เมื่อเราใช้เกินโควต้าโลก

ก้อนทอง ลุร์ดซามี

เมื่อเราใช้เกินโควต้าโลก

ก้อนทอง ลุร์ดซามี

แม้จะไม่ค่อยมีใครพูดถึงนัก แต่วันที่ 20 สิงหาคม ที่เพิ่งผ่านมานี้ก็เป็นวันสำคัญวันหนึ่งทางสิ่งแวดล้อม คือเป็นวัน Earth Overshoot Day ของปี 2013 ซึ่งเป็นวันที่แจ้งให้ชาวโลกรู้ว่า ในปีนี้เราได้ใช้ทรัพยากรและบริการจากระบบนิเวศจนถึงระดับที่เกินความสามารถที่โลกจะจัดหาและสร้างให้ได้ นั่นหมายความว่าตั้งแต่เดือนกันยายนนี้ไปจนถึงสิ้นปี เรากำลังทำให้โลกเป็นหนี้และสร้างภาระเพิ่มขึ้น เพราะของเสีย น้ำเสีย ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และอื่นๆ ที่ปล่อยออกมาจากระบบของมนุษย์นั้น ได้เกินกำลังและความสามารถที่โลกจะจัดการได้เองไปแล้ว ซึ่ง Andrew Simms นักคิดและนักเขียนชาวอังกฤษเป็นคนแรกที่หยิบประเด็นนี้ขึ้นมาเขียนในหนังสือชื่อ Ecological Debt ที่พูดถึงความเกี่ยวเนื่องระหว่างการพัฒนา การใช้ทรัพยากร ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง และวิถีชีวิตของคนปัจจุบัน อันเป็นตัวเหตุที่ทำให้ “มีวัน (เกินโควต้าโลก) นี้...

การคำนวณว่าวัน Earth Overshoot Day ในแต่ละปีจะเป็นวันใดนั้น คำนวณจากสัดส่วนความสามารถของโลกที่จะเอื้อทรัพยากรทางธรรมชาติให้แก่มนุษย์และดูดซับของเสียอย่างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Biocapacity) กับความต้องการใช้ทรัพยากรของมนุษย์ (World Ecological Footprint) ในปีนั้นๆ แล้วนำมาหาจำนวนวันที่โลกจะพอประคับประคองเราไปได้ ดังสมการ

Earth Overshoot Day  =  (World Biocapacity / World Ecological Footprint) x 365

สิ่งที่น่าตกใจคือ ด้วยอัตราการใช้ทรัพยากรแบบคนมือเติบของพวกเรานี้ ทำให้วันเกินโควต้าโลกในแต่ละปีนั้น กระเถิบร่นเข้ามาเรื่อยๆ เมื่อปี 1993 ประชากร ณ ขณะนั้นใช้ทรัพยากรหมดโควต้าในวันที่ 21 ตุลาคม พอมาถึงปี 2003 กระเถิบขึ้นมาเป็น 22 กันยายน

พอมาถึงปีนี้ ไม่ถึงแปดเดือนดี เราต่างก็รีบใช้รีบผลาญจนโควต้าหมดแต่หัววัน ซึ่งหากทำความเข้าใจเกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลกระทบโควต้าที่ว่านี้แล้ว บางที...ยังพอมีความหวังที่จะเปลี่ยนแปลงในอนาคตอยู่บ้าง ซึ่งปัจจัยทั้ง 4 คือ

1) การบริโภคทรัพยากร ผู้เขียนเองเคยเป็นส่วนหนึ่งของตัวเร่งปัจจัยนี้ เพราะความคิดแบบคุณแม่บ้านสมองไวที่ต้องการประหยัดเงิน ซื้อมาก ราคาต่อชิ้นยิ่งถูกมาก ทำให้มีการตุนข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้าน ซื้อ 1 แถม 1 เป็นหลุมพรางที่ผู้เขียนติดกับเป็นประจำ ทั้งๆ ที่ต้องการใช้แค่เพียงชิ้นเดียว ของเหล่านี้ได้แก่ครีมบำรุงผิว วิตามินเสริม ที่กว่าจะใช้ชิ้นแรกหมด ชิ้นที่สองก็ใกล้วันหมดอายุ หรือไม่ก็เลยข้ามปีไปอีก เป็นอันว่าผลาญโควต้าทรัพยากรของปีนี้ไปแล้ว ไม่ได้ช่วยให้สวยตามโควตาปีนี้เท่าไหร่นัก

2) ประสิทธิภาพของสิ่งของที่ถูกสร้างขึ้น หลายต่อหลายครั้ง เราเลือกที่จะซื้อของถูกกว่า คุณภาพด้อยกว่า เพราะต้องการประหยัดเงิน แต่หารู้ไม่ว่าทำให้ต้องซื้อบ่อยกว่าเพราะประสิทธิภาพของสินค้าไม่ดีเท่าของแท้ แบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของสินค้าที่วางกับดักไว้ในข่ายนี้ หากผู้ผลิตลงทุนใช้ชิ้นส่วนภายในแบตเตอรี่ที่มีคุณภาพดีและได้มาตรฐาน เราก็ไม่ต้องเสียทรัพยากรและพลังงานที่ใช้ในการผลิตกบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่หุ้มแบตตเตอรี่ของปลอมเหล่านั้นจำนวนหลายชิ้น

3) จำนวนประชากร คนยิ่งมาก ความต้องการยิ่งมากเป็นเรื่องปกติ ประเทศไทยเองเสียสมดุลในปี 1986 (พ.ศ. 2529) เมื่อกำลังของธรรมชาติไม่อาจรับมือกับการพัฒนาแบบเฉียบพลัน ทั้งที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น ประชากรมากขึ้น กินและใช้มากขึ้น ของเสียก็มากขึ้นตามไปด้วย แต่ป่าไม้และระบบนิเวศที่ช่วยรักษาโลกกลับลดลง

4) ความสามารถในการสร้างของธรรมชาติ เท่าที่ผ่านมา มนุษย์ทำตัวเป็นผู้รับประโยชน์จากการสร้างสิ่งต่างๆ ตามธรรมชาติของโลกที่ไม่น่ารักซักเท่าไหร่ ลองนึกถึงว่ามีโรงครัวผลิตอาหารให้เราวันละสามมื้อ กินเสร็จแล้ว เราก็ส่งจานสกปรกและเศษอาหารกลับไปยังโรงครัวโดยไม่สนใจที่จะช่วยเหลือ หรือทำความสะอาด หนำซ้ำยังตั้งหน้าตั้งตาลดขนาดโรงครัวลงไปเรื่อยๆ เพื่อเอาพื้นที่ไปทำห้องน้ำ ห้องนั่งเล่น โรงรถ โดยที่ยังคาดหวังว่าจะให้โรงครัวผลิตอาหารชั้นดีครบสามมื้อเหมือนเดิม เหมือนกับที่ธรรมชาติบนโลกถูกเบียดเบียนพื้นที่และรับผลกระทบจากการกระทำของมนุษย์ จนศักยภาพในการทำหน้าที่ลดลง

เปิดเดือนกันยายนขึ้นมา น้ำมันขึ้นราคา ทางด่วนขึ้นราคา บางที... อาจเป็นช่วงดีที่จะได้พลิก “วิกฤตโลก” ให้เป็นโอกาสที่จะลดการบริโภคอย่างฟุ่มเฟือย และทำให้คิดก่อนซื้อก่อนใช้มากขึ้น บางที... อาจส่งผลให้ชะลอวันเกินโควต้าโลกในปีหน้ากระเถิบไกลออกไปอีกนิดนึง

ที่มาภาพ : http://storymaps.esri.com//globalfootprint/

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

18 ส.ค. 2557
 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม