เมื่อจักรยานเป็นตัวตัดสินเวทีเลือกตั้งนายกฯ ลอนดอน

ดร.สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์

เมื่อจักรยานเป็นตัวตัดสินเวทีเลือกตั้งนายกฯ ลอนดอน

ดร.สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์

การเมืองเรื่องจักรยานที่เข้มข้นที่สุดในรอบปี 2012 เห็นจะหนีไม่พ้นที่กรุงลอนดอน เพราะเป็นปีแห่งการเลือกตั้งนายกเทศมนตรี

เดือนก่อนวันเลือกตั้งวันที่ 3 พฤษภาคม 2012 เป็นช่วงของการอภิปรายนโยบายอย่างดุเดือดสุดๆ ระหว่างผู้สมัคร ซึ่งมีอยู่หลายคน แต่คู่แข่งหลัก กัดกันชนิดเลือดสาด ถึงขั้นด่ากัน “ไอ้ตอแหล” กลางเมืองหลวงผู้ดีอังกฤษ ได้แก่ นายบอริส จอนห์สัน แห่งพรรคอนุรักษ์นิยม มุ่งลงเลือกตั้งในสมัยที่ 2 และนายเคน ลิฟวิงสโตน แห่งพรรคแรงงาน นายกเทศมนตรีคนแรกของลอนดอน ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งถึง 2 สมัย ตั้งแต่ปี 2000 ถึง 2008

ที่น่าสนใจก็คือ นโยบายเพื่อจักรยานกลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สุด มันไม่ได้เป็นแต่นโยบายสำคัญที่ผู้สมัครทุกคนต้องมี แต่มันกลายเป็นหัวใจของนโยบายเลือกตั้งที่จะเชือดเฉือนว่าใครจะแพ้จะชนะ

ผลงานโดดเด่นของนายเคนที่ผ่านมา คือการกำหนดเขตเก็บค่าจราจรติดขัดจากรถยนต์ในย่านกลางกรุง ระยะแรกในปี 2003 ส่งผลให้จำนวนคนขี่จักรยานเพิ่มขึ้นอีก 30,000 คนในชั่วเวลาเพียงข้ามคืน และเพิ่มอีกเป็นหลักแสนภายในปีแรกที่ออกมาตรการ เงินที่ได้จากการเก็บค่าจราจรติดขัดนำไปใช้อุดหนุนระบบขนส่งมวลชนและปรับปรุงโครงสร้างเพื่อการเดินและขี่จักรยาน ต่อมาขยายเขตเก็บค่าจราจรติดขัดให้ครอบคลุมย่านถิ่นอาศัยและช้อปปิ้งฝั่งตะวันตกในปี 2007 และยังมีผลงานด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆ อีกไม่น้อย

เคนแพ้บอริสในการเลือกตั้งปี 2008 อย่างเฉียดฉิว เพื่อนชาวลอนดอนบอกว่าเป็นเพราะเคนเริ่มแก่ ดูท่าหมดไฟ ไม่มีอะไรใหม่ๆ มานำเสนอ ในขณะที่บอริสจับมือกับธนาคารบาร์เคลย์จัดทำระบบโครงข่ายจักรยานสาธารณะให้เช่า และจัดเลนจักรยานระบายสีฟ้าเป็นทางด่วนจักรยาน

แต่ขณะเดียวกัน นายบอริสก็ลุกขึ้นยกเลิกเขตเก็บค่าจราจรติดขัดในโซนขยายย่านตะวันตก คงไว้แต่เขตกลางเมืองโซนเดิม เพื่อเป็น “ของขวัญคริสต์มาส” ปี 2008 ให้แก่พลเมืองย่านตะวันตก นำไปสู่การสูญเสียรายได้ถึง 50 ล้านปอนด์ต่อปีที่ใช้อุดหนุนระบบขนส่งมวลชน ทำให้อัตราค่าโดยสารระบบขนส่งมวลชนที่จริงๆ ก็แพงอยู่แล้ว กลับถีบราคาสูงขึ้นไปอีก

บอริสถูกจู่โจมมากมาย เขาถูกตั้งคำถามต่อสัญญาเลือกตั้งที่บอกว่าจะปรับปรุงคุณภาพอากาศเมืองลอนดอน ซึ่งจัดอันดับอยู่ในกลุ่มแย่ที่สุดในยุโรป และ “ทางด่วนจักรยาน” ระบายสีฟ้าก็มักเจอรถแล่นมาป่ายหรือจอดทับ

ที่สำคัญ อุบัติเหตุจักรยานเพิ่มขึ้นถึง 50%  ระหว่างปี 2006 ถึงปี 2011 เฉพาะในปี 2011 เกิดอุบัติเหตุคนขี่จักรยานถูกรถชนตายถึง 16 คน นับว่าสูงมากสำหรับเมืองในยุโรป แน่นอนว่าจำนวนอุบัติเหตุจักรยานที่เพิ่มมากขึ้นเป็นเพราะมีคนปั่นจักรยานกันมากขึ้น ปัจจุบันคนใช้จักรยานเป็นพาหนะเดินทางมากกว่า 5 แสนเที่ยวต่อวัน และมีจำนวนเพิ่มขึ้นอยู่เรื่อยๆ อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาจากสัดส่วนการเกิดอุบัติเหตุต่อระยะเดินทาง อัตราอุบัติเหตุก็เพิ่มขึ้นอยู่ดี

เมื่อวาระเลือกตั้งเยือนกลับมาอีกครั้ง และนายเคนก็ลงสมัครอีก บรรยากาศเลือกตั้งจึงออกจะเผ็ดร้อน เคนโจมตีบอริสว่ายกเลิกเขตเก็บค่าจราจรติดขัดอย่างไร้มารยาท ทำให้การใช้ขนส่งมวลชนแพงกว่าการใช้รถยนต์ แล้วจะไปแก้ปัญหาจราจร เพิ่มจำนวนคนขี่จักรยานได้อย่างไร ทางนายไบรอัน แพดดิค ผู้สมัครพรรคเสรีประชาธิปไตย เมื่อถูกนักข่าวถามว่าทำไมไม่ขี่จักรยานในลอนดอน ก็ตอบว่าเพราะเขาไม่รู้สึกปลอดภัยเพียงพอ เป็นการตีลูกสนุ๊กกระทบผลงานบอริส

คำถามนี้นักข่าวไทยไม่มีวันคิดจะถามนักการเมืองไทยให้เสียเวลาทำมาหากิน เพราะไม่ใช่เรื่องแปลกที่นักการเมืองหรือสมาชิกครอบครัวนักการเมืองบ้านเราจะไม่ขี่จักรยาน

ประเด็นฮอตสุดของการเลือกตั้งกลายเป็นเรื่องจักรยาน ความปลอดภัย คุณภาพอากาศ และราคาค่าโดยสารระบบขนส่งมวลชน

การถกเถียงเลยเถิดจากคำถามจะสนับสนุนจักรยานบ้างไหมไปไกลมาก ไม่มีใครไม่เอาจักรยาน เฉือนกันแต่ว่าใครจะมีแนวทางสนับสนุนได้ดีกว่ากัน

ผลปรากฏว่าบอริสชนะได้เป็นนายกเทศมนตรีสมัยที่ 2 อย่างหวุดหวิด เคนแพ้ที่ภาพลักษณ์กับนโยบายไม่ชัดเจน นโยบายหลักของเขาคือลดค่าโดยสารระบบขนส่งมวลชน แต่ไม่ได้บอกว่าจะจัดสรรการเงินมาอุดหนุนได้อย่างไร และเขาเสียเครดิตเมื่อนักข่าวไปขุดคุ้ยพบว่าเขาจัดการการเงินส่วนตัวให้เสียภาษีน้อยที่สุด โดยโยกย้ายรายได้จากการออกสื่อไปเข้าบัญชีบริษัท เพื่อลดอัตราภาษีเงินได้ ไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมาย แต่ไม่สอดคล้องกับอุดมคติของพรรคแรงงาน ซึ่งควรมีจิตกระเดียดไปทางสังคมนิยม

ช่วงที่เขียนต้นฉบับนี้เป็นช่วงกลางเดือนธันวาคม นายบอริสกำลังเตรียม “ของขวัญคริสตมาส” ให้กับชาวลอนดอนอีกครั้งหนึ่ง เมื่อต้นเดือนธันวาคม 2012 เขาประกาศว่าจะเสนองบประมาณถึง 1พันล้านปอนด์เพื่อปรับปรุงโครงสร้างและระบบสาธารณูปโภคแก่จักรยานในทศวรรษนี้ โดยจะนำเสนอร่างแผนธุรกิจให้เห็นรายละเอียดกันก่อนสิ้นปี ที่แน่ๆ คือรวมแผนโครงข่าย “ทางด่วนจักรยาน” เพิ่มเติมให้ทั่วลอนดอน และพัฒนารูปแบบการจัดสรรพื้นที่ถนนใหม่ให้ผู้ใช้ถนนกลุ่มต่างๆ สามารถแบ่งปันใช้ร่วมกันได้อย่างปลอดภัย โดยเฉพาะตามทางแยกเพื่อลดอุบัติเหตุ

ไอเดียนี้มาจากแคมเปญ Go Dutch ของเอ็นจีโอ London Cycling Campaign ที่เสนอให้ออกแบบถนนใหม่ตามแนวทางของกรุงอัมสเตอร์ดัมและโคเปนเฮเกน คำว่า “Dutch” มีสองความหมาย คือ 1) เอาเยี่ยงชาวดัชต์ และ 2) แบ่งปันให้ยุติธรรม ไม่มีใครเป็นภาระเลี้ยงใครแบบที่ชาวดัชต์ปฏิบัติเวลาออกไปกินข้าวข้างนอกด้วยกัน ใครกินใครใช้อะไรคนนั้นจ่ายหรือหารค่าใช้จ่ายเท่าๆ กัน

น่าสนใจว่า นักการเมืองทั้งสองคนต่างอ้างว่าสนับสนุนแนวคิดของ London Cycling Campaign ผู้รณรงค์วิถีจักรยานในลอนดอนมาหลายสิบปี นับเป็นความสำเร็จอย่างดงามของเอ็นจีโอ ตัวองค์กรอาจไม่โตหรืออาจจะหดเล็กลงก็ย่อมได้ สิ่งที่เติบโตคือความคิดที่แพร่กระจายสู่กระแสหลักและนโยบายการเมือง

วันนี้นายบอริส จอห์นสัน นักการเมืองพรรคอนุรักษ์นิยม–ไม่ใช่เอ็นจีโอ–เป็นฝ่ายพูดว่า “ถนนไม่จำเป็นจะต้องเป็นพื้นที่ขัดแย้งระหว่างกลุ่มคนใช้ถนนต่างๆ เสมอไป ผมปฏิเสธความคิดเก่าๆ แบบนั้น...ถนนที่มีประสิทธิภาพ คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่ถนนที่เต็มไปด้วยรถแล่นเร็วๆ ถึงเวลาแล้วที่เราต้องทบทวนการออกแบบถนนกันใหม่ เพราะถนนส่วนใหญ่ออกแบบไว้เมื่อหลายสิบปีก่อน”

มกราคมนี้ เราจะได้ยินผู้สมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ กรุงเทพคนไหนพูดอะไรระรื่นหูอย่างนี้บ้างไหมหนอ?

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

18 ส.ค. 2557
 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม