ช้าง รางรถไฟ และข้าวหนึ่งจาน

  • warning: array_map(): Argument #2 should be an array in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/modules/system/system.module on line 1050.
  • warning: array_keys() expects parameter 1 to be array, null given in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
  • warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
ก้อนทอง ลุร์ดซามี

ช้าง รางรถไฟ และข้าวหนึ่งจาน

ก้อนทอง ลุร์ดซามี

บ่ายวันอาทิตย์สิ้นเดือนมีนาคม ผู้เขียนมีโอกาสได้นอนตีแปลงดูทีวี เป็นรายการเกี่ยวกับแม่น้ำคงคา หรือที่รู้จักกันในภาษาอังกฤษว่าแกนจีส (Ganges) ตื่นเต้นที่ได้ดูเรื่องราวเกี่ยวชีวิตผู้คนและสัตว์ที่ผูกพันกับแม่น้ำคงคา ซึ่งมีถิ่นกำเนิดทางตะวันตกของเทือกเขาหิมาลัย ไหลรวมกับแม่น้ำน้อยใหญ่หลายสาย เรื่อยลงมาจนถึงบังคลาเทศก่อนจะไหลออกอ่าวเบงกอล ลุ่มน้ำคงคาถือเป็นลุ่มน้ำที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดในโลก ด้วยไหลหล่อเลี้ยงผู้คนมากกว่า 400 ล้านชีวิตทีเดียว

ตอนที่สะดุดใจมากที่สุด เป็นตอนที่ได้เห็นความขัดแย้งระหว่างชาวนากับช้าง ทุกคืนในช่วงฤดูเกี่ยวข้าว ชาวนาจะต้องออกมาเฝ้าพร้อมเตรียมรับมือกับช้างป่าโขลงใหญ่ที่บุกเข้ามาขอข้าวกินฟรีจากทุ่งนาจนราบเตียนไปเป็นแถบๆ แม้ชาวนาจะจุดไฟและส่งเสียงดังไล่ แต่ก็ยังไม่วายมีผู้เสียชีวิตในแต่ละปีเป็นจำนวนมากทั้งคนและช้าง สมัยเด็กๆ ผู้เขียนได้เคยมีโอกาสวิ่งเล่นกลางทุ่งนาที่อยุธยาในช่วงปิดเทอมหน้าร้อน พอโตมาก็ได้เห็นช้างพานักท่องเที่ยวตระเวนเที่ยวรอบกรุงเก่า ไม่เคยจับคู่กรณีทั้งสองมาเข้าคู่กันจนกระทั่งได้ดูสารคดีเรื่องแกนจีสนี้

เหตุที่ช้างเข้ามาบุกรุกนาข้าว ก็เป็นเพราะว่าป่าไม้ที่เคยเป็นแหล่งหากินและถิ่นอาศัยของช้าง ถูกทางการบุกเข้าไปตัดไม้เพื่อนำไปทำไม้หมอนรางรถไฟ ซึ่งทางรถไฟของประเทศอินเดียถือเป็นเครือข่ายที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก (ปัจจุบันขนส่งผู้โดยสารถึงวันละ 25 ล้านคน) ด้วยความยาวรวมถึง 115,000 กิโลเมตร ซึ่งระยะทาง 1 กิโลเมตร ต้องใช้ไม้หมอนรถไฟเฉลี่ยจำนวน 2,400 ท่อน ลองคิดเอาเองว่ากว่าจะสร้างครบทั้งระบบต้องใช้ทั้งหมดเท่าไหร่ ต้นไม้กี่ต้น ป่ากี่ผืน ปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนและสัตว์ป่าจึงเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

พื้นที่ราบลุ่มภาคกลางของไทยที่เคยปกคลุมไปด้วยป่าเบญจพรรณและป่าเต็งรัง ก็เคยเป็นถิ่นอาศัยของช้าง เมื่อถูกแผ้วถางเปลี่ยนมาเป็นพื้นที่เกษตรกรรมและนาข้าว ช้างป่าเหล่านั้นก็คงร่อนเร่ไปทั่ว แต่ตามที่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์สมัยอยุธยาที่มีพิธีคล้องช้างต้อนเข้าเพนียดนั้น ก็ต้องถือว่าเป็นการ “จัดการ” ช้างป่าในสมัยนั้น นำช้างมาใช้ในศึกสงคราม เป็นพาหนะเดินทางไกล ขนของ รวมไปถึงการลากไม้ออกจากป่าเพื่อนำมาสร้างบ้านเรือน และหา “บ้าน” ให้อยู่ใหม่

ช่างเป็นเรื่องน่าทึ่งที่มนุษย์ตัวเล็กๆ อย่างเรา สามารถบุกเข้าไปทำลายบ้านของสัตว์ป่าตัวใหญ่ๆ อย่างช้างได้ สามารถบังคับให้ช้างล้มไม้ในป่า ลากซุงออกมาให้เราได้ใช้ประโยชน์ ลองคิดกลับ สมมติว่ามีคนบุกรุกเข้ามาในบ้านเรา กวาดข้าวของไปหมดแล้วสั่งให้เรารื้อบ้าน เพื่อเอาวัสดุก่อสร้างไปสร้างบ้านให้พวกเขา ใช้ให้เราสร้างบ้านให้ จากนั้นก็เก็บเราไว้เป็นคนรับใช้ไปตลอดชีวิต โอ้ว....  

วันคุ้มครองโลกปีนี้ ลองดูทางเลือกที่จะช่วยคุ้มครองโลก หากเป็นคนเมืองที่ไม่มีโอกาสได้ไปปลูกป่า หรือลงชื่อคัดค้านโครงการรรับประทานเงินภาษีและสร้างหนี้ให้ประเทศทั้งหลาย ลองหันมาทำเรื่องที่ใกล้ตัวที่สุด ง่ายที่สุด จะอยู่ในเมือง นอกเมือง หรือเมืองไหนก็ทำได้หมด คือเวลาทานข้าวแต่ละจาน ก๋วยเตี๋ยว (ทำมาจากแป้งข้าวเจ้า) แต่ละชาม ให้ท่องเพลงนี้ในใจ หรือจะร้องออกเสียงอย่างเด็กอนุบาลก็ได้...

“ข้าวทุกจาน อาหารทุกอย่าง อย่ากินทิ้งขว้าง เป็นของมีค่า
หลายคนเหนื่อยยาก ลำบากหนักหนา
สงสารบรรดา คนยากคนจน...”

ตอนท้าย ให้เติมไปด้วยว่า “สงสารครอบครัวช้าง บ้านป่าถูกถาง เอาไม้ไปทำรางรถไฟ เอาช้างตัวใหญ่มาใช้แรงงาน” (กรุณาใส่ทำนองตามใจชอบ แร๊ปได้ก็ยิ่งดี)

ด้วยเหตุนี้ ต้นทุนของข้าวหนึ่งโกดังที่รับจำนำข้าวที่ถูกไฟไหม้บ่อยๆ ไม่ได้สูญเสียแค่ต้นทุนจากมูลค่าสินค้าในโกดัง หรือค่าแรงงานที่ชาวนาลงแรงไปเท่านั้น หากแต่ต้นทุนของธรรมชาติที่สะสมมาตั้งแต่การพลิกผืนป่าเป็นนาข้าวนั่นเล่า เป็นต้นทุนที่มองกันไม่เห็น คิดกันไม่ออก จึงได้มีการเผาซ้ำเผาซาก ไม่รู้สึกหมดเปลืองอะไร

อย่าลืมนะ เรามีโลกแค่ใบเดียว ได้โอกาสอยู่ต่อหลังวันสิ้นโลก 2012 แล้วก็ควรจะอยู่อย่างสำนึกในคุณค่าของโลกที่มีต่อเราให้มากที่สุด... โอกาสสุดท้ายหรือเปล่าก็ไม่รู้