สิ่งที่มองไม่เห็น...ในเมือง...

ก้อนทอง ลุร์ดซามี

สิ่งที่มองไม่เห็น...ในเมือง...

ก้อนทอง ลุร์ดซามี

ผู้เขียนได้มีโอกาสกลับเข้าไปเยี่ยมกรุงเทพฯ เกือบ 1 สัปดาห์ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ตื่นตาตื่นใจไปกับบรรยากาศของเทศกาลปีใหม่ พอๆ กับความตื่นเมืองที่เปลี่ยนแปลงจนจำเกือบไม่ได้...

การกลับไปเยี่ยมบ้านคราวนี้ ครอบครัวผู้เขียนเลือกไปพักโรงแรมกลางเมืองย่านห้วยขวาง เพราะสะดวกแก่การเดินทางไปมาหาสู่ญาติพี่น้องและเพื่อนพ้องที่พักอยู่เอนเอียงไปทางฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงเทพ ถือว่าเป็นย่านที่คุ้นเคยเพราะสมัยเด็กๆ ก็พักอยู่ละแวกคลองจั่น บางกะปิ ย้ายไปย้ายมาตามอาชีพของมารดาจะพาไป ที่จ่อมลงนานหน่อยก็ตรงใกล้แยกลำสาหัส เอ๊ย...ลำสาลี ที่ทำให้ติดนิสัยกลายเป็นนักเรียนที่ชอบไปถึงโรงเรียนแต่เช้า หรือเป็นคนไปก่อนเวลานัดมาจนทุกวันนี้ เพราะถ้าก้าวขาออกจากบ้านช้าผิดฤกษ์ไปหน่อยเดียว ก็จะแหง็กอยู่ในวังวนรถติดร่วมสองชั่วโมงแทนที่จะใช้เวลาเดินทางจากลำสาลีมาปากคลองตลาดแค่ 45 นาที

เที่ยวนี้ แม้จะได้กลับไปตะลอนๆ ในถิ่นเก่า แต่ความเปลี่ยนแปลงของเมืองกรุงที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้เขียนกลายเป็นคนหลงถิ่นไปทันที โอเอ็มจี...อุแม่เจ้า! ทำไมถึงได้มีห้างแบบที่เรียกว่า Community Mall เยอะแยะไปหมดแบบนี้ บางหย่อมนี่ถึงกับมีสองห้างหัวมุมถนนเดียวกันเลย เดินเข้าไปในบริเวณก็เหมือนหลุดเข้าไปในอีกโลกหนึ่ง แตกต่างกับร้านริมถนนฝั่งตรงกันข้ามเสียเหลือเกิน ผู้เขียนได้พูดคุยกับคนขับแท็กซี่ ซึ่งยืนยันว่า สมัยนี้ เวลาผู้โดยสารเรียกไปส่งที่ไหน ต้องอธิบายกันยืดยาวว่าอยู่ตรงมุมไหนของถนนเส้นไหน หากบอกแค่ชื่อห้างอย่างเดียว คนขับแท็กซี่ก็จะไม่รู้จัก หรือไม่แน่ใจว่าอยู่ตรงไหน ซึ่งไม่เหมือนสมัยก่อน ผู้โดยสารบอกชื่อห้างพร้อมสาขาก็จะไปส่งอย่างไม่พลาด

ที่น่าตกใจคือห้างบางแห่งที่ผู้เขียนเพิ่งจะมีโอกาสได้เห็นก็คราวนี้ (แสดงว่าไม่ใช่ห้างเก่า) กลับต้องปิดตัวลงเพราะห้างที่ใหม่กว่ามาเปิดกิจการอยู่ใกล้ๆ ต่างกันกับวิถีค้าขายของคนสมัยก่อนที่แม้ว่าจะขายของคล้ายๆ กันจนตั้งหลักแหล่งเป็นย่านๆ ที่รู้จักกันดี อย่างร้านทองย่านเยาวราช ร้านเพชรย่านพาหุรัด ร้านผ้าย่านสำเพ็ง ร้านดอกไม้ย่านปากคลองตลาด เป็นต้น ใครเปิดใหม่ยังไง ก็ไม่ได้ทำให้คนขายเดิมๆ ต้องปิดตัวลง กลับช่วยทำให้ธุรกิจโดยรวมคึกคัก แต่ดูเหมือนธุรกิจสมัยใหม่นี้ จะเปิดมาเพื่อฆ่ากันเอง

แล้วแบบนี้...คนเมืองตาดำๆ ที่พยายามชักหน้าให้ถึงหลัง จะมีเงินเหลือใช้จนถึงวันเงินเดือนออกแต่ละงวดไหมก็ไม่รู้ เพราะห้างที่ผุดขึ้นพรึ่บพรั่บแบบนี้ ดูแล้วเหมือนขึงตาข่ายดักปลากลางบึง ว่ายไปทางไหนก็ติดกับ ใครจะรอดได้ต้องมีกำลังภายใน (ใจ) สูง ท่องไว้ “ไม่จำเป็น ไม่ซื้อ... ไม่ต้องการ ไม่จ่าย”

นอกจากนี้... มูลค่าของการก่อสร้างสถานที่แต่ละแห่ง สูงกว่าตัวเลขที่เห็นในบัญชีแสดงรายจ่ายของแต่ละโครงการแน่ๆ แต่เพราะต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมไม่ได้ถูกนำมาคิดรวมด้วย เช่น ค่าน้ำมันของรถที่สัญจรไปมาแถวนั้น ซึ่งถูกเผาผลาญไประหว่างรถติดเนื่องจากพื้นที่ก่อสร้างรบกวนเส้นทางจราจรเดิม ค่าบำบัดน้ำเสียที่ปล่อยทิ้งออกมาจากการก่อสร้างที่ไหลรวมลงสู่ท่อระบายน้ำ เป็นต้น

ส่วนค่าใช้จ่ายหรือความเสียหายของต้นทุนทางสังคมก็ยิ่งไม่เข้าตากรรมการ เพราะไม่มีใครเคยไปติดตามดูว่า แรงงานก่อสร้างที่เข้ามาทำงานในเมืองหลวงต้องสูญเสียคุณค่าและคุณภาพของชีวิตส่วนใดไปบ้าง หลายๆ คน ต้องทิ้งลูกไว้กับปู่ย่าตายาย สองสามีภรรยาพากันเดินทางเข้ามาทำงานเพื่อส่งเงินกลับไปให้ลูกได้มีกินมีใช้เท่าเทียมกับเพื่อนบ้านคนอื่นๆ ที่เข้าเมืองมาแสวงหาโชคเช่นกัน

ยิ่งกรณีของแรงงานต่างด้าว ยิ่งรันทด... เด็กสาวชาวลาวมาช่วยทำงานตามร้านขายของในกรุงเทพฯ ต้องกลับไปต่อบัตรผ่านแดนทุกเดือน เสียค่าใช้จ่ายครั้งละพันกว่าบาท ปกติทำงานได้เงินวันละ 300 บาท นั่นเท่ากับว่า ทุกๆ เดือน ต้องเสียเงินค่าแรง 4-5 วัน พร้อมขาดงานอีก 1 วัน

อีกเรื่อง... เป็นกรณีของที่มาเลเซีย ถือเป็นกรณีศึกษาก่อนที่เมืองไทยจะเปิดรับแรงงานตามข้อตกลงระหว่างประเทศกับประเทศทางเอเชียตะวันออกก็แล้วกัน ชาวอินเดียที่เข้ามาทำงานตามร้านอาหารที่มาเลเซีย เล่าให้ฟังว่าต้องขายที่นา เพื่อนำเงินไปให้นายหน้าผู้จัดหาแรงงานเป็น “ค่าใช้จ่าย”  แต่พอเดินทางมาถึงที่นี่ก็กลายเป็นว่าเงินเดือนล่วงหน้า 6 เดือนนั้น นายหน้ารับไปแล้ว นัยว่าเป็น “ค่าใช้จ่าย” เช่นกัน ต้องก้มหน้าก้มตาทำงานฟรีๆ ไป ลำพังตัวเองพอมีกินมีอยู่ เพราะนายจ้างให้ข้าวให้ที่พัก แต่ลูกเมียที่ทิ้งไว้ที่บ้านเกิด ไม่มีที่อยู่ ไม่มีข้าวกิน เพราะไม่มีเงินจะส่งกลับไปให้ และต้องทนทำงานไปสองปีให้ครบสัญญาว่าจ้างกว่าจะได้กลับบ้าน ฟังเขาเล่าแล้วก็ได้แต่นั่งมองโรตีตรงหน้าซึมๆ... คนเมืองใหญ่ใจร้ายขนาดนี้เลยหรือ

คราวนี้ เวลานั่งรถผ่าน ตึกใหญ่ๆ และสะพานใหม่ๆ หลายแห่ง จึงมีความรู้สึกผิดคล้ายๆ ได้กระโดดเข้าไปอยู่ในวงจรของการทำนาบนหลังคนอย่างไม่ได้ตั้งใจ

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

18 ส.ค. 2557
 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม