เมืองในหมอก

ก้อนทอง ลุร์ดซามี

เมืองในหมอก

ก้อนทอง ลุร์ดซามี

ข่าวดังที่สุดแห่งเดือนมิถุนายนในมาเลเซีย เห็นจะไม่พ้นเรื่องของหมอกควันที่เรียกแทนด้วยคำว่า Haze ซึ่งส่งผลกระทบแก่สิงคโปร์และมาเลเซียอย่างจัง (ไม่ใช่ Smog อันหมายถึงควันไฟผสมกับกับซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่มีจากการเผาไหม้ถ่านหิน หรือควันจากรถและโรงงานที่เกิดจากการทำปฏิกิริยากับแสงแดด)

ไฟที่ลุกไหม้ในพื้นที่เพาะปลูกทางตอนกลางของเกาะสุมาตรา อันมีทั้งพื้นที่ป่าสงวน ป่าที่อนุญาตให้มีการเพาะปลูกพืชผล ป่าสัมปทานทำไม้ และป่าสัมปทานปลูกปาล์มน้ำมัน เป็นต้นเหตุของการเกิดหมอกควัน เมื่อลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดพาเอาควันไฟจากสุมาตราลอยมาทางทิศตะวันออก ปะทะเข้ากับปลายแหลมมลายูแบบเต็มๆ ประเทศสิงคโปร์และมาเลเซียจึงได้รับควันอย่างจัง จนทำให้ดัชนีคุณภาพอากาศในหลายพื้นที่ มีค่าเกินที่กำหนดไว้ว่าเป็นอันตราย ผู้คนต้องหลบอยู่ในบ้าน โรงเรียนปิดไปหลายวัน

บริเวณเมืองที่ผู้เขียนอยู่คือเปตาลิงจายาในรัฐสลังงอร์ โดนรมควันอย่างจังๆ อยู่ 4-5 วัน โชคดีที่สองวันแรกเป็นวันเสาร์-อาทิตย์ พอวันจันทร์เด็กๆ ได้หยุดเรียนหนึ่งวันตามประกาศของกระทรวงศึกษาฯ ตามข้อกำหนดที่ว่าโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ที่มีค่าดัชนีคุณภาพอากาศ (API = Air Pollution Index) สูงเกิน 300 ppm ซึ่งจัดว่าเป็นอันตราย (Hazardous) ต้องหยุดทำการ แต่ค่าดัชนีคุณภาพอากาศในตอนเย็นวันจันทร์พุ่งสูงขึ้นไปถึง 213 ppm ทำให้ผู้เขียนต้องใช้ประกาศ (ศิต) ฉบับแม่ที่ไม่อยากเสี่ยงส่งลูกออกไปหายใจเอาควันไฟและเศษเถ้าถ่านเข้าปอด ให้หยุดเรียนในวันอังคาร ซึ่งก็ดูเหมือนว่าผู้ปกครองส่วนมากจะใช้ประกาศ (ศิต) ฉบับเดียวกัน นักเรียนแต่ละห้องเรียนจึงเหลือแค่ 4-5 คนเท่านั้น

ข่าวที่ออกมาตอนแรก พุ่งชี้ไปว่าเป็นไฟที่มาจากการเผาพื้นที่เพื่อปลูกปาล์มน้ำมันระลอกใหม่ โดยระบุว่าเจ้าของสวนปาล์มบนพื้นที่บนเกาะสุมาตราหลายสวนมาจากบริษัทในประเทศมาเลเซีย มีการสืบค้นหาต้นเหตุที่แท้จริง ด้วยว่าหลายบริษัทเป็นสมาชิกของ RSPO (Roundtable on Sustainable Palm Oil) ซึ่งตามมาตรฐานการผลิต ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ห้ามไม่ให้บริษัทที่เป็นสมาชิกและได้รับประกาศนียบัตรรับรองมาตรฐานทำการเผาป่าเพื่อเปิดพื้นที่ อันเป็นไปตาม “ความตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน” (ASEAN Agreement on Transboundary Haze Pollution)

กว่าจะมีการนำเอาข้อเท็จจริงมาเปิดเผย ก็เล่นเอาบริษัทปาล์มน้ำมันที่มีพื้นที่เพาะปลูกในเขตที่ไฟลุกลามออกมานั่งยันยืนยันรับรองว่า พนักงานของบริษัททุกระดับขั้นมีความเข้าใจเกี่ยวกับข้อห้ามในการเผาป่านั้นและปฏิบัติอย่างเคร่งครัดไม่ว่าจะเป็นสวนปาล์มในมาเลเซียเองหรือที่อยู่นอกประเทศ นอกจากนี้ เดือนมีนาคม-มิถุนายน ยังไม่ใช่ช่วงของการเตรียมเพาะปลูกใหม่ เพราะเป็นหน้าแล้ง... อ้าว.. งั้นจะจับมือใครมาดมได้ล่ะที่นี้

ในที่สุด ทางการของฝั่งอินโดนีเซีย ก็ได้ออกมาอธิบายพร้อมภาพถ่ายทางอากาศชี้ให้เห็นว่า สาเหตุของไฟป่านั้น ไม่ได้มาจากพื้นที่ป่าไม้ธรรมดาหรือสวนปาล์ม หากแต่เป็นไฟที่ไหม้จากชั้นใต้ดินของป่าพรุ ซึ่งมีกระจายอยู่ทั่วไปในจังหวัด Riau เพราะในช่วงหน้าแล้ง ระดับน้ำที่ขังอยู่ในชั้นใต้ดินของป่าพรุลดแห้งหายไป ดินพรุซึ่งเป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์จากซากพืชและอินทรียวัตถุที่ย่อยสลายอย่างช้าๆ เนื่องจากอยู่ในน้ำตลอดเวลา จึงลุกติดไฟได้ง่ายเมื่ออากาศร้อนมากๆ

ไฟที่ไหม้ป่าพรุ เป็นไฟกึ่งผิวดินกึ่งใต้ดิน ส่วนหนึ่งจะไหม้ในแนวระนาบไปตามผิวพื้นป่า ในขณะที่อีกส่วนหนึ่งจะไหม้ในแนวดิ่งลึกลงไปในชั้นดินพรุจนกระทั่งถึงบริเวณที่มีออกซิเจนน้อยและใกล้กับบริเวณที่จมอยู่ในน้ำ และการดับไฟที่ไหม้ป่าพรุทำได้ยากกว่าไฟไหม้ป่าผิวดิน เพราะหาขอบเขตของไฟใต้ดินได้ยาก ด้วยเหตุนี้ ควันจากเกาะสุมาตราจึงโถมกระหน่ำนานกว่าหนึ่งสัปดาห์ เล่นเอาทั้งคนและสัตว์โดนรมควันกันอย่างถ้วนทั่ว

เกือบสองเดือนเต็มที่ผ่านมา ผู้เขียนติดตามดูครอบครัวนกกินปลีที่มาทำรังที่ชานหน้าบ้านอย่างใจจดใจจ่อ รอจนได้เห็นลูกนกฟักออกมาเป็นตัวแดงๆ ที่ร้องบ้านเกือบแตกเวลาที่พ่อนกแม่นกเอาอาหารมาป้อน จนกระทั่งหนูน้อยสองตัวโตวันโตคืน ขนสีเหลืองๆ เทาๆ ปกคลุมตามตัว ตอนบ่ายๆ เย็นๆ ชอบนั่งยื่นหน้าออกมารับลมระหว่างรออาหาร และท้ายที่สุดก็ถึงวันออกบิน

ในวันที่ครบ 6 สัปดาห์อันนับตั้งแต่พ่อกับแม่ย้ายเข้ามาสร้างรัง ลูกนกตัวแรกขยับปีกบินออกจากรังในวันที่หมอกควันกระหน่ำทางสิงคโปร์อยู่ ส่วนลูกนกตัวที่สอง บินออกจากรังในวันถัดมาอันเป็นวันเดียวกับที่ผู้เขียนตื่นเช้ามาแล้วต้องรีบวิ่งลงไปในครัว นึกว่ามีอะไรไหม้อยู่ ควันจากสุมาตรามาเยือนถึงในบ้านแล้ว ไม่กล้าหายใจลึกๆ กลัวว่าละอองเถ้าจะหลุดเข้าไปในปอด เป็นห่วงเด็กสองคนในบ้านพอๆ กับที่เป็นห่วงนกสองตัวหน้าบ้าน

ตลอดสี่ห้าวันที่มาเลเซียกลายเป็นเมืองในหมอก ลูกนกสองตัวเลือกต้นไผ่หน้าบ้านเป็นที่จับเจ่า ตอนกลางวันก็ฝึกบินระยะสั้นๆ จากต่ำไปสูง จากสูงลงต่ำ ไม่เอิกเกริก พ่อและแม่ยังคงป้อนอาหารให้ เพราะปากยังเล็กสั้น ไม่ยาวเรียวแบบตัวเต็มวัย พอตกเย็น ก็เลือกกิ่งไผ่ไม่สูงนักเป็นที่นอน อบอุ่นด้วยแม่มาเป็นหลักให้อิงแอบ พอๆ กับอากาศร้อนอ้าวเพราะควันไฟปกคลุมทั่ว ผู้เขียนตักน้ำใส่กระป๋องวางไว้บนชิงช้าใต้ต้นไผ่ หวังว่าไอน้ำที่ระเหยขึ้นไปจะช่วยลดความร้อนได้บ้าง

แล้วก็ถึงวันจากลา... วันศุกร์สุดท้ายของเดือน นกสี่ตัวพ่อแม่ลูกบินโฉบไปมาแถวๆ รังอยู่หลายรอบ พร้อมกับบินเฉียดศีรษะผู้เขียนขณะเก็บผ้าเข้าบ้าน ตกเย็นวันนั้น ก็ไม่เห็นใครกลับเข้ามานอนที่ต้นไผ่อีกเลย.. ราวกับว่าได้บอกลารังเก่าและเจ้าบ้านเรียบร้อยแล้ว

เอาล่ะ ควันไฟไปแล้ว นกกินปลีย้ายออกไปแล้ว ถ้าจะใครกลับมาอีก ก็ขอเป็นนกกินปลีอย่างเดียวนะ ควันไฟไม่ต้องมาอีก..

 

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

18 ส.ค. 2557
 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม