บรรยากาศอึมครึม

ก้อนทอง ลุร์ดซามี

บรรยากาศอึมครึม

ก้อนทอง ลุร์ดซามี

ประโยคนี้กำลังฮอตฮิตรับช่วงเดือนมีนาคม ผู้เขียนไม่ได้หมายถึงบรรยากาศทางการเมืองแต่อย่างใด แต่ที่ “อึมครึม” นี่หมายถึงหมอกควันที่กำลังปกคลุมแหลมมลายูตั้งแต่ตอนใต้ของไทยเรื่อยเลยมาถึงเกาะสุมาตราอยู่ในขณะนี้

ปีนี้ หมอกควันที่มาปกคลุมไม่ได้ลอยมาจากเกาะสุมาตราอย่างเดียวเหมือนปีอื่นๆ แต่ได้รับการผสมโรงมาจากไฟป่าที่กำลังเกิดขึ้นในรัฐปาหังและทางตอนเหนือของรัฐสลังงอร์ ทั้งสองพื้นที่นี้มีป่าพรุเป็นจำนวนมาก หลายแห่งถูกถางป่าจากการสัมปทานป่าไม้ และดึงน้ำออกจากชั้นใต้ดินเพื่อใช้เป็นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน กรณีหนึ่งที่ชี้ให้เห็นผลกรรมตามทันคือ เมื่อปี 2003 รัฐปาหังได้ออกใบอนุญาตให้มีการเคลียร์พื้นที่ป่าพรุราวๆ 10,000 เอเคอร์ หรือ ประมาณ 25,000 ไร่ เพื่อทำสัมปทานป่าไม้ ซึ่งร่องรอยของป่าพรุที่ถูกถางไปนั้น สามารถมองเห็นจากภาพถ่ายดาวเทียมเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าเตียนโล่งจนถึงทุกวันนี้ โดยไม่ต้องรอให้มนุษย์ต่างดาวมาทำ “สัญลักษณ์” เหมือนอย่างที่เกิดขึ้นตามไร่ข้าวโพดในสหรัฐอเมริกา

ตอนรับเงินค่าสัมปทานไปนั้น คาดว่าทางรัฐปาหังจะลืมไปชั่วขณะว่า ป่าพรุเป็นป่าที่มีความเฉพาะตัว นอกจากจะช่วยกักเก็บคาร์บอนได้ในปริมาณมากถึงไร่ละ 2,500 ตันคาร์บอนแล้ว ป่าพรุยังเป็นป่าที่มีแอ่งน้ำขังตลอดปี มีซากกิ่งไม้ใบไม้ที่ทับถมอยู่ในน้ำกลายเป็นชั้นอินทรียวัตถุ เป็นฐานให้ต้นไม้ในป่าพรุเติบโต ซึ่งต้นไม้เหล่านี้จะพัฒนาลักษณะพิเศษเพื่อความอยู่รอดในสภาพดินที่ยวบยาบของป่าพรุ เช่น มีรากพูพอนช่วยค้ำยันลำต้นให้คงอยู่ได้ หรือมีรากช่วยหายใจโผล่เหนือชั้นดิน เป็นต้น โดยธรรมชาติ น้ำในชั้นใต้ดินของป่าพรุจะไม่เหือดแห้งหายไปไหน แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่มีการเข้าไปรบกวนระบบของป่าพรุ โดยเฉพาะการดึงน้ำออกจากชั้นใต้ดินเพื่อการเพาะปลูกนั้น อินทรียวัตถุในชั้นใต้ดินก็จะแห้งลง ยิ่งเมื่อมีการทำสัมปทานตัดไม้ออกจากพื้นที่ ซากที่เหลือทิ้งจากการเลื่อยการตัดไม้ถูกปล่อยทิ้งกระจัดกระจายอยู่ทั่วบริเวณ ไม่ต่างอะไรกับการวางชนวนไฟชั้นดีรอวันติดไฟ พอเจอช่วงฝนแล้งนานๆ อย่างนี้ ประกายไฟเพียงนิดเดียวก็จะทำให้ป่าพรุกลายเป็นป่าเพลิง และการดับไฟในป่าพรุนั้นยากกว่าป่าพื้นดินธรรมดา เพราะไฟที่เกิดขึ้นใต้ดินนั้น หาที่มาที่ไปได้ยากกว่าไฟบนผิวดิน ช่วง 2-3 สัปดาห์มานี้ ชาวมาเลเซียจึงได้สูดดมควันไฟเข้าปอดกันจนเจ็บป่วยไปตามๆ กัน

นอกจากนี้ ฝนที่แล้งไปนานหลายเดือน ยังส่งผลให้น้ำในอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนสลังงอร์ที่เป็นแหล่งสำรองน้ำใช้ของคนเมืองงวดแห้งไปดังรูปซึ่งถ่ายเมื่อต้นเดือนมีนาคมนี้เอง ปกติ แนวระดับน้ำจะปริ่มอยู่ใกล้กับชายป่า สันดินที่โผล่ขึ้นมาแสดงให้เห็นว่าระดับน้ำลดลงต่ำจนน่าใจหาย ด้วยเหตุนี้ ทางการประปาจึงต้องจัดสรรให้มีการปันน้ำใช้ เกือบเดือนแล้วที่มีการประกาศงดส่งน้ำแก่พื้นที่ต่างๆ สลับพื้นที่กันคราวละสองวัน กาละมังและถังเก็บน้ำจึงถูกงัดมาเก็บน้ำสำรองกันอุตลุด 

ท่ามกลางความแห้งแล้ง ไฟป่า และบรรยากาศอึมครึมจากหมอกควันยังไม่ทันจางลง ทางรัฐสลังงอร์ก็เปิดแผนใหม่โผล่ขึ้นมาให้หนักใจเพิ่มขึ้นไปอีก เพราะกำลังวางแผนขยายถนนเพื่อแก้ปัญหาการจราจรติดขัด (แต่ขอบอกก่อนว่า หากเทียบสถานการณ์ “รถติด” ของที่นี่กับเมืองไทยแล้ว ก็จะยิ่งทำให้กรุงเทพฯ เป็นอภิมหาอมตะรถติดจริงๆ) โครงการขยายทางหลวงรอบนอกเมืองกัวลาลัมเปอร์ทางฝั่งตะวันออกของหุบเขากลางโครงการนี้กำลังถูกคัดค้านมากที่สุด เพราะจะมีการเวนคืนส่วนหนึ่งของพื้นที่ป่าสงวนเนื้อที่ถึง 250 ไร่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของป่าต้นน้ำที่นอกจากจะส่งส่วยให้กับท่อน้ำคนในเมืองหลวงแล้ว ยังช่วยป้องกันไม่ให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน หรือดินถล่มลงมาด้วย เอาป่าต้นน้ำไปแลกกับถนน คล้ายๆ เอาทองคำไปขายเพื่อซื้อฝอยทองกินยังไงยังงั้น

ผลประโยชน์เข้ากระเป๋าระยะสั้นเมื่อสิบปีที่แล้วจากการให้สัมปทานป่าไม้ในรัฐปาหัง กำลังแสดงฤทธิ์ให้เห็น ซึ่งอาจจะเป็นฤทธิ์เดชระยะยาวที่จะเกิดขึ้นทุกทีที่ความแห้งแล้งมาเยือน ส่วนการแก้ไขปัญหารถติดด้วยการเพิ่มถนนให้มีรถวิ่งมากขึ้นโดยแลกกับผืนป่าต้นน้ำ ก็อาจจะทำให้ต้องขนโอ่งลายมังกรจากเมืองไทยมารองน้ำฝนเก็บไว้ใช้ยามหน้าแล้ง เพราะรับรองได้ว่าการขาดแคลนน้ำที่เกิดขึ้นขณะนี้ จะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายแน่นอน

บรรยากาศยังคงอึมครึมต่อไป เช่นเดียวกับวิธีแก้ไขปัญหาที่ไม่นำพาไปสู่แสงสว่างที่ปลายทางเลย...เฮ้อ...          

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

18 ส.ค. 2557
 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม