ขวดพลาสติกใส…ตุ๊ด ตุ๊ด ตุ๊ด

รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

ขวดพลาสติกใส…ตุ๊ด ตุ๊ด ตุ๊ด

รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

ผู้เขียนประทับใจในหนังตลกเรื่อง กวน มึน โฮ โดยเฉพาะ หนูนา หนึ่งธิดา โสภณ นางเอกที่ดูสาวกว่าตัวจริง เนื่องจากปัจจุบันเธอยังไม่ได้เอ็นทรานซ์เลย แต่ก็เป็นนางเอกร้อยล้านไปเรียบร้อยแล้ว

ในตอนหนึ่งที่หนูนาใช้คำพูดยั่วเต๋อ ฉันทวิชช์ ธนะเสวีให้กินปลาหมึกเป็นๆ โดยใช้การเปรียบเทียบด้วยเสียงโทรศัพท์ที่ต่อไม่ติด ตุ๊ด ตุ๊ด ตุ๊ด เพื่อเปรียบเปรยว่าเต๋อนั้นไม่แมนจริงถ้าไม่กล้ากินเจ้าตัวจั๊กกระดึ๋ยที่อาแปะคนขายอาหารเกาหลีเอามาเสริฟ ปรากฏว่าพระเอกสามารถกระเดือกลงคอได้

คำว่า ตุ๊ด นั้น เมื่อไม่กี่ปีมานี้ยังเป็นคำที่ใช้กล่าวถึงผู้ชายที่ใกล้จะข้ามเพศในเชิงหยามอยู่ แต่ปัจจุบันเมื่อคำนึงถึงความเท่าเทียมในความเป็นคนแล้ว ไม่ว่าอยู่เพศใดก็เป็นคนดีได้ ขอให้ทำดีเถอะ เพราะคนชั่วที่เห็นเกลื่อนเมืองนั้น มีทั้งหญิงและชายที่มั่นคงในเพศตัวเองแท้ๆ

ผู้เขียนเคยฟังอาจารย์ท่านหนึ่งของคณะสาธารณสุขแห่งหนึ่งบรรยายว่า การทิ้งขวดพลาสติกใสที่ใส่น้ำดื่มบรรจุขวด (โดยไม่ได้บอกชนิดที่แน่นอนว่าเป็นพลาสติกชนิดใด) ลงน้ำนั้น มีส่วนในการทำให้ปลาตัวผู้ที่อยู่บริเวณนั้นกลายเป็น “ตุ๊ด”ได้ เพราะเมื่อพลาสติกนั้นมีการแตกหักจนองค์ประกอบในพลาสติดหลุดออกสู่สิ่งแวดล้อม แล้วปลากินองค์ประกอบนั้นเข้าไป

เจ้าสารที่อาจทำให้ปลาข้ามเพศได้นั้น ผู้บรรยายไม่ได้ให้ข้อมูลไว้แต่ผู้เขียนก็เข้าใจเอาตามที่รู้ว่าน่าจะเป็นสารที่ชื่อ บิสฟีนอล เอ (Bisphenol A) ซึ่งเป็นสารป้องการการออกซิไดส์ในพลาสติไซเซอร์ (plasticizer) ที่ใช้ในการผลิตพลาสติกชนิดที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้คือ กลุ่มที่มี recycle codeเบอร์ 3 คือ พีวีซี (PVC) ชนิดแผ่นอ่อน (ไม่เกี่ยวกับท่อพีวีซี) ซึ่งใช้ห่ออาหาร และที่มี recycle codeเบอร์ 7 คือ โพลีคาร์บอเนต ที่มีตัวอย่างการนำมาทำขวดนมทารก ตัวเลขเหล่านี้ดูได้ที่ก้นขวดพลาสติกต่างๆ ซึ่งจะเห็นพร้อมเครื่องหมาย recycle

นอกจากนี้ในวันหนึ่งของปี 2552 เวลาใกล้ 20.00 น.ข่าวพยากรณ์อากาศของสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่งได้ให้ความรู้ในเรื่องที่นอกเหนือไปจากการพยากรณ์อากาศว่า การใช้ขวดพลาสติกใสที่เคยบรรจุน้ำดื่มซ้ำ อาจมีปัญหาการปนเปื้อนของสารพิษออกมา โดยเฉพาะเมื่อเอาขวดบรรจุน้ำนั้นไปแช่ในช่องแช่แข็งแล้ว สารพิษในกลุ่มไดออกซินจะหลุดออกมาปนเปื้อนในน้ำดื่ม

ปัญหาดังกล่าวนี้เป็นที่น่าสนใจกันมานานแล้วว่า ข้อมูลดังกล่าวมาจากไหน มีความน่าเชื่อถือสักเท่าไร เพราะผู้เขียนเองก็เคยได้เห็นข้อมูลดังกล่าวใน Forward mail ตลอดจนในบางเว็บไซต์ของคนไทยผู้ที่คิดว่าตนเองรู้รอบทิศ แค่เดาว่าอะไรเป็นอะไร สิ่งนั้นก็เป็นจริงได้ โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับสารพิษ ซึ่งก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ผู้ได้รับข้อมูลแล้วไม่ใช้หลักกาลามสูตร ต้องรีบไปใช้บริการล้างพิษในธุรกิจส่วนตัวของผู้ให้ข่าว

ดังนั้น ผู้เขียนในฐานะที่เป็นผู้ใช้ขวดพลาสติกบรรจุน้ำดื่มซ้ำซาก จึงค่อนข้างกระตือรือร้นในการหาความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัยในการใช้ขวดน้ำพลาสติกซ้ำว่าจะก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพหรือไม่ เพื่อประกอบการตัดสินใจว่า ควรจ่ายสตางค์ซื้อขวดขุ่นที่ระบุการใช้ใส่น้ำซ้ำซากมาใส่น้ำแช่ตู้เย็นหรือไม่

แหล่งที่มาของ e-mail ยอดนิยมที่คนชอบส่งต่อคือ http://www.snopes.com ซึ่งมีบทความเขียนว่า “No water bottles in freezer. A dioxin chemical causes cancer, especially breast cancer. Dioxins are highly poisonous to the cells of our bodies. Don't freeze your plastic bottles with water in them as this releases dioxins from the plastic...... เป็นเรื่องหนึ่ง

และอีกเรื่องเขียนว่า “My husband has a friend whose mother recently got diagnosed with breast cancer. The doctor told her women should not drink bottled water that has been left in a car. The doctor said that the heat and the plastic of the bottle have certain chemicals that can lead to breast cancer. So please be careful and do not drink that water bottle that has been left in a car and pass this on to all the women in your life.” ซึ่งเรื่องนี้ค่อนข้างน่ากลัว เนื่องจากพาดพิงถึงสารไดออกซิน (dioxin)

เรื่องราวเกี่ยวกับไดออกซินนั้น สำหรับท่านที่ไม่รู้จักสารพิษนี้ ผู้เขียนขอแนะนำให้ไปอ่านบทความในหมวดของ กินดี อยู่ดี ที่ลงไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งมีอยู่สองตอน ก็จะเข้าใจเกี่ยวกับสารพิษนี้มากขึ้น

เนื่องจากสารกลุ่มไดออกซินนั้นเป็นทั้งสารก่อมะเร็งและสารก่อลูกวิรูป (สารที่ทำให้เด็กในท้องพิการ) ดังนั้นพอมีข่าวว่ามีสารพิษนี้หลุดออกมาจากขวดพลาสติกใส ใครๆ ก็ต้องกลัว

อย่างไรก็ดีในเรื่องของขวดพลาสติกใสใส่น้ำนั้น เรื่องของไดออกซินเป็นเพียงสิ่งที่เข้าใจกันเองว่ามี ทั้งที่ความจริงไม่ควรมี เพราะไดออกซินนั้นมักเกิดขึ้นในกระบวนการผลิตสารเคมีที่มีคลอรีนเข้าไปเกี่ยวข้อง ดังตัวอย่างการผลิตสารกำจัดวัชพืช 2,4-D และ 2,4,5-T ซึ่งใช้สารประกอบของคลอรีนเป็นองค์ประกอบสำคัญ ในขณะที่ขวดพลาสติกใสที่เรียกว่า ขวด PET นั้นไม่ได้มีคลอรีนร่วมในการผลิต โอกาสเกิดไดออกซินจึงไม่น่าเป็นไปได้

โดยสรุปแล้ว การรายงานเกี่ยวกับสารปนเปื้อนในขวดน้ำพลาสติกในรายการพยากรณ์อากาศที่กล่าวถึงนั้น เป็นการเอาข้อมูลที่คลาดเคลื่อนมารายงาน ซึ่งอาจเป็นเพราะความไม่เข้าใจในเรื่องของสารพิษของแหล่งข้อมูล โดยเฉพาะถ้าเป็นแหล่งข้อมูลในอินเทอร์เน็ต ความถูกต้องเป็นสิ่งที่ควบคุมยาก

ก่อนจะกล่าวถึงปัญหาที่เกิดจาก บิสฟีนอล เอ ผู้เขียนขอทบทวนกับท่านผู้อ่านก่อนว่า ขวดพลาสติกใสที่นิยมใส่น้ำขายนั้น มีชื่อทั่วไปที่เป็นภาษาอังกฤษเรียกว่า ขวด PET

ขวดพลาสติก PET ผลิตจากสารตั้งต้นชื่อ ethylene terepthalate ด้วยกระบวนการทางเคมี ทำให้ได้สารโพลีเมอร์ชื่อ polyethylene terepthalateซึ่งเป็นพลาสติกที่ได้รับการยอมรับจากสำนักคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาและอีกหลายประเทศว่าสามารถใช้กับอาหารและยาได้

PET มีความสวยงามและใสเหมือนขวดแก้ว หรืออาจจะเพิ่มสีสันให้กับขวดได้ตามความเหมาะสม มีน้ำหนักเบา และความเหนียวในเนื้อพลาสติกมีสูง จึงไม่เกิดความเสียหายในขณะขนส่ง จึงเหมาะอย่างยิ่งกับอุตสาหกรรมอาหาร ยา เคมี เครื่องดื่มและอื่นๆ

ประเด็นอยู่ที่ว่า ทำไมเรื่องของไดออกซินในพลาสติกจึงถูกปล่อยออกมา ทำให้มีความหวาดกลัวกันในหมู่ผู้บริโภค

เริ่มแรกที่ได้ยินเรื่องนี้ ผู้เขียนเดาว่าเป็นนโยบายที่ผู้ผลิตขวดพลาสติกพยายามให้มีการใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง เพื่อที่บริษัทจะได้ขายขวดได้มากขึ้น แต่เมื่อประเมินผลได้ผลเสียแล้ว คิดว่าผู้ผลิตคงไม่เสี่ยงทุบหม้อข้าวตัวเองแน่ ดังนั้นจึงลองค้นข้อมูลในอินเทอร์เน็ต ก็ไปพบว่าเรื่องดังกล่าวนี้มีกล่าวถึงใน wikipedia แหล่งข้อมูลเจ้าประจำ

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อปี 2001 มีนักศึกษาคนหนึ่งของมหาวิทยาลัยแห่งรัฐไอดาโฮได้รายงานในวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโทว่า สาร DEHA อาจหลุดออกมาจากขวดพลาสติกชนิดที่เรียกว่า PET (polyethylene terephthalate) ซึ่งถูกใช้ซ้ำหรือได้รับความร้อน

จากนั้นในปี 2003 ข้อมูลดังกล่าวก็ถูกส่งว่อนไปทั่วอินเทอร์เน็ต สารเคมีดังกล่าวที่นักศึกษาผู้นั้นกล่าวถึงคือ bis(2-ethylhexyl) adipate (หรือ di(2-ethylhexyl) adipate) แต่ข้อมูลที่ส่งในอินเทอร์เน็ตกลับไปเข้าใจผิดว่าเป็นสาร diethylhydroxylamine ซึ่งก็มีชื่อย่อเช่นเดียวกันคือ DEHAด้วยเหตุนี้สมาคมผู้ผลิตน้ำดื่มบรรจุขวดพลาสติกจึงไม่สามารถนิ่งนอนใจได้ ต้องลุกขึ้นมาอัดมหาวิทยาลัยดังกล่าวในเรื่องความถูกต้อง พร้อมระบุว่าการใช้ขวด PET บรรจุน้ำดื่มนั้นได้ผ่านการรับรองจาก อย ของสหรัฐแล้ว และที่สำคัญสารดังกล่าวที่อาจหลุดออกมาจากขวด PET นั้นไม่ได้อยู่บัญชีสารก่อมะเร็งของ EPA (สำนักงานป้องกันสิ่งแวดล้อมของสหรัฐอเมริกา) และไม่ได้ถูกจัดเป็นสารก่อมะเร็งตามบัญชีของ IARC ซึ่งเป็นสำนักงานระหว่างชาติที่ดูแลงานวิจัยเกี่ยวกับสารก่อมะเร็ง

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีการพยายามเคลียร์กันแล้ว แต่เรื่องที่เกิดในทางไม่ดีนั้น ไม่ว่าจริงหรือเท็จมักค้างคาใจ เหมือนใบสั่งการจอดรถผิดกฎหมาย ถึงแม้จ่ายค่าปรับแล้ว ผู้จ่ายก็ยังมักหงุดหงิดทุกครั้งที่เห็นคนเขียนใบสั่ง และมักรู้สึกไม่ดีตลอดไป ฉันใดก็ดี เรื่องสารพิษในขวดพลาสติกก็ยังพูดกันต่อๆ ไป แล้วจากเมล์ต่อเมล์มันก็กลายเป็นสารไดออกซินในที่สุด โดยที่ความจริงแล้วสารเคมีที่อาจก่อปัญหาสุขภาพของผู้บริโภคเนื่องจากการหลุดออกมาจากขวดพลาสติก (ที่ไม่ใช่ชนิดที่ใส่น้ำดื่มบรรจุขวด) คือ บิสฟีนอล เอ ซึ่งได้กล่าวค้างไว้ข้างต้น

ท่านผู้อ่านโปรดอย่าสับสนว่า ขวดพลาสติกใสที่ใช้ใส่เครื่องดื่มหรือน้ำดื่มอาจมีสารบิสฟีนอล เอ หลุดออกมานั้นเป็นขวด PET เพราะขวดที่เป็นจำเลยนั้นทำจากพลาสติกใสที่เรียกว่า โพลีคาร์บอเนต (polycarbonate) ซึ่งแตกต่างจากขวด PET ที่ใช้ใส่น้ำดื่มบรรจุขวด

ในการผลิตพลาสติกประเภทโพลีคาร์บอเนตนั้นมีการใช้สาร บิสฟีนอล เอ เป็นสารช่วยในการผลิต ดังนั้นจึงต้องขอให้ท่านผู้อ่านตั้งสตินิดหนึ่งว่า พลาสติกทั้งสองนั้นต่างกันในเรื่องการทนความร้อน และที่สำคัญคือราคา

ผู้บริโภคทั่วไปสามารถสัมผัส บิสฟีนอล เอ จากอาหารเป็นหลัก เพราะมีการวิเคราะห์พบในเลือดคนทั่วไป ตลอดจนในเด็กทารก ซึ่งมีกระบวนการทำลายสารพิษที่ยังไม่สมบูรณ์ ท่านผู้อ่านสามารถเข้าไปดูปริมาณที่วิเคราะห์พบได้ในปัสสาวะคนได้ที่ http://www.cdc.gov/nchs/about/major/nhanes/ nhanes2003-2004/lab03_04.htm นอกจากนี้ตามรายงานของ National Toxicology Program ของสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 1982 ระบุว่าสาร บิสฟีนอล เอ นี้ไม่ใช่สารก่อมะเร็ง

ท่านผู้อ่านอาจสัมผัส บิสฟีนอล เอ ได้ในพลาสติกอีกประเภทคือ โพลีไวนิลคลอไรด์ ที่ใช้ทำแผ่นพลาสติกใสหุ้มอาหาร หรือที่เรียกันว่า แพ์รบ (wrap) ซึ่งชาวไทยหลายล้านคนได้มีประสบการณ์การสัมผัสแผ่นพีวีซีที่ห่อหุ้มแซนด์วิชต่างๆ ที่มีการขายแก้จน โดยไม่ค่อยมีใครทราบว่า ถ้านำเอาแซนด์วิชที่มีแผ่นพลาสติกใสหุ้มอาหารอยู่นั้นไปอุ่นให้ร้อนด้วยไมโครเวฟ โอกาสที่ บิสฟีนอล เอ ตลอดจนโมโนไวนิลคลอไรด์ที่ติดอยู่ในแผ่นพลาสติก ก็สามารถหลุดออกมาได้

แหล่งของสารเคมีนี้ที่ผู้บริโภคอาจได้รับอีกแหล่งคือ จากพลาสติกใสที่มีการนำไปเคลือบกระป๋องบรรจุอาหารที่ต้องผ่านความร้อนสูง ดังนั้นในบางประเทศจึงพยายามเลิกใช้กระบวนการนี้

วิกิพีเดีย (www.wikipedia.org) เล่าว่ามีงานวิจัยชิ้นหนึ่งศึกษาพบว่า บิสฟีนอล เอ ที่ขนาด 1 ไมโครกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมในหนูถีบจักรเพศเมียที่ท้อง ก่อพิษต่อระบบสืบพันธุ์และก่อมะเร็งต่อตัวอ่อนที่ได้รับสารนี้ ในช่วงการพัฒนาอวัยวะของตัวอ่อน นอกจากนี้สารเคมีดังกล่าวยังสามารถยับยั้งการเจริญของเซลล์สืบพันธุ์ของหนูถีบจักรที่เลี้ยงในหลอดทดลอง

เมื่อเราเข้าไปดูข้อมูลใน www.emaxhealth.com เกี่ยวกับขวดนมพลาสติกซึ่งเป็นขวดใสพบว่า ในปีที่แล้วหน่วยงานด้านสุขภาพของแคนาดาได้ระงับใบอนุญาตจำหน่ายขวดนมพลาสติกที่มี บิสฟีนอล เอ เป็นองค์ประกอบ ปฏิบัติการดังกล่าวนับเป็นครั้งแรกที่หน่วยงานด้านกฎหมายของแคนาดาเริ่มจับตามองสาร บิสฟีนอล เอ ทั้งที่หน่วยงานดังกล่าวเคยออกมาแถลงว่า ปริมาณการสัมผัสสารนี้อยู่ในระดับต่ำ

สำหรับในสหรัฐอเมริกานั้น สภาสูงได้เริ่มขอให้ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาทบทวนงานวิจัยที่เกี่ยวกับความปลอดภัยของสาร บิสฟีนอล เอ และที่สำคัญฝรั่งเศสก็เป็นอีกประเทศที่เริ่มดำเนินการในเรื่องเกี่ยวกับการทบทวนการใช้พลาสติกที่มีสาร บิสฟีนอล เอ ด้วย

ฝ่ายโรงงานอุตสาหกรรมผลิตพลาสติกนั้นได้กล่าวว่า ปริมาณการปนเปื้อนสู่อาหารของสารเคมีจากบรรจุภัณฑ์นั้น ส่วนใหญ่มีปริมาณค่อนข้างน้อย ไม่น่าเป็นห่วง และที่สำคัญคือ ยังไม่มีสารเคมีอื่นมาแทนที่ บิสฟีนอล เอ ในการผลิตภาชนะที่ทนร้อนระดับการฆ่าเชื้อทางอุตสาหกรรมเพื่อป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อโรคได้ การกล่าวนี้เหมือนกับบอกว่า ยอมๆ กันไปก่อนเถอะน่า ไว้หาสารตัวอื่นมาแทนได้ค่อยตื่นเต้นใหม่

ผู้เชี่ยวชาญในการผลิตภาชนะบรรจุอาหารบริษัทหนึ่งได้กล่าวเสริมว่า ยังมีความจำเป็นในการทำการศึกษาหาความสัมพันธ์ระหว่างการเจ็บป่วยที่มีความสัมพันธ์กับระดับฮอร์โมนเพศที่เพิ่มขึ้นในแต่ละวัน ซึ่งอาจเกิดเนื่องจากสารเคมีที่มีฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเพศและปัญหาที่เกี่ยวกับเต้านม ต่อมลูกหมาก โรคอ้วน โรคเบาหวาน และภูมิแพ้ก่อน เพื่อให้มีการเชื่อมต่อกับข้อมูลการปนเปื้อนของสารเคมีในอาหาร จากนั้นจึงค่อยมากังวลกับการปนเปื้อนสารพิษนี้อย่างจริงจัง

การดื่มเครื่องดื่มจากขวดโพลีคาร์บอเนตแล้วสามารถตรวจสอบพบสาร บิสฟีนอล เอ ในปัสสาวะของผู้บริโภคนั้น เป็นข้อมูลงานวิจัยของคณะสาธารณสุข มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard School of Public Health) และศูนย์กลางการควบคุมโรค (CDC) ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งยังมีข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า ในกรณีขวดนมนั้นการปนเปื้อนสามารถเพิ่มขึ้นได้เนื่องจากของที่บรรจุอยู่ในขวดนม

ในสหรัฐอเมริกานั้น U.S. Food and Drug Administration และ National Toxicology Program ได้เคยสรุปแล้วว่า บิสฟีนอล เอ ไม่ก่อปัญหาในด้านสุขภาพ ซึ่งต่างจากหน่วยงานด้านสุขภาพในแคนาดาที่มองว่าปัญหาอาจเกิดต่อตัวอ่อนในท้องแม่ที่ได้รับสารดังกล่าว เพราะสารดังกล่าวมีฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน จึงจัดให้อยู่ในลักษณะของ hormone disrupter

การวิเคราะห์ปริมาณปนเปื้อนของ บิสฟีนอล เอ จากขวดพลาสติกที่มีสีสรรสวยงามคล้ายสีหลอดนีออนพบได้ไม่ยาก ไม่ว่ามากหรือน้อย จึงมีหลายบริษัทผลิตขวดพลาสติกได้เปลี่ยนไปผลิตพลาสติกที่ไม่ต้องใช้สารดังกล่าว ทั้งนี้เพราะขวดที่ใช้ บิสฟีนอล เอ ในการผลิตจะมีการปนเปื้อนของสารออกมาเมื่อได้รับความร้อนไม่ว่าจากแสงแดดหรือจากไมโครเวฟ

ในสหรัฐอเมริกาเอง หน่วยงานท้องถิ่นของรัฐมินนิโซตาและคอนเนตทิคัต ได้เริ่มห้ามการจำหน่ายภาชนะพลาสติกที่มีสารดังกล่าวเป็นส่วนผสม และอย่างน้อยผู้ผลิตภาชนะพลาสติกรายใหญ่ 5 รายในสหรัฐอเมริกาได้หยุดการผลิตหรือเพิ่มทางเลือกในการผลิตพลาสติกประเภทอื่นที่ไม่มี บิสฟีนอล เอ ให้ผู้บริโภคแล้ว ข้อมูลดังกล่าวดูได้จาก www.alternet.org และ www.findingdulcinea.com

ปรากฏการณ์นี้ทำให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐต้องเริ่มทบทวนเกี่ยวกับความปลอดภัยของพลาสติกที่มี บิสฟีนอล เอ เป็นองค์ประกอบตั้งแต่ปี 2008 อย่างไรก็ตามเมื่อมีการสอบถามความเห็นจากนักพิษวิทยาจำนวน 937 คน พบว่า มีเพียงร้อยละ 9 เท่านั้นที่คิดว่าสารนี้เป็นปัญหาร้ายแรงต่อสุขภาพ โดยเทียบกับอันตรายที่เกิดจากแสงแดด สุรา หรือ อะฟลาทอกซิน

ส่วนในกลุ่มของนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเอง สารพิษนี้ก็ยังอยู่ลำดับท้ายๆ ของบัญชีสารพิษที่ก่อปัญหาสิ่งแวดล้อมต่อมนุษย์ อาจเนื่องจากปริมาณที่ประชากรโลกสัมผัสสารพิษนี้ค่อนข้างต่ำ ตามการประเมินของ National Institute of Environmental Health Sciences

เคยมีนักพิษวิทยาคนหนึ่งในสหรัฐอเมริกากล่าวว่า ปริมาณที่มนุษย์ได้รับแต่ละวันนั้นน้อยกว่าปริมาณที่ก่อให้เกิดพิษในสัตว์ทดลองถึง 500,000 เท่า อย่างไรก็ดีท่านผู้อ่านควรทราบว่า การศึกษาและการประเมินความเป็นพิษของสารเคมีที่อาจเข้าสู่ร่างกายมนุษย์นั้น เป็นการตั้งสมมุติฐานว่า มนุษย์ได้รับสารนั้นอย่างเดียว และสุขภาพมนุษย์ก็อยู่ในสภาวะที่ดีที่สุดด้วย ซึ่งในความเป็นจริงนั้น ไม่ใช่เลย เพราะถ้าเราคิดถึงปัจจัยเกี่ยวกับสุขภาพ สภาวะโภชนาการ ความแตกต่างทางพันธุกรรมที่บางคนกำจัดสารพิษได้ต่ำกว่าคนอื่นแล้ว ปริมาณสารพิษที่ดูน้อย อาจก่อให้เกิดปัญหาที่น่าตกใจได้

ในวารสาร Science Daily (July 9, 2009) ของเว็บ www.sciencedaily.com กล่าวว่า บิสฟีนอล เอ มีผลในการทำให้ไข่ของหนูถีบจักรพัฒนาตัวช้ากว่าปกติ เนื่องจากผลที่มันเป็นสารที่มีฤทธิ์ของฮอร์โมนเพศหญิง แต่เรายังไม่ทราบว่าเมื่อเทียบกับฮอร์โมนเพศหญิงธรรมชาติแล้ว มันมีฤทธิ์ต่ำกว่า หรือสูงกว่าฮอร์โมนเพศธรรมชาติ

นอกจากนี้ National Toxicology Program ของสหรัฐอเมริกายังได้รายงานว่า สารเคมีนี้มีผลต่อสมอง พฤติกรรม และต่อมลูกหมากของลูกสัตว์ทดลองที่แม่ได้รับสารนี้ ซึ่งอาจเชื่อมโยงได้ว่ามีผลอย่างเดียวกันในคน

เนื่องจากนักพิษวิทยาบางส่วนไม่สามารถกล่าวอย่างเต็มปากว่าสารเคมีนี้ปลอดภัย บริษัท Nalgene ซึ่งผลิตขวดพลาสติกหลายชนิดขายทั้งในห้องปฏิบัติการเคมี และใช้เป็นขวดบรรจุน้ำ อาหาร และอื่นๆ จึงได้แนะนำผู้บริโภคประมาณว่า ถ้าไม่แน่ใจในการใช้ขวดพลาสติกใสทนร้อนชนิดโพลีคาร์บอเนต ก็ขอเชิญให้หันกลับไปใช้ขวดพลาสติกขุ่นที่บริษัทก็ผลิตขายแทนได้เช่นกัน เพื่อความสบายใจ ข้อมูลดังกล่าวหาดูได้จาก www.ecopledge.com

ดังนั้นถ้าท่านต้องการใช้ภาชนะพลาสติกใสที่ทนร้อนได้ ท่านคงต้องยอมเสี่ยงที่จะรับสารดังกล่าวบ้าง มันอาจไม่เลวร้ายนักเพราะเวลาล้างขวดนมด้วยการต้ม น้ำที่ใช้ต้มเราก็เททิ้ง แต่ยังไม่มีใครรับประกันว่ามี บิสฟีนอล เอ ติดอยู่ที่ผนังขวดหรือไม่ ดังนั้นน่าจะถึงเวลาหันกลับไปใช้ขวดนมแก้วได้แล้ว หรือถ้าจะให้ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์แก่ลูกน้อย นมจากเต้านั้นแหละดีที่สุดครับ

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม