น้ำตาจระเข้

ก้อนทอง ลุร์ดซามี

น้ำตาจระเข้

ก้อนทอง ลุร์ดซามี

กว่าแปดปีแล้วที่ผู้เขียนย้ายมาปักหลักลงฐานอยู่ที่มาเลเซีย เวลาเจอคนไทยที่มาเที่ยวที่นี่ มักจะได้รับคำถามยอดฮิตเกือบทุกครั้งว่า มาอยู่ที่นี่แล้วคิดถึงอาหารไทยไหม คำตอบที่ผู้เขียนให้ไปคือ ไม่คิดถึงอาหารไทย... แต่คิดถึงแม่น้ำ

เหตุที่ไม่คิดถึงอาหารไทยก็เพราะว่าวันไหนทำงานครึ่งวัน ก็จะทำอาหารทานเองที่บ้าน ซึ่งก็ไม่พ้นเมนูอาหารไทยทั้งแกงเขียวหวาน ผัดเผ็ด ผัดกะเพรา แกงจืด แล้วแต่บรรยากาศจะพาไป พืชผักต่างๆ ของที่นี่ ไม่ได้แตกต่างจากตลาดบ้านเรามากนัก แม้ว่าจะไม่มีผักบางอย่าง เช่น ชะอม กระเฉด ตำลึง แต่ก็มีตัวเลือกอื่นๆ อีกมากที่ใช้ขึ้นโต๊ะเป็นอาหารไทยได้  

แต่ไม่ว่าจะวันไหนๆ ก็ไม่มีโอกาสได้เห็นแม่น้ำสายใหญ่ๆ ไหลผ่านตามเส้นทางที่ใช้เป็นประจำ ความที่เคยเรียนหนังสือในโรงเรียนติดแม่น้ำ มีเสียงเรือหางยาวส่งดอกไม้ส่งผักที่ปากคลองตลาดเป็นเสียงกล่อมการนอนของเด็กนักเรียนประจำ สมัยเด็กๆ มีบ้านอยู่ใกล้คลอง นั่งมองพี่ๆ ว่ายน้ำไปกระโดดเกาะเรือโยงที่แล่นส่งแตงโมส่งกระถางทุกเสาร์อาทิตย์ พอมาถึงตอนทำงาน ก็ทำงานสอนสิ่งแวดล้อมศึกษาในเรือลอยล่องบนเจ้าพระยา นอนฟังเสียงระลอกคลื่นกระทบตัวเรือในตอนกลางคืน นับรวมๆ แล้วผู้เขียนใช้ชีวิตไม่น้อยกว่ายี่สิบปีวนเวียนอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลกับแม่น้ำ แล้วจู่ๆ ทั้งหมดนี้ ก็หายไปจากชีวิตของผู้เขียนเฉยๆ

จนมาถึงเดือนที่แล้ว ได้มีโอกาสไปทำงานอบรมและตรวจโครงการในรัฐซาบาห์เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ สถานที่แห่งสุดท้ายที่ไปคือเขตอนุรักษ์ธรรมชาติแม่น้ำคินาบาตางันตอนล่าง สองฝั่งแม่น้ำสายนี้ เป็นเขตอนุรักษ์ธรรมชาติ จึงยังมีแนวป่าที่เต็มไปด้วยต้นไม้ปกคลุมเขียวครึ้มตลอดแนวสองฝั่ง บางยอดไม้ มีรังเก่าของลิงอุรังอุตังทิ้งไว้ให้ดูให้ฝันว่าจะได้เห็นตัว ผู้เขียนมีความสุขกับการที่ได้นั่งเรือรับลมแม่น้ำและละอองน้ำกระเซ็นเย็นฉ่ำใจ... ไม่หวั่นแม้แต่แสงแดดส่องตอนเที่ยงๆ

ขากลับ เป็นช่วงแดดคล้อยใกล้ๆ 4 โมงเย็น คนขับเรือซึ่งปกติมีหน้าที่พานักท่องเที่ยวไปดูสัตว์ที่ออกมาหากินริมน้ำตอนบ่ายแก่ๆ แบบนี้ แกจึงรู้หมดว่าช่วงไหนจะมีโอกาสเจอสัตว์อะไรบ้าง ขณะที่กำลังเพลิดเพลินกับการแหงนดูยอดไม้ซ้ายทีขวาที คนขับเรือก็เบาเครื่องลงและบ่ายหัวเรือเข้าหาตลิ่งฝั่งที่ผู้เขียนนั่งอยู่ แล้วชี้มือไปที่ร่างทอดยาวนอนเล่นอยู่บนเลนริมตลิ่ง อุแม่เจ้า...จระเข้!

ลืมบอกไปว่า...เรือโดยสารลำนี้ เป็นเรือดิงกี้ลำไม่ใหญ่นัก มีที่นั่งกลางลำเรือพอนั่งสบายๆ ได้ 5-6 คน เปิดโล่งหัวตลอดหาง ผู้เขียนรีบยกกล้อง กดซูมเท่าที่จะกดได้ ถ่ายชัดบ้างไม่ชัดบ้างเพราะเรือยังเคลื่อนที่ ประกอบกับมือที่สั่นไหวด้วยความตื่นเต้น นี่เป็นครั้งแรกในชีวิต ที่ได้เห็นจระเข้ในถิ่นอาศัยตามธรรมชาติ ไม่ใช่ในบ่อเลี้ยงของสวนสัตว์หรือในฟาร์มแสดงโชว์ จระเข้ตัวนี้ สีออกเหลืองๆ มีลายแต้มสีดำประปราย ตัวยาวเท่าไหร่ไม่รู้ แต่มารู้อีกทีคือกล้องที่ตั้งซูมภาพอยู่มันฟ้องว่าซูมเกินพิกัดทั้งๆ ที่ก็ไม่ได้กดขยายเพิ่มแต่อย่างใด เงยหน้ามาอีกที เรือลำจ้อยที่ยาวน้อยกว่าจระเข้ก็ได้ลอยเข้าใกล้ตลิ่งมากจนจระเข้ไหวตัว และคลานลงแม่น้ำอย่างรำคาญหน่อยๆ ที่มีปาปาราสซี่เข้าไปแอบถ่ายภาพตอนอาบแดดใกล้ขนาดนั้น

ผู้เขียนหันไปบอกพี่คนขับเรือทันทีเช่นกันว่าไปเถอะ ไม่ต้องรอจนจะได้เห็นน้ำตาจระเข้หรอก ใกล้เหลือเกิ๊น... คนเรือคงเห็นว่าขนาดตาดำของผู้เขียนมีขนาดเล็กลง  แกจึงหันหัวเรือออกมาจากตรงนั้นอย่างเห็นใจ... หรือสะใจก็ไม่รู้

น้ำตาจระเข้ เป็นคำที่ใช้สื่อความหมายคล้ายกันทั้งในภาษาไทยและภาษามาเลย์ มีที่มาจากการที่เวลาจระเข้อ้าปากจะงับเหยื่อ ขากรรไกรที่เปิดอ้าจนกว้างนั้นจะไปบีบต่อมน้ำตาจนทำให้น้ำตาไหล แลดูคล้ายกับว่าจระเข้สงสารเหยื่อที่กำลังจะถูกกิน ทั้งสองวัฒนธรรม ใช้สื่อความหมายถึงคนที่แสร้งทำเป็นเสียใจที่เห็นคนอื่นลำบากหรือมีทุกข์จากการกระทำของตัวเอง... ที่บ้านผู้เขียนเองก็มีจระเข้น่าเอ็นดูอยู่สองตัว ผลัดกันแสดงน้ำตาจระเข้เวลาเลี่ยงไม่อยากโดนแม่ดุ

กลับมานึกถึงความกลัวๆ อยากๆ ของตัวเองเมื่อตอนที่เห็นจระเข้ มันสะท้อนให้เห็นว่าการที่ผู้เขียนเป็นคนที่เติบโตมาจากเมืองหลวงขนาดใหญ่อย่างกรุงเทพฯ นั้น ไม่ได้ช่วยให้มีความเข้าใจหรือเก็บรักษาสัญชาตญาณการอยู่ร่วมกับธรรมชาติเหลือติดกระดูกไว้บ้างเลย จึงตื่นกลัวและเหมาไปว่าจระเข้ที่คลานลงน้ำอาจเข้ามาทำร้าย โดยหารู้ไม่ว่ามีตั้งไม่รู้กี่ตัวว่ายเล่นอยู่ใต้ท้องเรือ...

ไม่แปลกใจแล้ว ที่ตอนนี้คนเมืองต้องจ่ายเงินไปเข้าคอร์สเพื่อเรียนรู้การอยู่ร่วมกับธรรมชาติ หรือคอร์สการปลูกพืชผักกินเอง...

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

18 ส.ค. 2557
 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม