สนามหญ้าของฉัน หรือว่าบ้านของใคร

ก้อนทอง ลุร์ดซามี

สนามหญ้าของฉัน หรือว่าบ้านของใคร

ก้อนทอง ลุร์ดซามี

ในช่วงสองปีที่ผ่านมา มีโอกาสได้ติดร่างแหไปกับคณะทำงานผลิตสื่อความรู้และจัดอบรมเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ อันเป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของมาเลเซียกับรัฐบาลเดนมาร์ค ทำให้มุมมองต่อความสำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพทะลุปล้องมากขึ้น

ก่อนหน้านี้ ใครพูดเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพทีไร ก็ดูจะเป็นเรื่องที่คนทั่วไปเข้าใจและเข้าถึงยาก ราวกับว่าต้องเอาตัวเข้าไปทำงานในป่าในทะเล ถึงจะเข้าไปจับต้อง “ความหลากหลายทางชีวภาพ” เหล่านั้นได้ ทั้งๆ ที่ถ้าหันมองรอบๆ ตัว ก็จะพบว่าเป็นเรื่องที่จ่ออยู่ตรงปลายจมูกนี่เอง

สนามหญ้าหน้าบ้านเรา แม้เหมือนจะมีอยู่เพียงหยิบมือเดียวก็จริง แต่ก็เป็นแหล่งค้นคว้าของสอง “นักวิจัยน้อย” ที่บ้านได้เป็นอย่างดี... อยู่มาวันหนึ่ง ก็พบว่ามีกบน้อยกระโดดเหย็งๆ หลบจระเข้บนรองเท้าไปได้อย่างหวุดหวิด ลูกชายสองคนแสดงความดีใจพอๆ กับแม่ แต่ด้วยเหตุผลที่ต่างกัน ลูกดีใจ เพราะได้เห็นกบ ก็ตอนที่ย้ายเข้ามาอยู่ที่บ้านนี้ใหม่ๆ ลูกตื่นเต้นกับท่อระบายน้ำฝนหน้าบ้านที่มีความลึกราวๆ ครึ่งเอว กว้างพอที่น้องชายจะใช้พี่ชายให้ลงไปเก็บลูกบอลได้อย่างสบาย หลังจากที่แวะเวียนชะโงกหน้าไปดูว่ามีอะไรในท่อระบายน้ำเกือบทุกวัน ในที่สุดก็สมใจหวัง นายน้องชาย (ตอนนั้นสามขวบ) ตะโกนร้องอย่างตื่นเต้นเรียกให้แม่ไปดู “ฝูงปลา”ก่อนที่จะค้นพบว่ามันคือฝูงลูกอ๊อดที่ถูกน้ำฝนพัดมาจากไหนไม่รู้ มาจ่อมอยู่ที่นี่เอง

ส่วนแม่ดีใจ... เพราะจำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่เห็นลูกอ๊อดในสนามหญ้าในบ้านของคนกรุงเทพฯ ก็ร่วม 30 กว่าปีมาแล้ว พื้นที่สวนที่เคยไปช้อนลูกอ๊อด ช้อนลูกไร สมัยเด็กๆ เปลี่ยนสภาพกลายเป็นบ้านจัดสรร ศูนย์การค้า และตึกแถว บ้านของลูกอ๊อดและแม่กบพ่อกบหายไปทั้งแถบ แต่กว่าจะมารู้สึกตัวว่าเจ้าชายกบเดินหายไปจากชีวิต ก็ตอนที่ไปนอนในเรือลอยลำอยู่แถวอยุธยา ฝนตกตอนหัวค่ำ กลิ่นดินกลิ่นฝนโชยมาแล้ว ลมเย็นแผ่วผิวก็แล้ว เสียงกบก็ยังไม่ดัง อึ่งอ่างก็ไม่ขึ้นเสียงสักที

แล้วนี่จู่ๆ ก็มีกบกระโดดอยู่ในสนามหญ้าขนาดจ้อยของเรา เจ้ามายังไง มาจากไหน มากับใคร... แหม อยากยิงสักยี่สิบคำถาม ถ้าไม่เกรงใจว่าลูกจะแย่งกบตอบ

ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา มีนักวิทยาศาสตร์หลายสำนักระบุว่ากบกว่า 120 ชนิดสูญพันธุ์ไปอย่างเงียบๆ แม้ว่าจำนวนชนิดของกบที่ค้นพบในโลกจะมีอยู่มากกว่า 6,000 ชนิดก็ตาม และถึงแม้ว่า เมื่อปลายเดือนพฤษภาคม ปี 2553 นี้ นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันวิจัยเขตร้อนสมิทโซเนียนจะลงข่าวฮือฮาในวงการกบ ว่ามีการค้นพบชนิดใหม่อีกสองชนิดที่ประเทศปานามา กบชื่อ Pristimantis educatoris ได้มาจากอุทยานแห่งชาติโอมาร์ ทอริโฮ และ P. adnus จังหวัดดาเรียนใกล้ชายแดนติดกับโคลัมเบีย แต่จำนวนของชนิดที่ค้นพบใหม่ก็ไม่สามารถทดแทน หรือชดเชยจำนวนที่สูญพันธุ์ไปอย่างรวดเร็วได้เลย

ภาพ : www.thepanamadigest.com

นักวิทยาศาสตร์ทำการศึกษาเพื่อค้นหาว่ากบหลายชนิดเหล่านั้นสูญพันธุ์ไปด้วยสาเหตุใด และได้คาดการณ์ว่า เกิดจากการแพร่ระบาดของเจ้าเชื้อราไชทริด (chytrid fungus) ที่อาศัยอยู่ในกบแอฟริกันสายพันธุ์ African clawed frog ซึ่งนักวิจัยชื่นชอบเป็นพิเศษในการนำมาเป็นตัวอย่างทดลองเรื่องการตั้งครรภ์ของมนุษย์ โดยพบว่า กบชนิดนี้จะวางไข่เมื่อถูกฉีดด้วยปัสสาวะของหญิงตั้งครรภ์ แต่เจ้ากบชนิดนี้มีภูมิต้านทานต่อเชื้อราไชทริดที่อาศัยอยู่ด้วยเป็นอย่างดี

เมื่อกบจากแอฟริกาสายพันธุ์นี้หลุดออกไปสู่โลกภายนอก ด้วยความบังเอิญหรือตั้งใจก็แล้วแต่ เจ้าเชื้อราที่ติดไปกับตัวของกบพันธุ์นี้ จึงเข้าไปรุกรานกบท้องถิ่นทั้งหลาย อย่างรุนแรงและน่ากลัว จนทำให้เกิดโครงการมูลค่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐ เรียกว่า “เรือโนอาห์เพื่อสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก” (Amphibian Ark) หรือเรียกกันสั้นๆ ว่า AArk ซึ่งเป็นโครงการจากความร่วมมือของ 3 หน่วยงานคือ สมาคมสวนสัตว์และพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำโลก กลุ่มงานเฉพาะกิจด้านการเพาะพันธุ์เพื่อการอนุรักษ์ (Conservation Breeding Specialist Group)และกลุ่มงานเฉพาะกิจสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก (Amphibian Specialist Group)ของสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN/SSC) ที่ได้ระดมเชิญชวนสวนสัตว์ทุกแห่ง สวนพฤกษศาตร์ทุกระดับ และพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำทั่วโลก ให้เข้าร่วมกับโครงการเรือโนอาห์นี้

หลักการทำงานง่ายๆ คือ ค้นหากบและผองเพื่อนในท้องถิ่นมาทำความสะอาดให้ปราศจากเชื้อราก่อน แล้วจึงเชิญเข้าร่วมโครงการที่เป็นเสมือนค่ายลี้ภัย เลี้ยงดูปูเสื่ออย่างดี มีการดูแล จัดการ และเพาะพันธุ์สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกทุกสายพันธุ์ภายในสถานที่ดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นกบ อึ่งอ่าง เขียด ปาด จิ้งเหลน หรือซาลามานเดอร์ จนกว่านักวิทยาศาสตร์จะค้นพบวิธีจัดการกับเชื้อราไชทริดที่แพร่ระบาดอย่างกู่ไม่กลับให้ได้ก่อน แล้วจึงปล่อยกลับสู่ธรรมชาติและบ้านเกิด ให้ใช้ชีวิตผจญกับภัยระลอกใหม่ต่อไป แม้จะมีเสียงคัดค้านดังแว่วๆ มาในเรื่องของการเพาะพันธุ์สัตว์ในที่กักขัง แต่โลกภายนอกที่กบและเพื่อนกำลังเผชิญอยู่ ดูจะไม่เปลี่ยนไปในทางที่สร้างความปลอดภัยในเร็ววันนี้ โครงการที่ฟังดูเหมือนเรือโนอาห์ลำนั้น จึงดูจะเป็นความหวังเลือนรางทางเดียวที่นักวิทยาศาสตร์คิดออกในตอนนี้

มาถึงตรงนี้แล้ว หลายคนคงสงสัยว่า กบและเพื่อนของกบมีประโยชน์อะไรนักหนา ถึงต้องทุ่มเงิน แรงกาย สมอง และเวลาในการถนอมรักษาเผ่าพันธุ์ที่ยังหลงเหลืออยู่ ใครที่เกิดทันฟังเสียงอึ่งอ่างแข่งกันร้องหลังฝนตก ได้ไหวตัวทันหรือไม่ว่าเสียงอึ่งอ่างเหล่านั้นหายไป ในขณะที่ยุงธรรมดา และยุงที่เป็นพาหะนำโรค โดยเฉพาะมาลาเรียกลับชุมมากขึ้น นอกจากนี้แล้ว นักวิจัยยังพบว่ามียาหลายขนานที่สามารถสกัดได้จากกบ โดยเฉพาะยาในกลุ่มระงับความปวด และที่เหนือความคาดหมาย แต่เป็นที่คาดหวังอย่างสูงคือ สารเคมีชนิดหนึ่งที่พบในผิวหนังของกบต้นไม้ตาแดงจากออสเตรเลีย มีผลต่อต้านเชื้อไวรัสเอชไอวี

มหัศจรรย์กันขนาดนี้แล้ว มูลค่าของกบที่มีต่อระบบนิเวศทั้งทางตรงและทางที่แล้วแต่มนุษย์จะค้นพบในอนาคตนั้น จึงไม่ได้มีคุณค่าแค่เป็น “ประโยชน์ทางอ้อม”อย่างที่ถูกระบุไว้ในตำราเรียนแบบเดิมๆ อีกต่อไป

คราวหน้า...ถ้าหากโดนยุงรุมกัด ก็ให้ยืนไว้อาลัยกบน้อยที่กำลังหายไปจากโลกเสียหนึ่งนาที...

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

18 ส.ค. 2557
 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม