รังเธอ บ้านฉัน ลูกของเรา

ก้อนทอง ลุร์ดซามี

รังเธอ บ้านฉัน ลูกของเรา

ก้อนทอง ลุร์ดซามี

หลังจากที่ใช้เวลาสำรวจทำเลเหมาะในการสร้างรังมานานพอสมควร นกกินปลีคู่สวีทก็ตกลงปลงใจที่จะอยู่ร่วมชายคากับครอบครัวของผู้เขียน โดยเลือกจับจองใต้กันสาดหน้าบ้าน ใช้โมบายรูปพระอาทิตย์ตามชื่อตัว(ที่คนตั้งให้ เป็นภาษาอังกฤษว่า Sunbird) เป็นฐานในการสร้างรัง

เช้าวันอาทิตย์ 11 พ.ค.
นกกินปลีคู่ผัวตัวเมียบินแวะเวียนมาที่พระอาทิตย์โลหะบ่อยกว่าปกติที่เคย เห็น หลังจากทำงานในครัวเสร็จ ผู้เขียนนั่งพับผ้าพร้อมดูทีวีกับลูกชายคนเล็กไปพลาง ลูกชายคนเล็กสะกิดให้ดูว่าในปากนกมีอะไรติดอยู่ไม่รู้ หันไปดูอีกที ที่โมบายเริ่มมีอะไรขยุกขยุยติดอยู่ ไม่ใช่กิ่งไม้อย่างเวลาเราเห็นในหนังสือภาพวาดที่สอนเด็กๆ ว่านี่คือรังนก ผู้เขียนเองก็ไม่เคยเห็นมาก่อนว่ารังของนกกินปลีมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร เอาล่ะ เฝ้าดูต่อไป...

ระหว่างนั้น ก็โทรศัพท์บอกคุณพ่อบ้านผู้อยู่ต่างจังหวัด ว่าเรากำลังจะมีสมาชิกใหม่เพิ่ม เล่นเอาเสียงทางปลายสายอึ้งไป กว่าจะถึงบางอ้อว่าหมายถึงนก หัวใจคงหล่นไปที่ตาตุ่มหลายรอบ พอสติกลับคืนมาก็เหมาตำแหน่งปู่ย่าเข้าไปเต็มๆ ต่างก็แสดงความเป็นห่วงว่าตรงนั้นจะเป็นทำเลเหมาะกับรังนกหรือไม่ ลมฝนจะสาดเข้ามาไหม แล้วแมวจรจัดจะลอบเข้ามากระโดดตะปปถึงหรือไม่ โอ้ว...กังวลไปสาระพัด

หนึ่งสัปดาห์ถัดมา
ความกังวลผ่อนคลายลง มีความตื่นเต้นที่ได้เห็นรังนกแสนสวยเข้ามาแทน รายละเอียดและผลของการทำงานหนักทำให้รังเกือบเสร็จสิ้น อุปกรณ์ก่อสร้างประกอบไปด้วยใบไผ่ ใยมะพร้าว และไม้กวาด (สามอย่างนี้น่าจะมาจากบริเวณบ้านของผู้เขียนเอง) ดอกเฟื่องฟ้าแห้ง ใบไม้แห้งเล็กๆ ลูกไม้คล้ายๆ ลูกตะขบ ขนอ่อนที่ดึงจากอกขณะสร้าง รวมๆ กับน้ำลายของนกเอง ถักทอขึ้นมาเป็นรังสวยงามแถมมีตุ้งติ้งห้อยยาวด้านล่างราวกับชายผ้าม่าน งานชิ้นสุดท้ายที่เห็นทำคือการถักทอ “กันสาด” ตรงด้านบนของโพรงรัง สมาชิกในบ้านคิดว่ากระบวนการสร้างรังของนกช่างเป็นเรื่องมหัศจรรย์จริงๆ ทุกเย็นจะผลัดกันรายงานว่าใครพบเห็นอะไร เด็กๆ สองคนในบ้านให้ความร่วมมือในการลดการใช้เสียง โดยเฉพาะเวลาอยู่หน้าบ้าน เรียนรู้ที่จะเกรงใจและให้พื้นที่แก่เพื่อนร่วมชายคา

ความสงสัยเกี่ยวกับชนิดของนก ทำให้ต้องเข้าห้องสมุดกู(เกิ้ล) เพราะทั้งสองตัวสีสันเหมือนกัน ไม่เหมือนปกติที่ตัวผู้จะมีสีฉูดฉาดและริ้วลายเห็นง่าย แต่คราวนี้ มาหัวเหลืองด้วยกันทั้งคู่ แยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร ถ้าจะให้เหมา ก็จะบอกว่าเป็นนกกินปลีอกเหลือง เพราะเคยเห็นแวะเวียนมากินน้ำหวานแถวบ้านเป็นประจำ นอกจากนี้ยังพบข้อมูลที่บอกว่า เป็นเรื่องปกติที่นกกินปลีจะชอบทำรังใกล้ๆ กับบ้านคน เพราะคล้ายกับจะรู้ว่า สัตว์ผู้ล่าชนิดอื่นๆ จะไม่เข้ามากล้ำกราย ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง มาถูกบ้านแล้วล่ะ

สัปดาห์ที่สอง – อยู่ไหน
ฝนฟ้าแปรปรวนในช่วง 2-3 วันแรกของสัปดาห์ ไม่มีใครเห็นพ่อแม่นกแวะเวียนมาเลย ผู้ที่สวมบทบาทเป็นปู่เดือดร้อนมาก ถึงขนาดนั่งซุ่มเฝ้ารังในเช้าวันที่ไม่มีงาน พอเห็นนกแวะกลับมาตอนสายๆ รีบโทรศัพท์แจ้งข่าว เสียงตื่นเต้นเหมือนตอนเห็นหน้าลูกคนแรก ไม่แน่ใจว่ามีการวางไข่หรือยัง เพราะแม่นกยังผลุบเข้าผลุบออกไปจนสิ้นสัปดาห์ คาดว่าคงวางไข่ช่วงใดช่วงหนึ่งราวๆ ปลายสัปดาห์

สับดาห์ที่สาม – จับเจ่า
ปิดเทอมระหว่างภาคเรียน จึงมีการส่งเด็กๆ ไปพักกับแม่ทูนหัวที่สิงคโปร์เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ บ้านเลยเงียบเป็นพิเศษ ที่รังนกเองก็ไม่ค่อยมีกิจกรรมรอบๆ มากนัก แม่นกนั่งกกไข่อยู่ในรัง นานๆ ที ก็บินออกมาผึ่งแดด ไซร้ขน หาอะไรกินก่อนกลับเข้าไปนั่งจุมปุ๊กเหมือนเดิม รอจนกว่าลูกนกจะฟักออกมา ส่วนผู้เขียนเองก็มีกิจกรรมคล้ายๆ กัน เช้าออกไปทำงาน เย็นกลับบ้านมานั่งจุมปุ๊ก รอให้ถึงปลายสัปดาห์เวลาลูกๆ กลับเข้ารัง... เอ๊ย บ้าน

สามสัปดาห์ที่ผ่านมา ติดตามเฝ้าดูนกแล้วก็ให้เป็นกังวล เพราะย่านที่อยู่นี้ หากใครประกาศขายบ้าน จะมีคนมาซื้ออย่างรวดเร็ว ที่ตามมาคือการต่อเติมและปูกระเบื้องที่หน้าบ้านแทนสนามหญ้าที่มีอยู่ ต้นไม้ ดอกไม้ที่เคยมีก็เริ่มหายไป อีกหน่อยลูกนกของพ่อแม่คู่นี้ จะไปเก็บใบไม้ดอกไม้จากที่ไหนมาเป็นวัสดุก่อสร้าง

หรือก็คงไม่ต่างไปจากชีวิตของคนในบ้าน กว่าเด็กๆ จะโต พื้นที่สวนสาธารณะหรือป่ากลางเมืองที่มีอยู่ก็จะถูกเปลี่ยนไปเป็นโครงการก่อ สร้างแบบโซโห (SOHO = Small Office, Home Office) ที่โฆษณาอย่างดีว่าอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติพร้อมด้วยภาพต้นไม้แบบไม่มีดอกปลูก อยู่รายรอบอาคาร พร้อมกับผลักราคาที่อยู่อาศัยให้สูงทะลุเพดาน… ความเป็นจริง... ป่านนั้น ไม่รู้ว่าลูกนกหรือลูกคนจะหาที่อยู่ได้ก่อนกัน ยังไงก็อย่าลืมมาเยี่ยมปู่กับย่านะลูก
 

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

18 ส.ค. 2557
 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม