เรื่องที่ไม่ค่อยจะมีคนพูดกันของอาหารจีเอ็มโอ ตอนที่ 2

รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

เรื่องที่ไม่ค่อยจะมีคนพูดกันของอาหารจีเอ็มโอ ตอนที่ 2

รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

ในฉบับนี้ก็ยังเป็นเรื่องของจีเอ็มโอต่อ เป็นเรื่องที่ไม่เครียดนักเพราะจะรอไปเครียดเอาในตอนหน้า สิ่งที่ทำให้เราไม่เครียดก็คงต้องเป็นเรื่องอาหารการกินที่ไม่เกี่ยวข้องกับอาหารจากประเทศญี่ปุ่น เพราะยังไม่ถึงเวลาว่าสุดท้ายแล้วโรงไฟฟ้าปรมาณูที่กำลังมีปัญหานั้นจะลงเอยอย่างไร ถ้าลงได้สวย อาหารญี่ปุ่นก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าลงไม่สวย ก็อาจมีเรื่องคล้ายๆ กับที่โรงไฟฟ้าเชอร์โนบิลทำให้เกิดปัญหา ดังนั้นให้ถึงเวลาก่อนค่อยมากินปลาดิบกัน
    
ขณะที่กำลังเล่าเรื่องให้ท่านอ่านนี้ อากาศกรุงเทพมหานครในเดือนมีนาคม หนาวที่สุดตั้งแต่ผู้เขียนเกิดมา เพราะส่วนใหญ่แล้วในตอนนี้ควรเป็นเวลาที่เด็กผู้ชายได้ไปท้องสนามหลวงแล้วเล่นว่าวกันได้สนุก อุณหภูมิตอนห้าโมงเย็นเมื่อ 40-50 ปี ก่อนนั้นมีสายลมและแสงแดดเหมาะกับการดูกีฬาไทยคือ การต่อสู้กันของว่าวจุฬาปักเป้า ซึ่งโดยปรกติอุณหภูมิของเวลาบ่ายแก่ๆ ของเดือนมีนาคมไม่เคยต่ำกว่า 30 องศาเซลเซียส แต่ที่ผ่านมาแค่ 24-25 องศาเซลเซียสเท่านั้น

ความหนาวเย็นนี้ทำให้นึกถึงเรื่องการนำเอาการตัดต่อพันธุกรรมมาใช้ให้เป็นประโยชน์กับอาหาร กล่าวคือมีประเด็นว่า ทำอย่างไรจะทำให้ผักที่แช่ในตู้เย็นนานๆ ไม่เหี่ยวไปตามกาลเวลา หรือพืชเช่นสตรอเบอร์รีไม่ตายในช่วงแม่คะนิ้งลง การตัดต่อพันธุกรรมสามารถช่วยในเรื่องนี้ได้หรือไม่

การทำวิจัยเรื่องเกี่ยวกับการทำให้สิ่งมีชีวิตทนความเย็นได้นั้น นักตัดแต่งพันธุกรรมหัวดีได้มองว่า บริเวณที่เย็นและมีสิ่งมีชีวิตอยู่ได้ควรเป็นขั้วโลกเหนือ ซึ่งมีปลาเยอะ ปลาเหล่านี้อยู่ในน้ำที่เย็นราวกับช่องแช่ผัก ก็น่าที่จะมีอะไรบางอย่างในปลาที่อาศัยในแหล่งน้ำเย็นที่ต่างจากปลาที่ชอบอาศัยในน้ำเขตศูนย์สูตร

ปรากฏว่าสิ่งที่ทำให้ปลาทนความเย็นได้นั้นคือ การมีองค์ประกอบทางพันธุกรรมที่สร้างโปรตีนออกมาในตัวปลาให้ทนความเย็นได้ โดยนักวิทยาศาสตร์ที่สนุกกับการปรับปรุงพันธุกรรมได้แยกยีนหรือหน่วยพันธุกรรมดังกล่าวออกมาได้ อย่างไรก็ดียังไม่เคยมีข่าวว่ามีใครสามารถทำให้ผักอยู่ในตู้เย็นได้นานเกินกว่าที่ควรเป็น จึงเป็นที่เข้าใจกันว่าคงยังทำไม่สำเร็จ หรือยังไม่ได้จดสิทธิบัตร จึงยังไม่มีการเปิดเผย ประเด็นที่สำคัญคือ เรื่องแบบนี้ไม่มีการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการแน่ๆ เพราะเป็นเรื่องของเงินๆ ทองๆ

หลักฐานของความพยายามวิจัยเกี่ยวกับเรื่องยีนทนความเย็นนั้นมีอยู่บ้าง เช่นในบทความหนึ่งชื่อ Type II fish antifreeze protein accumulation in transgenic tobacco does not confer frost resistance ซึ่งเป็นงานวิจัยของ K.D. Kenward,; J. Brandle,; J. McPherson และ  P.L. Davies, ที่ตีพิมพ์ใน Transgenic Research ชุดที่ 8 ฉบับที่ 2 หน้าที่ 105 -117 ในปี ค.ศ. 1999 ได้แสดงให้ว่ามีการแยกยีนที่สร้างโปรตีนที่ทำให้ปลาไม่แข็งตายในน้ำที่เย็นจัดได้แล้ว แม้ว่าการพยายามจะยัดเยียดยีนดังกล่าวเข้าไปในดีเอ็นเอของต้นยาสูบจะล้มเหลวไม่เป็นท่าก็ตาม นักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้ก็คงไม่ยอมสิ้นหวัง เพราะเงินนั้นลอยรออยู่ในอนาคตข้างหน้า เพียงแต่ยังเอื้อมไม่ถึง

ที่เป็นหลักฐานยืนยันว่ายีนต้านความหนาวรวมถึงต้านความแห้งแล้งของสิ่งมีชีวิตนั้นมีจริงคือ การจดสิทธิบัตรผลงานของนักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันชื่อ M. Thomashow, E. Stockinger, K. Jaglo-Ottosen และ D. Zarka ซึ่งได้รับสิทธิบัตรหมายเลข US Patent: 5929305 เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม ค.ศ. 1999 เกี่ยวกับชิ้นส่วนของพืชที่มียีนสำหรับสร้างโปรตีน (ที่ไม่ใช่ธรรมชาติของพืช) ให้ควบคุมการทนอุณหภูมิต่ำๆ ของสิ่งแวดล้อมและการทนแล้งได้ ยีนนั้นมีชื่อเป็นรหัสว่า CBF1 ซึ่งสร้างโปรตีนชื่อเดียวกันที่สามารถไปจับกับบริเวณเฉพาะของพืชแล้วทำให้พืฃทนความเย็นและแล้งของหน้าหนาวได้

จะเห็นว่าเรื่องราวของการตัดแต่งพันธุกรรมนี้มันช่างน่าทำเป็นหนักหนา สนุกออกจะตายไป นักวิทยาศาสตร์ชาวไทยคนหนึ่งซึ่งยังทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอัน กล่าวกับแหล่งข่าวที่ไม่ยอมเปิดเผยตัวแต่ได้กล่าวเติมว่า พวกนักวิทยาศาสตร์มักคิดเอาแต่ได้จากผลที่ทำสำเร็จ เลยไม่ได้คิดในแง่ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นเลย ผู้เขียนจะเอาไว้เขย่าขวัญในตอนต่อๆ ไป

อย่างไรก็ดี การตัดแต่งพันธุกรรมให้พืชมีความทนต่อสภาวะแวดล้อมและประสบความสำเร็จจนมันสามารถลงไปอยู่ในกระเพาะคนอเมริกันนั้น มีตัวอย่างให้เห็นกันจะๆ คือ มะเขือเทศสายพันธุ์พิเศษที่ไม่เหี่ยวชื่อ Flav Savr อ่านออกเสียงว่า flavor saver หมายความว่า สามารถเก็บรสชาติไว้ได้ (แม้เวลาจะผ่านไปนานเท่านาน จวบฟ้าดินสลายในปี 2012)

ท่านผู้อ่านคงไม่ประหลาดใจนักนะครับว่า ทำไมชื่อมะเขือเทศนี้ถึงอ่านได้ไม่เป็นภาษาคน เพราะการตั้งชื่อยาหรืออาหารในประเทศสหรัฐอเมริกาก็มีหลักการเดียวกันกับในบ้านเราครับ กล่าวคือ ชื่อสินค้าต้องไม่อวดอ้างสรรพคุณ ตัวอย่างคือ ยาแก้ปวดหัว เดิมชื่อ ปวดหาย ก็กลายเป็น บวดหาย ยาชื่อเดิมดีๆ ว่า ซ่อมปอดใหม่ (ซึ่งมันอาจไม่มีข้อพิสูจน์ทางการแพทย์กระมัง) จึงกลายเป็น ซอมป่อยใหม่ หรืออะไรประมาณนี้แหละครับ แต่ที่เปลี่ยนแล้วดูดีในปัจจุบันคือ ยาทันใจ ซึ่งเป็นยาแก้ปวด ถูกเปลี่ยนเป็นยา ทัมใจ ซึ่งพ้องเสียงกับสถานการณ์ที่คนส่วนใหญ่ในกรุงเทพมหานครต้องทำใจกับการที่กลุ่มคนสองกลุ่มพอใจจะใช้ถนนทำอะไรก็ทำได้ คนอื่นซึ่งก็เป็นคนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์จะใช้ถนนบ้างก็ไม่ได้ ต้องไปซื้อยา ทัมใจ มากินแก้เซ็ง

เจ้ามะเขือเทศพิเศษนี้สามารถทนการขนส่งได้โดยไม่เหี่ยวไปตามกาลเวลา หลังจากที่เก็บจากไร่ในแคลิฟอร์เนียแล้วส่งข้ามทวีปไปนิวยอร์ก ซึ่งแต่เดิมก่อนถูกแปลงให้ข้ามสถานะมะเขือเทศยกระดับเป็นจีเอ็มโอนั้น เกษตรกรต้องตกเขียวมะเขือเทศตั้งแต่ยังไม่สาวเต็มตัว ส่งขึ้นรถบรรทุกให้ไปสุก (คือ มีสีแดง) เมื่อใกล้ถึงปลายทางด้วยการรมควันก๊าซเอทิลีน เพื่อให้ชาวนิวยอร์กขย้ำกินแบบว่าน้ำมะเขือแตกคาปาก (ฟังดูหวาดเสียวไปหน่อย คงต้องใช้รหัส น.18+ กระมังครับ)

อย่างไรก็ตาม มะเขือที่ส่งจากแคลิฟอร์เนียด้วยวิธีดังกล่าวนี้เมื่อถึงนิวยอร์กปรากฏว่ามันไม่ค่อยอร่อย เพราะอะไรก็ตามที่ชิงสุกก่อนห่ามย่อมไม่ค่อยดี ทั้งนี้เพราะแม้ว่ามะเขือจะมีสีแดง มันก็แดงแบบจำยอม เพราะถูกตัดออกจากขั้วในขณะที่ความอร่อยยังไม่ได้ถูกสังเคราะห์ขึ้นอย่างเต็มที่ แล้วมาบ่มให้แดงด้วยก๊าซ

ข้อจำกัดนี้เกษตรกรก็ทราบแต่ต้องจำใจทำ เพราะถ้ารอให้มะเขือเทศสุกแดงคาต้นแล้วค่อยเก็บจากแคลิฟอร์เนียส่งไปนิวยอร์ก ซึ่งห่างประมาณ 3,000 ไมล์ (ถ้าผู้เขียนจำไม่ผิด) มะเขือนั้นก็จะเหี่ยวเละเมื่อถึงปลายทาง แต่พอถูกจัดการยกระดับการต่อสู้ให้เป็นจีเอ็มโอ อะไรๆ ก็ดูดีขึ้น ถูกใจทั้งสองฝ่ายคือ เกษตรกรและผู้ค้ามะเขือเทศ แต่ผู้บริโภคคงไม่ค่อยชอบมะเขือนี้ มันน่าจะเข้าคำคมของไทยที่ว่า สวยแต่รูปจูบไม่หอม

หลักการและเหตุผลในการทำมะเขือเทศพิเศษนี้คือ มะเขือเทศเมื่อเก็บขณะสุกนั้น ตามปรกติเมื่อเวลาผ่านไปไม่กี่วันก็จะเหี่ยวเละ ต้องเอาไปทำซอสมะเขือเทศแทน เนื่องจากในผลมะเขือนั้นมีเอนไซม์ที่เรียกว่า โพลีกาแลคทูโรเนส (polygalacturonase) เอนไซม์นี้ทำการย่อยสลายเพคตินซึ่งเป็นใยอาหารที่ผนังเซลล์ของเนื้อมะเขือ (ซึ่งทำให้มะเขือเทศมีความกรอบ) กลายเป็นเละไป ตามธรรมชาติแล้วนี่เป็นไปตามวัฏสงสารเพื่อให้เมล็ดมะเขือได้เผยออกมางอกได้ถ้าผลสุกนั้นหล่นลงดิน การย่อยเพ็คตินของเอนไซม์ดังกล่าวนั้นนอกจากทำให้มะเขือเทศเหี่ยวแล้ว ยังทำให้เชื้อราเจาะทะลวงเข้าไป ทำให้เนื้อมะเขือเน่าได้อีกปรากฏการณ์นี้ไม่เป็นที่พึงใจของมนุษย์ (ผู้ซึ่งบริโภคทุกสิ่งทุกอย่างในสากลโลกนี้) จึงต้องหาทางทำลายเอนไซม์โพลีกาแลคทูโรเนสทิ้ง

การกำจัดเอนไซม์ดังกล่าวนั้น ถ้าจะใช้สารเคมีก็ย่อมไม่ยากนัก แต่การตกค้างของสารเคมีอันตรายนั้นเป็นเรื่องน่าขายหน้าเป็นยิ่งนักในทางการเกษตรอเมริกัน นักวิทยาศาสตร์จึงคิดวิธีที่แยบคายในการกำจัดเอนไซม์นี้โดยทำการฆ่าตัดตอนระบบการสร้างเอนไซม์เสีย

ท่านผู้อ่านที่จบปริญญาตรีด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพคงพอมีความรู้ทางชีวเคมี (ถ้าไม่คืนอาจารย์ไปเสียก่อน) ว่า เอนไซม์นั้นเป็นโปรตีน ซึ่งโปรตีนนั้นถูกสร้างโดนการถอดรหัสมาจาก อาร์เอ็นเอ ที่ถูกถอดรหัสออกมาอีกทีจากดีเอ็นเอในส่วนที่เป็นยีนสร้างโปรตีนนั้นๆ ดังนั้นถ้าเราสามารถปิดปากดีเอ็นเอหรือกำจัดอาร์เอ็นเอ โดยการอุ้มอาร์เอ็นเอไม่ให้เป็นอิสระได้ เอนไซม์หรือโปรตีนนั้นก็จะไปอยู่วัดไผ่เงินโชตนาราม คือถูกทำแท้งไป

หลักการดังกล่าวถูกนำมาใช้ฆ่าตัดตอนเอนไซม์โพลีกาแลคทูโรเนส โดยสร้างอาร์เอ็นเอในห้องทดลองให้มีหน้าตาตรงกันข้าม (แบบเดียวกับที่ช่างหล่อพระทำเบ้าหล่อพระให้มีลักษณะภายในเบ้ากลับซ้ายเป็นขวา พอเททองลงไปก็จะได้พระพุทธรูปออกมาตามต้องการ) การทำอาร์เอ็นเอที่มีลักษณะตรงข้ามกับอาร์เอ็นเอที่สร้างเอนไซม์โพลีกาแลคทูโรเนสในมะเขือเทศนี้ เรียกเป็นภาษาจีเอ็มโอว่า antisense RNA  ซึ่งจะกอดแน่นสนิทกับอาร์เอ็นเอที่สร้างเอนไซม์แบบประกบแน่นจนไม่มีโอกาสสร้างเอนไซม์ได้

กระบวนการอย่างว่านี้สามารถทำให้มันเกิดขึ้นเป็นธรรมชาติในมะเขือเทศได้ด้วยวิธีการตัดต่อพันธุกรรม โดยสร้างดีเอ็นเอในห้องทดลองที่มีรหัสพันธุกรรมที่สามารถถอดออกมาเป็นอาร์เอ็นเอพิเศษ (antisense) ดังกล่าวข้างต้น แล้วเอาดีเอ็นเอที่ได้มาผูกติดกับโปรโมเตอร์ของไวรัสที่กล่าวในฉบับที่แล้ว จากนั้นก็ทำทุกวิถีทางที่จะอัดยีนดังกล่าวนี้เข้าไปในหน่วยพันธุกรรมของมะเขือเทศ ซึ่งเมื่อทำได้ตามวัตถุประสงค์ เอนไซม์โพลีกาแลคทูโรเนสก็ไม่เกิดขึ้นมาเป็นมารความสุขของปากผู้บริโภค

จากนั้นเป็นต้นมา มะเขือเทศที่ถูกตัดต่อพันธุกรรมก็สามารถสุกคาต้น แล้วถูกอัญเชิญขึ้นรถบรรทุกส่งไปยังนิวยอร์กโดยคงสีแดงและไม่เหี่ยว... แต่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดข้างในผลมะเขือเทศนั้น จริงแท้แน่นอนย่อมเป็นไปตามธรรมชาติ นั่นคือ อะไรที่มันต้องสูญเสียระหว่างการเดินทางก็ยังเกิดขึ้น แต่อย่างน้อยผู้บริโภคก็ยังสามารถกัดมะเขือเทศทั้งผลที่ทั้งสุกแดง ไม่เละ เพียงแค่ไม่อร่อยเท่าเด็ดจากต้น เพราะการปรับปรุงดังกล่าวช่วยแค่ทำให้ระยะเวลาการวางขาย (Shelf life) ยาวได้จริง แต่ความเหี่ยวภายในผลก็ยังเกิดอยู่ และรสชาติที่หวังว่าอร่อยก็ไม่ค่อยเป็นดังต้องการ สุดท้ายต้องมีการใช้วิธีการผสมข้ามพันธุ์แบบโบราณช่วย จึงทำให้ได้มะเขือเทศที่พิเศษนี้สามารถวางขายได้ในราคา Premium ซึ่งแปลว่า แพงสุดๆ ในซูเปอร์มาเก็ต รายละเอียดสามารถอ่านได้ใน www.wikipedia.org เจ้าเก่านะครับ

อย่างไรก็ตาม เรื่องที่น่าเศร้าใจสำหรับผู้นิยมบริโภคจีเอ็มโอก็คือ หลังจากความพยายามที่ทำให้ U.S. FDA ยอมรับมะเขือเทศพิเศษนี้ พร้อมกับหลักการที่ดูดีได้แล้วก็ตาม แต่สุดท้ายมันยังคงเละเทะได้เมื่อสุกอยู่ดี ทำให้การขนส่งต้องทำกล่องพิเศษเพื่อใส่ ซึ่งเป็นการเพิ่มต้นทุน บวกกับรสชาติก็ไม่ดีเท่ามะเขือเทศธรรมดาในความรู้สึกของผู้บริโภค เมื่อปัญหาสุกงอมเต็มที่ Monsanto ธุรกิจยักษ์ใหญ่ทางด้านจีเอ็มโอก็ซื้อกิจการ Calgene ซึ่งเป็นผู้พัฒนามะเขือเทศพิเศษนี้ เพื่อนำความสามารถนี้มาใช้ในการพัฒนาพืช ฝ้าย และพืชน้ำมันอื่น โดยไม่สนใจ Flavr Savr อีกเลย ซึ่งผู้เขียนเข้าใจว่า มะเขือเทศ Flavr Savr นั้นก็ถูกเก็บเข้าสู่พิพิธภัณฑ์จีเอ็มโอไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ท่านผู้อ่านสามารถเข้าไปติดตามรายละเอียดได้ในบทความชื่อ The Failure of the first GM Foods ซึ่งเข้าไปดูได้ที่ http://www.ghorganics.com/failure%20of%20the%20first%20GM%20foods.htm

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม