ตัวใครตัวมัน...นะ

ก้อนทอง ลุร์ดซามี

ตัวใครตัวมัน...นะ

ก้อนทอง ลุร์ดซามี

เดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ เป็นเดือนที่ปลุกตัวเองให้ตื่นจากฝัน (ดี) อย่างจัง ในบทความฉบับก่อน เพิ่งจะเล่าให้ฟังไปว่า ส่วนหนึ่งที่คนมาเลเซียยังขับรถไปไหนมาไหนคนเดียวแทนการเดินโดดเดี่ยว ก็เพราะการโจรกรรมฉกชิงวิ่งราวที่มีสถิติเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ผู้เขียนเองก็ได้กลายเป็นเหยื่อของการชิงกระเป๋าที่หน้าบ้านของตัวเองไปในวันแห่งความรัก (ลัก) ที่ผ่านมานี้เอง

เหตุการณ์วันนั้นผ่านไป ใจยังไม่ทันหายตุ๊มๆ ต่อมๆ ก็มาเจอกับขโมยปีนข้ามประตูบ้านมาพารองเท้าราคาแพงของพ่อบ้านหนีออกไปจากตู้รองเท้าเงียบๆ ไม่กระโตกกระตาก แม้ว่าจะลืมปิดตู้คืนก็ตาม จึงได้เริ่มสังเกตว่า ความแตกต่างของเมืองเปตาลิงจายากับกรุงเทพฯ ที่เพิ่งจะได้ตระหนักคือ ตามมุมเมืองและสี่แยกต่างๆ ไม่มีผู้รักษาความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกตามท้องถนนเหมือนอย่างที่กรุงเทพฯ พ่อแม่ท่านไหนที่ชอบขู่ลูกๆ ว่า “อย่าดื้อนะ ไม่งั้นจะให้ตำรวจมาจับ” เป็นอันต้องเลิกใช้มุขนี้อย่างแน่นอน ที่อาจจะพอใช้ได้ก็เห็นจะมีแต่ตรงทางยูเทิร์น ที่มักจะมีด่านมาตั้งรอ ไม่รู้รอใคร...

เจ็ดปีกว่าที่ผ่านมา ผู้เขียนหลงระเริงมีความสุขกับจำนวนต้นไม้ต่อพื้นที่ของเมืองที่นี่ เขียวครึ้ม ร่มเงาแผ่ไพศาลจนลืมเมืองกรุงฯ แต่พอรู้สึกตัวว่าอัตราความปลอดภัยลดลงอย่างกระทันหัน จึงรีบค้นหาข้อมูลว่าคนอื่นๆ คิดอย่างไรกับความปลอดภัยของการอยู่ในเมืองที่นี่ ที่เว็บไซต์นี้ http://www.numbeo.com/crime ให้ข้อมูลที่น่าสนใจมาก และตรงกับความเป็นจริงที่ผู้เขียนตั้งข้อสังเกต จึงขอยกมาให้ดูเป็นกราฟแท่งแบบนี้
 

แม้ว่าปัญหาคอรัปชั่นและการติดสินบนของกรุงเทพฯ จะนำหน้าอยู่นิดหน่อย แต่ในหมวดของความกังวลต่อชีวิตและทรัพย์สิน แท่งสีแดงของกัวลาลัมเปอร์นำหน้าละลิ่วกรุงเทพฯ อย่างเห็นๆ จึงไม่น่าแปลกที่เวทีสาธารณะต่างๆ ผู้คนมักจะพูดถึงความหวั่นวิตกกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของตัวเองและครอบครัว มากกว่าจะห่วงใยมลภาวะหรือปัญหาสิ่งแวดล้อมของเมือง เพราะสถานการณ์และความเคลื่อนไหวของสังคมที่เกิดขึ้นขณะนี้คือ ในย่านที่อยู่อาศัยของคนที่มีฐานะดี จะมีการจ้างพนักงานรักษาความปลอดภัยมาดูแลปิดถนนปิดซอยเป็นช่วงๆ  ส่วนคนที่มีฐานะยากจน ไม่ตกเป็นเป้าของการโจรกรรม (และบางครั้งเชื่อกันว่ากลุ่มคนที่ออกมาก่อคดีคือคนจน แต่ผู้เขียนไม่เชื่อว่าเป็นเช่นนั้น น่าจะเป็น “กลุ่มคนไม่ดี” วัยรุ่นที่ติดยา อันธพาลที่ไม่อยากทำงานหนักมากกว่า) ส่วนชนชั้นมิดเดิลคลาสหรือชนชั้นกลาง ซึ่งเป็นกลุ่มฐานกว้างที่สุดของประชากรที่นี่ จึงตกเป็นเป้าของการกระทำอาชญากรรม และจากประสบการณ์คราวนี้นี่เอง ผู้เขียนได้ถูกยกระดับจากฐานะยากจน ไปเป็นคนมีฐานะปานกลางอย่างเป็นทางการ...

ยังไม่หมดกังวลเรื่องของตัวเอง ก็มีโอกาสเข้าร่วมงานประชุมเชิงวิชาการเรื่องสถานการณ์สิ่งแวดล้อมของมาเลเซีย ได้ยินทัศนคติของผู้บริหารจากกรมป่าไม้ของที่นี่แล้วใจแฟบลงไปทันที... เพราะแนวคิดในการจัดการป่าไม้ที่ผ่านมาและต่อไป ยังคงทำงานเพื่อที่จะให้ป่าไม้แปรมูลค่าเป็นเงินได้สูงสุด คำว่า “ป่าสงวน” ของที่นี่มีความหมายสองทางด้วยกัน ครึ่งหนึ่งของพื้นที่ป่าสงวนกว่า 4 ล้านเฮคแตร์เป็นพื้นที่เพื่อการอนุรักษ์ แต่อีกครึ่งหนึ่งก็สงวนไว้เพื่อเปลี่ยนเป็นป่าเศรษฐกิจจากการทำไม้และการปลูกสวนยาง เฮ้อ... ส่วนบรรยากาศของงาน ผู้ที่เข้าร่วมฟัง ร่วมแสดงความคิดเห็นก็หาใช่ใครอื่นที่ไหน คนในวงการทั้งนั้น งานนี้เลยยิ่งตอกย้ำให้รู้ว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ได้เป็นปัญหาที่ประชาชนทั่วไปสนใจอยากรู้หรือมีส่วนร่วมเลย

วันคุ้มครองโลกมาแตะขอบปฏิทินให้เห็นอยู่ใกล้ๆ นี้แล้ว จะมีใครมีกะจิตกะใจมาฟังแผนหรือกลยุทธ์คุ้มครองโลกที่หน่วยงานต่างๆ จะออกมาพูดให้ฟังปีละครั้งบ้างไหมนะ สงสัยงานนี้ ตัวใครตัวมันนะแม่โลก...
 

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

18 ส.ค. 2557
 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม