก เพราะลมที่มากับฝน ดูจะรุนแรงกว่าปกติ จนกระเบื้องหลังคาปลิวว่อนทั้งๆ ที่ย่านที่อยู่ก็ไม่ได้เป็นที่โล่งกว้างที่จะทำให้ลมสามารถหอบไอร้อนจากพื้นดินมาทวีกำลังให้ตัวเองได้ขนาดนั้น  หลายบ้านจึงหาทางออกเพื่อป้องกันอันตรายจากกิ่งไม้หักทิ้งลงมาทำอันตรายแก่โครงสร้างบ้าน คนในบ้าน และรถในบ้าน ด้วยการตัดต้นไม้ใหญ่ๆ ภายในบริเวณบ้านทิ้งไป

แนวโน้มของปริมาณไอน้ำที่จะลอยขึ้นไปสู่ชั้นบรรยากาศ เพื่อไป “บิ้วอารมณ์” ร่วมกับเมฆฝนตามฤดูกาลนั้น ก็มีแต่จะเพิ่มปริมาณมากขึ้นตามอุณหภูมิของโลกที่ร้อนขึ้น เวลาตกลงมาร่วมกับฝนตามฤดูกาล เราจึงได้ ‘น้ำฝนมากกว่า พายุรุนแรงกว่า ฟ้าร้องกระหน่ำกว่า’ตามมาเป็นเรื่องปกติที่ไม่ปกติ

เครื่องมือที่จะช่วยลดอุณหภูมิของโลกในย่านที่อยู่อาศัยอย่างต้นไม้ใหญ่ทั้งหลายที่กำลังกลายเป็นตัวคุกคามความปลอดภัยของคนเรา ก็กำลังลดจำนวนลง...

ข้อกำหนดของการพัฒนาโครงการหมู่บ้านจัดสรรที่มาเลเซีย ที่ระบุไว้ว่า จะต้องมีการกันพื้นที่สีเขียวไว้อย่างน้อย 10%ของพื้นที่ก่อสร้างทั้งหมด ก็ไม่แน่ใจว่าจะช่วยได้มากน้อยแค่ไหน เพราะเมื่อคนมองเห็นว่าต้นไม้ใหญ่เป็นอันตรายแบบนี้แล้ว พื้นที่สีเขียวนั้นจึงกลายเป็นเพียงสวนหย่อมที่มีไม้พุ่มเตี้ยๆ และสนามหญ้าโล่งๆ สลับกับอุปกรณ์ออกกำลังกาย ตามนโยบายสนับสนุนให้คนเมืองได้มีสุขภาพดี

...

สงสารต้นไม้ใหญ่ เคยแผ่กิ่งก้านไพศาลให้ร่มเงาดีๆ อยู่มาวันหนึ่งก็กลายเป็นผู้ร้ายที่ยืนตัวสั่นงันงกเวลาพายุฝนพัดมา น่าสงสารว่าจะเสียแขนขาระหว่างฝนตก หรือจะล้มทั้งยืนในวันรุ่งขึ้นเพราะถูกตัดก็ไม่รู้

ที่มาภาพประกอบ : www.jpost.com/JewishWorld/JewishNews/Article.aspx?id=289971

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

18 ส.ค. 2557
 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม