ชีวิตแบบเดือนละครั้ง

ก้อนทอง ลุร์ดซามี

ชีวิตแบบเดือนละครั้ง

ก้อนทอง ลุร์ดซามี

.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.

เงินมาเดือนละครั้ง -- เคยมีเพื่อนถามว่าทำไมถึงชอบทำงานแบบกินเงินเดือน ไม่ออกมาทำกิจการเองจะได้มีเงินมากขึ้น เพราะคนเราต้องใช้จ่ายเงินทุกวัน ทำไมถึงคิดแค่อยากจะรับเงินเข้ากระเป๋าแค่เดือนละครั้ง คำถามแบบนี้ ชวนเอาแฟนเก่าอิ๊กคิวซังอย่างผู้เขียนต้องกุมหมองไปนานเลย หาคำตอบไม่ถูก รู้สึกว่าทำงานรับเงินเดือนละครั้งก็สบายดี ตราบใดที่ชักหน้าถึงหลัง ! และเพราะไม่ใช่แม่ค้าด้วยนิสัย แม้ว่าหลายช่วงชีวิตจะไม่พ้นการเป็น (ลูก) แม่ค้า

ผู้เขียนคิดว่า มนุษย์เงินเดือนต้องมีความสามารถที่จะแบ่งปันเงินที่ได้รับมาเดือนละครั้งนั้น ให้เพียงพอต่อรายจ่ายที่จำเป็น เช่นค่าบ้าน ค่าเทอมลูก ค่าอาหาร ค่าเดินทาง เป็นต้น ในขณะที่รายจ่ายแบบจำเป็นต้องจ่าย เช่น ค่าใช้จ่ายงานตามวาระสังคม ค่าเรียนพิเศษ ค่ากิจกรรม และค่าใช้จ่ายตามแรงกระตุกจากสังคม เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า หรือเครื่องมือสื่อสารรุ่นใหม่ๆ ตามแฟชั่น ก็ดูจะกระตุกให้เงินไหลออกไปจากถุงเงินเดือนละครั้งอย่างไม่รู้ตัวเช่นกัน

แรงกระตุกเดือนละครั้ง -- ช่วงใกล้สิ้นเดือน ผู้เขียนมักจะได้รับข้อความ SMS จากแผนกส่งเสริมการขายจากที่ต่างๆ วันละ 2-3 ข้อความ มีตั้งแต่เชิญชวนให้ซื้อหมึกพิมพ์ ซื้อเสื้อผ้าที่ห้างสรรพสินค้าที่เป็นสมาชิก หากซื้อครบ 1,000 บาท รับไปเลย บัตรแทนเงินสด 100 บาท อ่านข้อความแล้วต้องตีความใหม่ เพราะนั่นก็เท่ากับเป็นการลดราคา 10% ซึ่งไม่มากนักสำหรับคุณแม่บ้านสมองไวงบจำกัดแบบผู้เขียน เพราะถ้ารอถึงเวลาที่ห้างฯ ลดราคาสินค้าเพื่อเปลี่ยนฤดูกาลนั้น ส่วนมากจะลดถึง 15-50% และใช่ว่าเด็กๆ ที่บ้านจะโตเร็วขนาดต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าทุกเดือนเสียเมื่อไหร่ เพราะฉะนั้นรอให้จำเป็นจริงๆ แล้วค่อยไปซื้อ

การตลาดแบบข้อความทางโทรศัพท์นี้ถือเป็นแรงกระตุกแบบควบคุมยากแต่คล้อยตามได้ง่าย เพราะเข้ามาถึงมือของผู้มีกำลังซื้อบ่อยและถี่ แถมยังเป็นข้ออ้างที่ดีของคนกรุงเทพเพื่อหนีรถติด

ใส่ใจชีวิตเดือนละครั้ง -- เคยสังเกตไหม เวลาไปเดินตามห้างสรรพสินค้า หากกำเงินไปหนึ่งพัน ก็จะหมดหนึ่งพัน โดยที่แทบจะไม่ได้อะไรติดมือกลับบ้าน พร้อมกับความล้าทั้งทางกายและสมอง เสียงที่ก้องไปมาจากกิจกรรมต่างๆ ในห้างฯ โดยเฉพาะประเภทที่มีการประกาศกระหน่ำลดราคา โปรโมชั่นนั่นนี่ พอกลับมาถึงบ้าน รู้สึกเหนื่อยอย่างอธิบายไม่ได้ ท้ายที่สุดก็เหมาไปว่าเดินออกกำลังกายมา  

ถ้าหากลองเปลี่ยนไปเดินตามสวนสาธารณะ และกำเงินหนึ่งพันนั้นไปด้วย ก็อาจจะไม่ได้อะไรติดมือกลับบ้านเช่นกัน แต่เงินไม่หมดเพราะไม่มีอะไรให้ซื้อมากนัก สิ่งที่ได้กลับมาด้วยคือความปลอดโปร่งจากการ เหยียดแข้งขา ฟังเสียงนก เสียงลมพัด เสียงใบไม้ปลิว และหากรู้สึกเหนื่อย ก็เป็นความรู้สึกที่จะหายไปเมื่อได้นั่งพัก ดื่มน้ำ หรืออาบน้ำ... ว่าแต่ว่า...ยังจำความรู้สึกแบบนั้นได้อยู่หรือเปล่า

การใช้ชีวิตในเมืองที่พลุกพล่านอย่างกรุงเทพ ถือว่ามีความท้าทายต่อการเติมพลังจากธรรมชาติมากทีเดียว หากมีโอกาส ลองหาเวลาไปเอนอิงต้นไม้ หรือนัดกับเพื่อนไปเดินเล่นที่สวนลุมพินีหรือสวนรถไฟดูบ้าง หรือเปลี่ยนจากการขับรถไปเมืองนนท์ ไปบางลำพู มาเป็นนั่งเรือด่วนเจ้าพระยา ให้ลมแม่น้ำและน้ำสาดกระเซ็นใส่หน้าดู แล้วจะเข้าใจว่าธรรมชาติช่วยเติมความรู้สึกบางอย่างที่ขาดหายไปได้อย่างไร

เมื่อปลายเดือนที่แล้ว ผู้เขียนได้มีโอกาสข้ามทะเลจีนใต้ไปทำงานอบรมที่เมืองคูชิง ของรัฐซาราวัค ซึ่งตั้งอยู่บนที่ราบลุ่มปากแม่น้ำ มองจากที่พักออกไปก็เห็นแม่น้ำซันตุบง ซึ่งเป็นหนึ่งในสาขาแม่น้ำซาราวัค ระหว่างนั่งเล่นบนดาดฟ้า เห็นเรือพายซึ่งคนที่นี่เรียกว่าเรือมังกรอยู่ 5-6 ลำ กำลังฝึกฝีพายเพื่องานแข่งเรือ เรือหาปลาหลายลำเพิ่งกลับเข้ามาเทียบท่า ลมจากแม่น้ำพากลิ่นสะพานปลาอันคุ้นเคยมา นอกจากจะทำให้ผู้เขียนคิดถึงชีวิตหลายปีที่ป้วนเปี้ยนอยู่กับแม่น้ำเจ้าพระยาแล้ว ก็ยังทำให้รู้สึกผ่อนคลายแม้ว่าจะมีงานอบรมจ่อคิวในวันรุ่งขึ้นก็ตาม

แถมท้าย ปีละครั้ง -- กลางเดือนพฤศจิกายนนี้ หวังว่าจะไม่ลืมที่จะเปลี่ยนวิธีคิดเกี่ยวกับงานลอยกระทง อย่าลืมพกน้ำไปดื่มและแพ็คอาหารไปทานเองขณะนั่งรับลมแม่น้ำ ลอยกระทงที่ทำจากหยวกกล้วยและใบตอง หรือลอยดอกบัวดอกไม้หนึ่งดอกพร้อมๆ กับใส่ความสุขของเราแบ่งไปให้คนมีทุกข์คนอื่นๆ... หากใครบอกว่าไม่มีความสุข ก็ให้ลุกขึ้นมาทำตามที่เพลงว่าไว้ “รำวงวันลอยกระทง บุญจะส่งให้เราสุขใจ” อืม... ใครว่ารำไทยไม่มีประโยชน์นะ

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

18 ส.ค. 2557
 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม