บางกระเจ้า…ผังเมืองใหม่เอื้อตัวกินปอด?

ดร.สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์

บางกระเจ้า…ผังเมืองใหม่เอื้อตัวกินปอด?

ดร.สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์

ถ้าเข้าไปดูแผนที่ Google Earth ลุ่มน้ำเจ้าพระยาช่วงกรุงเทพ-สมุทรปราการ จะเห็นพื้นที่โค้งแม่น้ำฝั่งตรงข้ามกับท่าเรือคลองเตย เป็นดงไม้เขียวขนาดใหญ่โดดเด่นขึ้นมาท่ามกลางเมืองใหญ่ รูปร่างคล้ายกระเพาะหมู ล้อมรอบด้วยแม่น้ำจนเกือบเป็นเกาะ ครอบคลุมพื้นที่ 11,819 ไร่

ผืนแผ่นดินเขียวกระเปาะนี้คือบางกระเจ้า หรือที่เรียกกันว่า “ปอดกรุงเทพ”

บางกระเจ้าอยู่ในเขตจังหวัดสมุทรปราการ มันจึงเป็นทั้งปอดของกรุงเทพและสมุทรปราการ แต่ตำแหน่งที่ตั้งของมันสำคัญต่อย่านกลางเมืองกรุงที่มีคนอยู่กันแน่นมากเป็นพิเศษเพราะทิศทางลมจะพัดผ่านพาอากาศฟอกใหม่จากบางกระเจ้าเข้าสู่เมืองหลวงถึง 9 เดือนต่อปี

อย่าได้คิดว่าอากาศหายใจเป็นเรื่องจิ๊บๆ รายงานสุขภาพล่าสุดจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุชัดเจนว่าปัญหาคุณภาพอากาศเป็นฆาตรกรอันดับหนึ่งที่คร่าชีวิตคนมากที่สุดในโลกถึง 7 ล้านคนต่อปี โดยมีสัดส่วนคนตายสูงสุดในเอเชียอาคเนย์และแปซิฟิคตะวันตก เมืองรถยนต์ต้นไม้ริมถนนหร่อมแหร่มอย่างกรุงเทพจำเป็นต้องใส่ใจต่อปัญหานี้

คณะรัฐมนตรีสมัย 30 กว่าปีก่อนเล็งเห็นบทบาทสำคัญของการเป็นปอดเมืองของบางกระเจ้า จึงกำหนดให้เป็นพื้นที่สีเขียวผลิตอากาศตั้งแต่ปี 2520 อยู่ภายใต้การดูแลของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และได้รับความสนใจเป็นพิเศษจากในหลวง จึงเข้าสู่ใต้ร่มโครงการพระราชดำริ “สวนกลางมหานคร” มีสมเด็จพระเทพฯ เป็นผู้ดูแล เสด็จลงพื้นที่เยี่ยมเยียนอยู่เป็นประจำ

ความเขียวและเสน่ห์ของบางกระเจ้ามาจากวิถีชาวสวนดั้งเดิมของชาวพระประแดง ผสมผสานกับป่าชายเลนตามธรรมชาติพื้นที่สามน้ำ เค็ม-กร่อย-จืด ยิ่งเมืองรอบๆ โตมากขึ้น บางกระเจ้ายิ่งเป็นสวรรค์โดดเด่นที่คนเมืองและชาวต่างชาติอยากหนีไปเที่ยว มันได้รับเลือกเป็นสุดยอด urban oasis พื้นที่หลบความจอแจรุ่มร้อนกลางเมืองใหญ่ชั้นหนึ่งแห่งเอเชียจากนิตยสารไทม์ และใน tripadvisor เว็บประเมินสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ โดยนักท่องเที่ยวเอง บางกระเจ้าก็ได้รับความนิยมเป็นอันดับที่ 52 จากสถานที่น่าสนใจของกรุงเทพ 232 แห่ง แซงหน้าพระที่นั่งวิมานเมฆและวัดสำคัญๆ งดงามหลายวัดเลยทีเดียว

การรักษาบางกระเจ้าให้คงความเป็นพื้นที่สีเขียวหมายความว่าการพัฒนาใดๆ ในพื้นที่นี้ต้องมีกฎกติกากำหนดไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ความเขียวในรูปแบบเดิมถูกทำลายไป ในหลายประเทศจะมีกติกาสองส่วน ส่วนแรกอนุรักษ์พื้นที่ ส่วนที่สองในกรณีที่เหมาะสมจะให้รางวัลหรือแรงจูงใจพิเศษกับการอนุรักษ์แก่คนท้องถิ่นที่อาศัยอยู่ เป็นการชดเชยสิทธิการพัฒนาและให้ราคาแก่การอนุรักษ์เพื่อส่วนรวม

วันนี้ขอพูดถึงเรื่องการปกป้องความเขียวก่อน เพราะอนาคตของมันกำลังถูกคุกคาม

เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี้ ราชกิจจานุเบกษาได้ตีพิมพ์เผยแพร่กฎหมายผังเมืองรวมฉบับใหม่ของจังหวัดสมุทรปราการ เป็นการแก้ไขกฎกติกาผังเมืองอย่างเงียบๆ โดยที่ประชาชนส่วนใหญ่ในบางกระเจ้าไม่ได้รู้เรื่องอะไรกับเขาเลย

สจ.มนัส รัศมิทัต ผู้ดำรงตำแหน่งประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน เล่าให้ฟังว่า เขาได้แว่วข่าวการเปลี่ยนผังเมืองเมื่อธันวาคมปลายปีที่แล้ว สอบถามไปยังฝ่ายผังเมืองก็พบว่า ระยะเวลาเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน 90 วันได้ผ่านพ้นไปแล้ว เมื่อย้อนไปถามทาง อบต. เขาก็บอกว่าได้ปิดประกาศแล้ว แต่เมื่อไม่มาสอบถามกันก็ผ่านขั้นตอนไป

ประกาศอย่างไร ระดับ สจ.สมุทรปราการ ประธานกำนันผู้ใหญ่บ้าน อาศัยในบ้านตรงนั้น ยังไม่ได้รับรู้เรื่องอะไรเลย

กลุ่ม Big Trees ได้ตรวจสอบผังเมืองบางกระเจ้าสามฉบับ ได้แก่ ปี 2544, 2548 และฉบับล่าสุดปี 2556 นี้ พบว่ามีการค่อยๆ ไต่ระดับการพัฒนาอาคารสิ่งก่อสร้าง  ว่ากันตามผังเมือง ถ้าไม่นับสวนสาธารณะที่กำหนดเขตเป็นสีเขียวอ่อน บางกระเจ้าแบ่งออกเป็นสองโซนหลัก ได้แก่ เขียว และขาวทแยงเขียว สีเขียวทึบเป็นพื้นที่ชนบทและเกษตรกรรม ส่วนขาวทแยงเขียวเป็นโซนอนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรม จึงเป็นเขตปกป้องวิถีเขียวที่เข้มข้นที่สุด

เดิมทีปี 2544 พื้นที่ขาวทแยงเขียวไม่อนุญาตให้ก่อสร้างอาคาร ปี 2548 ปรับให้สร้างบ้านเดี่ยวขนาดไม่เกิน 200 ตร.ม.ได้แต่ต้องไม่กินที่เกิน 5% ในแต่ละบริเวณที่กำหนดไว้ในผังเมือง และฉบับ 2556 นี้ปรับให้สร้างได้ไม่เกิน 15% ในแต่ละบริเวณ

ส่วนพื้นที่เขียวทึบ ในปี 2548 ให้ก่อสร้างได้ 10% ในแต่ละบริเวณ แต่ไม่ให้นำที่ดินไปจัดสรร ปี 2556 ปรับใหม่ให้นำไปจัดสรรบ้านเดี่ยวได้

คำถามต่อความหมายและผลพวงที่อาจตามมากับกติกาผังเมืองใหม่ผุดขึ้นมามากมายหลายคำถาม อาทิ บางกระเจ้าจะกลายเป็นทะเลบ้านจัดสรรแบบโซนฟลัดเวย์กรุงเทพซึ่งก็เป็นขาวทแยงเขียวหรือไม่? ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา มีการซื้อขายที่ดินแถบนี้เยอะมาก ราคาขยับพุ่งสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ปัจจุบันใครเป็นผู้ถือครองที่ดินรายใหญ่ และจะได้ประโยชน์อะไรอย่างไรจากการปรับผังใหม่?

รัฐอาจมีเหตุผลที่ดีในการปรับเปลี่ยนกติกาผังเมือง แต่ประชาชนต้องมีโอกาสแลกเปลี่ยนทำความเข้าใจ จากนั้นก็มีสิทธิเห็นด้วย คัดค้าน หรือให้ข้อเสนออื่นเพื่อพิจารณาร่วมกัน

คำถามร้อนสุด ณ ตอนนี้จึงเป็นเรื่องของกระบวนการประชาพิจารณ์ เหตุใดจึงเงียบเชียบ? อบต.อาจปฏิบัติตามกฎระเบียบ ได้ปิดประกาศจริง แต่ปิดตรงไหนอย่างไร ทำไมชาวบ้านไม่รู้? ทำไมเรื่องอื่นออกเสียงตามสายได้ เรียกประชุมชาวบ้านได้ แต่เรื่องนี้ไม่ทำ?

นับว่าเป็นการแจ้งข่าวที่ไม่บรรลุจุดประสงค์ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายประชาพิจารณ์

ยิ่งงุบงิบ ยิ่งศรีธนไชย ความไว้วางใจซึ่งกันและกันในสังคมยิ่งถดถอย ต้นทุนนี้สูงลิบ เรายังไม่มีบทเรียนกันเพียงพอหรือไร?

ฝากสื่อและพลังสังคมช่วยกันตรวจสอบด้วยค่ะ

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

18 ส.ค. 2557
 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม