ป่าแลกถนน

  • warning: array_map(): Argument #2 should be an array in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/modules/system/system.module on line 1050.
  • warning: array_keys() expects parameter 1 to be array, null given in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
  • warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
ก้อนทอง ลุร์ดซามี

ป่าแลกถนน

ก้อนทอง ลุร์ดซามี

เพิ่งจะผ่านพ้นเทศกาลเฉลิมฉลองการออกศีลอด (หรือที่เรียกว่า “อีดิลฟิฏรี”) ไปเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม โรงเรียนหยุดยาวหนึ่งสัปดาห์ แต่ในวันแรกของเทศกาลแถวๆ บ้านยังมีผู้คนคึกคักเพราะมีธรรมเนียมเปิดบ้านต้อนรับญาติมิตรและเพื่อนฝูงที่มาแสดงความยินดีกับการออกจากศีลอด

เพื่อนบ้านกว่าค่อนซอยที่เป็นชาวมุสลิมเดินทางกลับบ้านเกิดเพื่อไปสังสรรค์กันในหมู่ญาติมิตร ส่วนคนมาเลเซียที่นับถือศาสนาอื่นๆ ก็ถือโอกาสนี้เดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ นับจากวันที่สองของเทศกาลเป็นต้นไป บรรยากาศแถวบ้านจึงเงียบกว่าปกติ พ่อบ้านของผู้เขียนเองก็ต้องออกต่างจังหวัด จึงเหลือกันเพียงสามคนแม่ลูกผจญเมืองเงียบสงัด

คืนวันหนึ่ง ผู้เขียนได้ยินเสียงกุกกักบนหลังคาบ้าน เดาว่าเป็นแมวรึก็ไม่น่าจะใช่ หนูก็อาจเป็นไปได้ แต่เสียงเหมือนตัวจะใหญ่กว่านั้น หรือว่าอาจจะเป็นอีเห็นที่เคยไต่ราวสายไฟฝั่งตรงข้ามก็ไม่รู้ ได้แต่ภาวนาให้ไม่ใช่สัตว์สองเท้าที่ชอบงัดแงะบ้านเรือนในช่วงเงียบๆ แบบนี้

นึกขึ้นได้ว่าเพื่อนบ้านที่ติดกันยังคงอยู่ที่บ้าน จึงส่งข้อความไปหาถามว่าได้ยินเสียงแบบเดียวกันไหม เธอตอบกลับมาว่าไม่ได้ยิน เพราะอยู่ข้างล่าง แต่ปลอบใจกลับมาว่าบางทีอาจเป็นจิ้งจอก!! ว้าย...

ที่ว้ายนี่ไม่ใช่เพราะมีจริตกลัวหมาจิ้งจอกนะ แต่ตกใจว่าทำไมเธอจึงไม่รู้ว่าสัตว์อะไรที่พบเห็นได้ในท้องถิ่นพื้นเมืองของตัวเอง มาเลเซียไม่มีหมาจิ้งจอกเป็นสัตว์พื้นเมือง และอีเห็นกับหมาจิ้งจอกนี่ก็มาจากถิ่นอาศัยที่แตกต่างกันเหลือเกิน

ความกังวลเรื่องคนเมืองห่างไกลจากป่ายิ่งทวีเพิ่มขึ้น เมื่อโครงการทางด่วนเส้นใหม่ 6 สายนั้น ได้รับไฟเขียวให้มีการก่อสร้าง ซึ่งทางด่วนสายที่เป็นพระเอกของเรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้คือสายที่มีชื่อย่อว่า EKVE เชื่อมต่อเมืองลูกไล่ทางฝั่งตะวันออกของหุบเขากลาง (Klang Valley) อันเป็นพื้นที่ที่มีประชากรอยู่หนาแน่นที่สุดของมาเลเซียส่วนอีก 5 สายนั้นก็ใช่ว่าจะน้อยหน้ากัน เพราะมีหลายช่วงที่วิ่งผ่าเข้าไปใน ใจกลางชุมชนที่ตั้งรกรากกันมานานกว่า 60 ปีทีเดียวชุมชนคนเมืองหลากหลายกลุ่ม ต่างก็พากันออกมาประท้วง ส่งเสียงไม่เห็นด้วย ก็คงต้องติดตามต่อไปว่าเสียงคนของกลุ่มเล็กๆ หลายกลุ่มนี้ จะดังพอที่จะหยุดยั้งหรือทำให้มีการทบทวนแผนการก่อสร้างและการเคลียร์พื้นที่ป่าหรือไม่

เหตุผลที่ทางด่วนเส้น EKVEได้เลือกเป็นพระเอกของเรื่องคราวนี้ ก็เพราะว่าเป็นเส้นทางที่จะต้องมีการเฉือนพื้นที่ 666 ไร่ ของป่าต้นน้ำที่สำคัญของรัฐสลังงอร์ถึง 2 แห่ง คือ พื้นที่ป่าคุ้มครองอัมปาง และ พื้นที่ป่าคุ้มครองอูลู กอมบัค ซึ่งตามแผนพัฒนาแห่งชาติฉบับที่ 2 มีการระบุแผนการใช้พื้นที่อย่างยั่งยืนไว้ว่า ไม่ให้มีการพัฒนา การตัดไม้ หรือการเกษตรกรรมในพื้นที่ซึ่งได้ระบุไว้ว่าเป็นพื้นที่ป่าคุ้มครอง ซึ่งหากมีการเวนคืนผืนป่าไปจริงๆ ตามแผนก่อสร้าง สถานการณ์ขาดแคลนน้ำที่เกิดขึ้นไนรัฐสลังงอร์นี้ก็คงจะหนักหนาสาหัสยิ่งขึ้นไปอีก เพราะป่าทั้งสองแห่งที่ว่ามา เป็นส่วนหนึ่งของป่าในรัฐสลังงอร์ที่ช่วยกักเก็บน้ำถึง 90% ไว้หล่อเลี้ยงคนทั้งรัฐ

Ampang Forest

ขณะเดียวกัน ข่าวก็รายงานว่าน้ำในอ่างเก็บน้ำที่หล่อเลี้ยงรัฐสลังงอร์มีเหลืออยู่น้อยอีกแล้ว เพราะช่วงที่ควรจะเป็นหน้าฝนของปีนี้ ฝนไม่ตกกระหน่ำอย่างปีก่อนๆ และบางที ก็มาตกอยู่ใต้เขื่อน  รายงานข่าวระบุว่าเมื่อไหร่ที่ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำลดลงเหลือแค่ 30% แล้วล่ะก็ จะต้องมีการจัดสรรน้ำแบบเปิด 5 วัน หยุดไหล 2 วันกันอีก

ถึงแม้ว่าปีนี้ ได้มีการจัดสรรน้ำไปแล้วหนหนึ่งเมื่อตอนเดือนมีนาคมก็ตาม แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าประชาชนส่วนมากจะเข้าใจเรื่องการประหยัดน้ำมากขึ้น พอมีน้ำส่งมาให้ใช้ตามปกติ ก็ใช้น้ำกันอย่างไม่รู้สำนึก มีตัวอย่างอยู่แถวๆ บ้านผู้เขียนเอง วันที่เปิดให้น้ำไหลมาปุ๊บ คนแถวๆ บ้านก็กระหน่ำรดต้นไม้และล้างรถกันอย่างเมามัน ให้สมกับที่น้ำไม่ไหลสองวัน เออแฮะ... ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตาจริงๆ ไม่รู้ว่าถ้ามีการถ่ายทอดสดทางทีวี ให้เห็นระดับน้ำที่ลดลงในเขื่อนวันต่อวันนี่จะช่วยให้เข้าใจเพิ่มขึ้นได้ไหม

ยิ่งมาเจอแผนการเคลียร์พื้นที่ป่าโดยไม่สนใจหน้าที่ทางระบบนิเวศที่ผืนป่าเหล่านี้เอื้อประโยชน์ให้แก่คนเมืองยิ่งน่าเป็นห่วงหนักขึ้น วิธีการจัดการทรัพยากรธรรมชาติเพื่อประโยชน์ระยะสั้นแบบนี้อาจจะเป็นทางลัดไปสู่ดวงดาวของคนบางกลุ่มด้วยเงินค่าน้ำร้อนน้ำชาที่จะไหลเข้ากระเป๋ามากมาย แต่สำหรับประเทศชาติ... ไม่ต่างอะไรกับ Highway to Hell

ถ้าเป็นแบบนี้ เด็กเมืองรุ่นต่อๆ ไปคงไม่มีโอกาสได้รู้จักและสัมผัสป่าและธรรมชาติมากนัก ต่อไปคงไม่กล้าถามใครที่ไหนว่าได้ยินเสียงอะไรกุกกักบนหลังคาไหม กลัวว่าจะได้คำตอบว่าเป็นสิงโตหรือหมาไนไปโน่นเลย