Biomimicry เทคโนโลยีเลียนแบบธรรมชาติ

  • warning: array_map(): Argument #2 should be an array in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/modules/system/system.module on line 1050.
  • warning: array_keys() expects parameter 1 to be array, null given in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
  • warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
ดร.สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์

Biomimicry เทคโนโลยีเลียนแบบธรรมชาติ

ดร.สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานี้วงการพัฒนาและธุรกิจเริ่มหันมาสนใจการแก้โจทย์แนวใหม่ที่เรียกกันว่า “ไบโอมิมิครี”หรือการเลียนแบบธรรมชาติเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

หัวใจหลักคือเรียนรู้จากธรรมชาติ หาไอเดีย หาแรงบันดาลใจ และทางออกต่อโจทย์ปัญหาที่ต้องการแก้เพื่อให้ผลิตภัณฑ์หรือการดำเนินธุรกิจมีประสิทธิภาพและกลมกลืนกับธรรมชาติ ไม่สร้างปัญหาต่อสภาพแวดล้อม

แน่นอนว่าแนวคิดนี้ไม่ใช่แนวคิดใหม่ ที่จริงต้องถือว่าเป็นหลักการเรียนรู้ที่เก่าแก่ที่สุดก็คงได้  แต่บังเอิญสังคมมนุษย์หลงทางไปแว็บหนึ่ง—แว็บเดียวจริงจริ๊งจริงจริง  มารู้ตัวอีกที ป่าหายไป 80 เปอร์เซ็นต์  ปลาทะเลหายไป 90 เปอร์เซ็นต์  ดิน น้ำ อากาศ ชุ่มฉ่ำไปด้วยสารพิษ ร้อนระอุในเตาอบก๊าซเรือนกระจก

ถ้าจะเอาตัวรอด สังคมมนุษย์กระแสหลักจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่  เหมือนที่ไอนสไตน์เคยพูดไว้ “โลกจะไม่สามารถวิวัฒนาการผ่านภาวะวิกฤตที่เป็นอยู่ได้ด้วยวิธีคิดที่สร้างปัญหานี้ขึ้นมา”

เพราะฉะนั้นจากเดิมที่สังคมธุรกิจและอุตสาหกรรมมองธรรมชาติเป็นแหล่งสกัดวัตถุดิบ ก็ต้องหัดเปลี่ยนมามองธรรมชาติเป็นแหล่งเรียนรู้เพื่อหาแนวทางเลียนแบบ ตั้งแต่ในระดับระบบนิเวศถึงระดับโมเลกุล

ธรรมชาติไม่สร้างขยะ ไม่มีของเสีย มีแต่ผลผลิตจากกระบวนการต่างๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นประโยชน์แก่ผู้ใดผู้หนึ่งในระบบนิเวศ จึงสามารถหมุนเวียนวัตถุดิบไปได้เรื่อยๆ

และถ้าพิจารณาต่อสักนิด เราจะเริ่มสังเกตเห็นกระบวนการผลิตและการออกแบบที่แสนมหัศจรรย์

ลองเทียบดูความแตกต่างระหว่างเหล็กกล้าเกรดเอกับใยแมงมุมในความหนาเท่ากัน ใยแมงมุมแข็งแรงกว่าเหล็กกล้ามาก ว่ากันว่าถ้าขึงใยแมงมุมหนาเท่ากับแท่งดินสอขวางรันเวย์สนามบิน จะสามารถหยุดเรือบินโบอิ้ง 747 ได้

ไม่เพียงแค่นั้น ใยแมงมุมยังยืดได้ถึง 140 เปอร์เซ็นต์ และเบาแสนเบา ใยแมงมุมความยาวขนาดพันได้รอบโลกมีน้ำหนักน้อยกว่า 500 กรัม ที่สำคัญ ใยแมงมุมผลิตขึ้นภายใต้อุณหภูมิปกติ ต่างจากเหล็กกล้าซึ่งต้องใช้พลังงานความร้อนมหาศาล

ชัดเจนไหมว่าเทคโนโลยีมนุษย์ศตวรรษ 20 ที่เพิ่งผ่านมานั้น เทียบชั้นไม่ติดกับเทคโนโลยีในธรรมชาติ  โลเทคขนาดนี้ มนุษย์ยังไม่ค่อยเจียมตัวกันเสียเลย

แน่นอนว่าเรามีภูมิปัญญาและเทคโนโลยีที่ได้จากการเรียนรู้เลียนแบบธรรมชาติอยู่แล้วไม่น้อย โดดเด่นและสำคัญที่สุด ได้แก่ ระบบเกษตรธรรมชาติ ซึ่งรู้จักพึ่งพาความหลากหลายทางชีวภาพให้ทำหน้าที่บำรุงดิน ควบคุมโรคและศัตรูพืชแทน แถมยังช่วยซับก๊าซเรือนกระจกมีเทนในขณะที่ให้ผลผลิตอาหารได้ปริมาณสูงเท่ากับระบบเกษตรเจริญโภคภัณฑ์ 

สถาปนิกก็เรียนรู้การสร้างบ้านออกแบบตึกให้มีอุณหภูมิคงที่เย็นสบายกำลังดีตามธรรมชาติ โดยเลียนแบบการถ่ายอากาศในรังปลวก ไม่ต้องใช้แอร์  ที่มีชื่อที่สุดคือตึกสำนักงาน/ห้างสรรพสินค้า Eastgate Centreที่ซิมบับเวในทวีปแอฟริกา

อาคาร Eastgate Centre (ภาพ: www.treehugger.com)

เมื่อเร็วๆ นี้ก็มีการคิดค้นซีเมนต์แบบใหม่เลียนแบบปะการังสร้างบ้านหินปูน ซึ่งจดสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้วชื่อ “คาเลร่า” เป็นกระบวนการผลิตซีเมนต์ซึ่งดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์เข้ามาภายใต้อุณหภูมิและความดันปกติแทนที่จะใช้อุณหภูมิสูงใช้พลังงานมหาศาลแบบปูนซีเมนต์ที่เราใช้ๆ กันอยู่ ซึ่งเป็นตัวการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์อันดับต้นๆ

และในยุคนาโนนี้ เราสามารถเข้าถึงและเลียนแบบธรรมชาติในมิติใหม่ที่ไม่เคยเข้าใจมาก่อน  จากการศึกษาตีนจิ้งจกตุ๊กแกซึ่งประกอบด้วยขอขนาดเล็กจำนวนมากเรียงเป็นแถว ใช้เกาะพื้นผิวต่างๆ ได้แนบแน่น  นำไปสู่การผลิตเทปเก็คโคเลียนแบบโครงสร้างตีนตุ๊กแกในระดับนาโน แปะแล้วลอกออกไปแปะที่ใหม่ได้เหมือนตุ๊กแกยกตีน  ไม่ต้องทิ้งขว้างเหมือนเราใช้เทปกาว

ใบบัวก็เช่นกัน ไม่เปียกน้ำไม่เปื้อนโคลน จึงมีการใช้เทคโนโลยีนาโนผลิตพื้นผิวทำความสะอาดตัวเองจากการเลียนแบบใบบัว 

ไบโอมิมิครีไม่ใช่ความคิดใหม่ นักชีววิทยา นิเวศวิทยา และนักพัฒนาสังคมพยายามขายแนวคิดเรียนรู้จากธรรมชาติมาโดยตลอด จนอดส่ายหน้า ถอนหายใจ ทำเสียงจึ๊จ๊ะด้วยความละเหี่ยใจปนหมั่นไส้ไม่ได้  หึ! พวกตรูบอกสรูมาตั้งนานแล้ว ทีนี้ล่ะมาทำกิ๊บเก๋ ตั้งชื่อแบรนด์ความคิด ฝรั่งบ้าการตลาด แต่ก็หยวนๆ แล้วกัน

คนตั้งชื่อนี้ที่จริงก็เป็นนักชีวะป่าไม้ชื่อแจนนีน เบนีอุส  เธอประสบความสำเร็จในการบรรจุหีบห่อแนวคิดให้มีเสน่ห์สำหรับโลกธุรกิจ ซึ่งกำลังคลำหาทางเดินสู่เศรษฐกิจสีเขียวแห่งศตวรรษ 21  นับเป็นการเชื่อมสะพานการสื่อสารระหว่างความคิดต่างวงการที่สำคัญมาก ทำให้การเรียนรู้ดีไซน์จากธรรมชาติเป็นศาสตร์แขนงใหม่ขึ้นมา

แล้วรัฐบาลไทยไม่สนใจสนับสนุนการเรียนรู้ธรรมชาติอย่างจริงจังบ้างเลยหรือ?