ขอเสียงให้ธรรมชาติ

  • warning: array_map(): Argument #2 should be an array in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/modules/system/system.module on line 1050.
  • warning: array_keys() expects parameter 1 to be array, null given in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
  • warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
ก้อนทอง ลุร์ดซามี

ขอเสียงให้ธรรมชาติ

ก้อนทอง ลุร์ดซามี

ธงราวและป้ายผ้าหลากสีของพรรคการเมืองต่างๆ ที่ติดตั้งเพื่อใช้เรียกเสียงในการเลือกตั้งของมาเลเซียปลิวสะบัดพัดไสวทั่วไปหมด สร้างบรรยากาศชวนให้ผู้เขียนนึกไปว่าได้ฉลองสงกรานต์ปีนี้ยาวนานเป็นพิเศษ ขับรถจากบ้านไปส่งลูกและไปทำงาน ก็ให้รู้สึกเหมือนกำลังจะไปร่วมก่อกองทรายตามวัด มาตื่นจากภวังค์ก็ตรงป้ายผ้าที่โชว์หน้าตาของผู้สมัครนั่นเอง

การเลือกตั้งใหญ่ในวันที่ 5 พฤษภาคมปีนี้ มีความสำคัญต่อวิถีการเมืองและอนาคตของประเทศมาเลเซียมาก เพราะอาจหมายถึงการเปลี่ยนขั้วของพรรคการเมืองจากฝ่ายที่เคยปกครองประเทศมากว่า 50 ปี มาเป็นพรรคฝ่ายค้าน ด้วยเหตุนี้เอง ปริมาณป้ายโฆษณาและธงราวตามจุดต่างๆ ของทั้งสองฝ่ายจึงมีมาก (เกิน) กว่าที่เคยเป็น บางสี่แยกเกือบมองไม่เห็นแถวรถที่ติดรออยู่ทางด้านซ้ายมือเลยทีเดียว

วิวัฒนาการของป้ายโฆษณาและประชาสัมพันธ์ต่างๆ สะท้อนให้เห็นความรุดหน้าของเทคโนโลยีได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงสิบปีที่ผ่านมานี้ เล่นเอาผู้เขียนทำความเข้าใจเกือบไม่ทัน จำได้ว่าสมัยเรียนมหาวิทยาลัย เวลามีงานที่ต้องประชาสัมพันธ์ ป้ายผ้าดิบผืนใหญ่และคัทเอาท์ไม้อัดที่ผ่านงานอื่นมาแล้วก็จะถูกนำมาวางตรงหน้า เพื่อให้ศิลปินและศิลเปรอะทั้งหลายได้เพ่งพินิจว่าจะดัดแปลงอย่างไรได้บ้าง ถ้าเป็นคัทเอาท์ไม้อัดก็ง่ายหน่อย ทาสีทับรองพื้นแล้วก็ป้ายๆ วาดๆ เขียนๆ ได้เลย  ส่วนป้ายผ้านี่ยากนิดนึง เพราะมองเห็นเงาภาพเดิมได้ง่าย และสภาพก็ดูโทรมเร็ว จึงมักถูกใช้แค่ครั้งเดียวอยู่บ่อยๆ สิบปีมานี้ มีการผลิตป้ายพลาสติกไวนิลออกมาใช้ควบคู่กับความสามารถของเครื่องคอมพิวเตอร์และผู้ใช้งาน รูปแบบและภาพที่ปรากฏบนป้ายไวนิลที่ดูไฮคลาสจึงเขี่ยป้ายผ้าตกขอบรั้วไปอย่างง่ายดาย

ย้อนกลับมาที่ธงราวกับธงขนาดมือถือที่ปลิวระบัดอยู่ตามสี่แยกและท้องถนนในช่วงกระหน่ำการเลือกตั้งที่มาเลเซีย ลองไปสืบราคามาแล้วก็พอจะเข้าใจสภาพคล่องในช่วงก่อนการเลือกตั้ง เพราะธงเล็กๆ และธงใหญ่แบบมีสกรีนตราประจำพรรคนั่นผืนละประมาณ 8-30 บาท หัวมุมหนึ่งๆ มีไม่น้อยกว่า 200-300 แผ่น อย่างน้อยๆ ก็จุดละ 2,000 – 5,000 พันบาท ตรอกเล็กซอกน้อยทั่วประเทศ ทั่วเมืองเต็มไปหมด ดูเหมือนว่าเดิมพันในการรักษาเก้าอี้ยิ่งสูงเท่าไหร่ จำนวนธงที่แกว่งไกวก็ดูจะมากขึ้นเท่านั้น

งานพิมพ์ด่วนและจำนวนพิมพ์งานมหาศาลแบบนี้ โรงพิมพ์ทั้งหลายคงหนีไม่พ้นที่จะใช้หมึกพิมพ์ที่ระเหยอย่างรวดร็ว งานพิมพ์แห้งไว ทันใจ อย่างหมึกพิมพ์ฐานน้ำมัน (Solvent-based Ink) ซึ่งเป็นหมึกพิมพ์ที่ถือว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด อันเนื่องมาจากมีสารอินทรีย์ระเหยง่าย (Volatile Organic Compound หรือที่เรียกทับศัพท์ว่า VOC) ถูกปล่อยออกมาระหว่างกระบวนการพิมพ์และการระเหยแห้งเป็นจำนวนมาก และสารอินทรีย์ระเหยง่ายเหล่านี้ยังเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ ผิวหนัง และสร้างความระคายเคืองต่อดวงตาของคนงานที่พิมพ์เหล่านั้นด้วย

ถ้าเกิดผู้สมัครและพรรคการเมืองใดฉุกใจคิดกระบวนการนี้ได้ แล้วเปลี่ยนมาใช้หมึกพิมพ์ที่เรียกตัวเองว่าเป็น Eco Solvent Ink นั้น ก็หาใช่ว่าจะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจริง เพราะยังคงใช้สารละลายที่กลั่นมาจากน้ำมันจากแร่ธาตุ อันไม่ได้มาจากกระบวนการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมนัก และไม่ใช่น้ำมันที่ได้จากแหล่งพลังงานทดแทน ดังนั้น ถ้าตั้งใจเลือกกันอย่างจริงจัง ก็ควรจะใช้หมึกพิมพ์ฐานน้ำหรือน้ำมันพืช ที่อาจจะต้องรอนานหน่อยกว่าหมึกพิมพ์จะแห้ง ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่ตัวเลือกในงานพิมพ์ด่วนแบบนี้

ไม่น่าแปลกใจนัก ที่ประเด็นของผู้สมัครแต่ละพรรคหยิบยกมาใช้ในการปราศรัยเพื่อขอคะแนนเสียงจากประชาชนจะไม่พ้นเรื่องความเป็นอยู่ที่ดี การศึกษาฟรีจนถึงมหาวิทยาลัย (ตอนนี้ฟรีจนถึง ม.6) เรื่อยไปจนถึงความปลอดภัยทางทรัพย์สินและชีวิต ซึ่งเป็นประเด็นที่คนเมืองเดือดร้อนมาก เพราะสถิติอาชญากรรมสูงขึ้นในทุกรูปแบบอย่างน่าตกใจ ทั้งจี้ ปล้น ย่องเบา ฆ่าเพื่อชิงทรัพย์ และลักพาตัว ซึ่งผู้เขียนคิดว่านักการเมืองน่าจะลุกขึ้นมาจัดการปัญหานี้ให้ทุเลาลง แล้วใช้ผลงานเพื่อการหาเสียง เพราะจำนวนของเหตุการณ์ที่สาหัสสากรรจ์แบบนี้ ไม่ชวนให้อยากเชื่อเท่าไหร่ว่า ไม่ว่าใครจะชนะก็ตาม หลังการเลือกตั้งผ่านไปแล้ว ประชาชนจะได้ความปลอดภัยกลับคืนมาอย่างผาสุก

ส่วนประเด็นที่กลายเป็นฉากประกอบเล็กๆ ของการเลือกตั้งเพื่อเอาใจคนที่มีพื้นฐานรักธรรมชาติก็มีอยู่น้อยนิด เช่น มีผู้สมัครจากพรรครัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านอย่างละ 1 ท่าน มาลงนามปฏิญญาว่าจะผลักดันเขาเคียรา (Bukit Kiara) ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของกรุงกัวลาลัมเปอร์ในส่วนพื้นที่ติดต่อกับเมืองเปตาลิงจายาของรัฐสลังงอร์ ให้ได้รับการคุ้มครองเป็นป่าสงวนถาวร โดยปกติพื้นที่ป่าของเขาลูกนี้จะมีคนจำนวนมากที่ใช้เส้นทางเดินในป่ากลางเมืองแห่งนี้เป็นที่ออกกำลังกายและเป็นพื้นที่กิจกรรมกลางแจ้งต่างๆ เช่น ขี่จักรยาน วิ่งไปดื่มไปแบบ hash house เป็นต้น แต่ขณะนี้เขาเคียรากำลังอยู่ในแผนพัฒนาพื้นที่ให้เป็นที่อยู่อาศัยระดับไฮคลาส ทำเอาองค์กรเอ็นจีโอและคนหัวใจสีเขียวทั้งหลายออกมาปลุกความตระหนักเกี่ยวกับความสำคัญของเขาเคียรา ซึ่งก็ได้ผลเหมือนกัน เพราะทำให้นักการเมืองในพื้นที่หันมาใส่ใจที่จะนำมาเป็นส่วนหนึ่งของการหาเสียง

ผลการเลือกตั้งจะออกมาเป็นอย่างไรคงน่าสนใจพอๆ กับว่าผู้ที่ถูกเลือกจะรักษาสัญญาในถ้อยคำปราศรัยนั้นอย่างไรบ้าง หวังว่าคนมาเลเซียจะให้เสียงกับธรรมชาติผ่านนักการเมืองถูกตัว

หมายเหตุ : การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 5 พ.ค. ผลปรากฏว่า พรรคบีเอ็นชนะการเลือกตั้ง ได้เก้าอี้ในสภา 133 ที่นั่ง จากทั้งหมด 222 ขณะที่กลุ่มปากาตัน รักยัท (พีอาร์) แนวร่วมฝ่ายค้านได้ไป 89 ที่นั่ง โดยนายนาจิบ ราซัก จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาเลเซียสมัยที่ 2 ปกครองประเทศต่อไปอีก 5 ปี

ที่มาภาพ
http://media.sbs.com.au
www.stephensandgeorge.co.uk
www.abc.net.au
borneobulletin.com.bn