รัฐมนตรี รถถีบ และมนุษย์ต่างดาว

ดร.สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์

รัฐมนตรี รถถีบ และมนุษย์ต่างดาว

ดร.สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์

ภาพที่เห็นนี้เป็นภาพรัฐมนตรีชาวดัตช์เดินทางมาเข้าเฝ้าพระราชินีเบียทริซ  ท่านถีบรถจักรยานมาเทียบหน้าประตูวังในกรุงเฮก  มีพนักงานบริการจอดรถคอยรับรองหน้าพรมแดง

ต่างจากรัฐมนตรีขี่เบนซ์ล้อมด้วยขบวนแมงกะไซค์บ้านเราอย่างไรก็เชิญวิพากษ์เอามันส์กันเอง

เพราะที่หยิบเอาภาพนี้มาให้ดูก็ไม่ได้มีเจตนาค่อนแคะทั่นใหญ่คนโตของไทยเราอะไรเป็นพิเศษ  จริงๆ แล้วอยากจะให้พิจารณาดูกันว่าภาพเพียงภาพเดียวนี้บอกอะไรเราได้บ้างเกี่ยวกับสังคมดัตช์และเมืองของเขา

องค์ประกอบเดียวที่ทำให้ภาพนี้โดดเด่นคือรถจักรยาน ถ้าเปลี่ยนรถถีบไปเป็นรถลีมูซีนเราก็จะรู้สึกเฉยๆ

รถถีบมันบอกอะไรเรา ?

ลองสมมุติตัวเองเป็นมนุษย์ต่างดาวร่อนจานบินโฉบสำรวจเมืองต่างๆ ทั่วโลก แวบแรกเลยคุณเห็นอะไร นอกเหนือจากต้นไม้และตึก ? 

ก็เห็นเมืองต่างๆ มีถนนเป็นเส้นเลือด ตามเส้นเลือดมีตัวตีนล้อชนิดต่างๆ วิ่งอยู่  เมืองที่สภาพอากาศแย่ กลิ่นเหม็น คุณภาพชีวิตต่ำ ผู้คนเครียด ลงพุง สุขภาพไม่ดี จะเต็มไปด้วยตัวสี่ล้อสีต่างๆ วิ่งๆ จอดๆ อยู่เต็มไปหมด  ข้างในตัวสี่ล้อมีพยาธิอาศัยอยู่  พยาธิพวกนี้ทำให้ตัวสี่ล้อตดออกมาเป็นแก๊สพิษ 

ในภาวะปกติ สัตว์เหล่านี้ไม่ใช่พยาธิ  จริงๆ แล้วพวกมันมีขาสองขา เป็นสิ่งมีชีวิตอิสระเคลื่อนไหวได้เอง ใช้ขาเดินได้ เวลาต้องเคลื่อนที่เร็วๆ ก็ใช้ขาปั่นล้อสองล้อวิ่งฉิวไปตามถนน  เมืองที่มีสองล้อ (ประเภทไม่ตด) วิ่งอยู่ทั่วไปเป็นเมืองที่มีอากาศดี คุณภาพชีวิตก็มักจะดี ผู้คนนั่ง เดิน ผ่อนคลายสบายๆ ริมถนน

รถจักรยานสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมดีๆ กับสุขภาพดีๆ  ในมุมมองของคนนอกอย่างมนุษย์ต่างดาว เมืองที่เต็มไปด้วยรถจักรยานจึงไม่ต่างไปจากแม่น้ำสะอาดเต็มไปด้วยกุ้งก้ามโตและปลาหลากหลายชนิด คือเป็นระบบนิเวศน่าอยู่ระดับพรีเมียม
ภาพ : www.recumbentblog.com

แต่เรื่องราวของรถถีบไม่ได้จบอยู่แค่นั้น  สำหรับฉันมันเป็นสัญลักษณ์ของความศิวิไลซ์

นานมาแล้ว สมัยเป็นนักศึกษาในกรุงลอนดอน ทีแรกฉันก็ขึ้นรถไฟใต้ดินที่ชาวลอนดอนเรียกว่า “ท่อ”(tube) เหมือนกับคนอื่นๆ แต่ค่าตั๋วรถท่อมันพุ่งขึ้นเรื่อยๆ บางทีแค่สามเดือนก็ปรับราคาใหม่กันแล้ว ขึ้นทีละ 50-60 บาท ในขณะที่เงินค่าเบี้ยเลี้ยงนักศึกษาไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย ฉันเลยเปลี่ยนมาถีบรถจักรยานด้วยเสือหมอบมือสองสีแดง

ตั้งแต่นั้นชีวิตก็เปลี่ยนไป

แน่นอนว่าแจ่มใสแข็งแรงขึ้น เพราะออกกำลังเป็นวิถีชีวิตด้วยการถีบรถขึ้นเขาน็อตติ้งฮิลล์ไปกลับมหาลัยวันละ 16 กม. ยังไม่นับกิจกรรมทำธุระปะปังอื่นๆ  อาการซึมเซ็งอากาศเย็นแฉะสีเทาทึมไม่เห็นเดือนเห็นตะวันในช่วงหน้าหนาวของประเทศอังกฤษหายไปเกือบหมด ทั้งๆ ที่แต่ก่อนสันดานคนเมืองร้อนแดดออกอย่างฉันทนอากาศอังกฤษไม่ค่อยได้ หวัดก็ไม่เป็นเลย เพราะไม่ต้องหายใจในท่อใต้ดินร่วมกับฝูงคนโหนรถไฟไอแค็กๆ 

ฉันยังค้นพบอิสรภาพที่ไม่รู้ตัวว่าขาดหายไป  ไปเที่ยวไหนดึกดื่นไม่ต้องคอยดูเวลารีบกลับบ้านก่อนรถท่อหยุดวิ่ง  ที่สำคัญ ฉันรู้สึกปลอดภัยเวลาต้องเดินทางผ่านถนนเปลี่ยวๆ มืดๆ มั่นใจด้วยความเร็วฉิวคล่องตัว  

การถีบรถยังทำให้ฉันรู้จักเมืองดีขึ้น  รู้จักถนนสายเล็กสายน้อย  ผ่านร้านกาแฟชาวบ้านขายโดนัทโบราณไส้แอปเปิ้ล  อยากกินก็หยุดแวะล็อกรถถีบได้ทันทีไม่ต้องหาที่จอดรถ  ได้รู้จักแหล่งนกริมแม่น้ำ  แวะหาเพื่อนคนโน้นคนนี้ได้สะดวกตามทางกลับบ้าน เพราะไม่ถูกจำกัดอยู่ ตามสถานีรถท่อ  เวลาจอดรอไฟเขียวก็ได้ทักทายคนถีบรถด้วยกันพอหอมปากหอมคอ  สังคมเมืองกลายเป็นชุมชนเมือง

รถถีบไม่ใช่เรื่องของนักศึกษามีเวลาว่าง แต่เป็นพาหนะที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถคำนวณเวลาเดินทางได้แม่นยำจากประตูถึงประตู  ไม่ต้องเผื่อเวลารถติด  ไม่ต้องยืนรอรถท่อหรือรถเมล์ 

ที่สุดแล้ว เมืองที่พัฒนาวัฒนธรรมถีบรถจนเป็นวิถีปกติจะเป็นเมืองที่มีความเท่าเทียมในสังคมสูง  ฉันหมายถึงเมืองที่คนเลือกถีบรถ ไม่ใช่ถีบเพราะไม่มีพาหนะอื่นใช้อย่างกรุงปักกิ่งในสมัยก่อนเติ้งเสี่ยวผิงเปิดรับทุนนิยม   

เมืองรถถีบสะท้อนถึงการยอมรับในสิทธิเสมอภาคของผู้คนหลากหลายชีวิตในสังคม  เพราะเมืองที่คนใช้จักรยานได้ทุกหนทุกแห่ง –ทั้งบนทางจักรยานและบนถนนเส้นหลัก —ต้องเป็นเมืองที่พาหนะต่างๆ อยู่ร่วมกันได้โดยสันติ  แปลว่ามีการเคารพกติกากัน ผู้มีกำลังไม่เบียดเบียนรังแกผู้อ่อนแอกว่า  มีความตระหนักกันเป็นวิสัยว่าท้องถนนไม่ใช่พื้นที่เฉพาะของรถยนต์ แต่เป็นที่ของคนข้ามถนนและของรถจักรยานด้วย  ทุกคนจึงรู้สึกมั่นคงกับพื้นที่ส่วนแบ่งของตัวเอง
ภาพ : www.guardian.co.uk

คนขับรถไม่ได้เข้าใจการใช้ถนนจากกฎหมายจราจรเพียงอย่างเดียว แต่เข้าใจด้วยวิถีชีวิต  เขาเลือกขับรถในวันที่จำเป็นต้องใช้รถ  แต่วันอื่นๆ เขาอาจเป็นคนใช้รถไฟฟ้า คนเดินถนน หรือคนขี่รถถีบก็ได้ ชีวิตบนท้องถนนไม่ได้มีอยู่บทบาทเดียว 

จะเรียกว่าเป็นสังคมประชาธิปไตยในสายเลือดหรืออะไรก็ตามทีเถิด แต่ภาพรัฐมนตรีดัตช์ถีบรถมาเข้าเฝ้าพระราชินียังสะท้อนถึงภาวะไร้ปมด้อย ไม่มีความต้องการพึ่งเครื่องประดับเสริมเกียรติยศบารมี

จักรยานสองล้อจึงบ่งบอกถึงทั้งคุณภาพสิ่งแวดล้อมและคุณภาพของสังคม มันเป็นสัญลักษ์ของเมืองน่าอยู่อย่างแท้จริง

ที่เราสะดุดตากับภาพนี้ แต่รู้สึกเฉยๆ กับภาพรถลีมูซีน แปลว่าเราเคยชินกับสภาพเมืองเป็นโรค สภาพที่มีแต่ตัวสี่ล้อมีพยาธิวิ่งตดไปมาเต็มเมือง

ถึงเวลาถ่ายพยาธิกันหรือยัง ?

100 กว่าปีมานี้เราหลงรถยนต์จนละเลยไม่ได้พัฒนาเทคโนโลยีจักรยานกันเสียนาน แต่ในช่วง 20 ปีหลังจักรยานพัฒนาไปเยอะมาก มีระบบเกียร์ดีๆ น้ำหนักเบา ใช้ร่วมกับพลังงานแสงอาทิตย์ก็ได้ แบบพับพกพาก็ได้ แบบสามล้อถีบรับจ้างติดเกียร์ก็มี คุณป้าตัวอ้วนเรียกใช้ได้ไม่ต้องกลัวคนถีบเหนื่อย  จักรยานจึงเป็นเทคโนโลยีแห่งยุคที่จะช่วยเรารับมือกับวิกฤตโลกร้อน น้ำมันแพง ค่าครองชีพถีบเพดาน

H.G.Wells นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์รุ่นปู่เคยพูดไว้ว่า “เมื่อผมเห็นผู้ใหญ่ขี่รถจักรยาน ผมมีความหวังกับอนาคตของมนุษยชาติ”

ทำอย่างไรกรุงเทพฯ จะก้าวพ้นตำแหน่งสุดยอดเมืองสลายฝันนักปั่น ?  ดูบทเรียนจากเมืองอื่น เขาใช้หลายยุทธศาสตร์ควบคู่กัน กทม.จะเปิดเวทีระดมสมองกันจริงจังได้ไหมล่ะ

เพราะรณรงค์ติดป้ายเชื้อเชิญถีบรถตามเสารถไฟฟ้ามันไม่พอแน่นอน

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

18 ส.ค. 2557
 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม