เรื่องที่ไม่ค่อยจะมีคนพูดกันของอาหารจีเอ็มโอ ตอนที่ 3

รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

เรื่องที่ไม่ค่อยจะมีคนพูดกันของอาหารจีเอ็มโอ ตอนที่ 3

รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

ในฉบับนี้จะขอต่อเรื่องความมหัศจรรย์ของการทำให้พืชกลายสภาพด้วยฝีมือมนุษย์ โดยมีคำถามว่าเพื่อประโยชน์ของใคร  คำตอบนั้นคงขึ้นกับว่าใครเป็นคนตอบคำถาม ถ้าเป็นบริษัทผู้ผลิตพืชพิเศษนี้ ก็จะตอบว่าเพื่อประโยชน์ของเกษตรกร (ซึ่งอาจไม่รวมผู้บริโภคพืชดังกล่าวนี้) และถ้าผู้ตอบเป็นเกษตรกร คำตอบอาจเป็นเพื่อความสะดวกสบายของเกษตรกร ครั้นเมื่อถามผู้บริโภค เขาคงจะตอบว่า ไม่รู้แฮะ แต่ที่รู้แน่ๆ คือ ผู้บริโภคอาจต้องจ่ายเงินเพิ่ม

พืชที่ตั้งประเด็นนี้เป็นพืชน้ำมันระดับเศรษฐกิจของโลกชนิดหนึ่ง เป็นพืชที่มีความสำคัญต่อสุขภาพของประชาชน และมีความสำคัญต่อกลุ่มคนรักสุขภาพที่กินผักไม่กินเนื้อ เพียงเท่านี้ ท่านผู้อ่านคงพอเดาได้ว่าพืชนี้คืออะไร (เหตุที่ผู้เขียนไม่ประสงค์จะเอ่ยชื่อพืช เพราะทางกฎหมายอาจมีการฟ้องหมิ่นประมาทได้ว่า ทำให้สินค้าถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม จึงขอพูดแบบคนไม่ชอบค้าความ)

พืชดังกล่าวนี้ เดิมไม่เคยมีการปลูกในประเทศทางตะวันตกของโลกนี้ (ประเทศทางเอเชียถือว่าเป็นประเทศทางตะวันออก เพราะเห็นพระอาทิตย์ก่อนคนอื่น) แต่จากการสังเกตของนักวิทยาศาสตร์ตะวันตกพบว่า เป็นพืชที่ให้น้ำมันปรุงอาหารชั้นดี สามารถลดระดับกรดไขมันไม่ดีในเลือดได้ อีกทั้งยังมีสารพฤกษเคมีที่ลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมของสตรีเป็นอย่างดี

ปรากฏว่าเมื่อเวลาผ่านไปจนถึงปัจจุบันนี้ ประเทศทางตะวันตกที่อยู่เหนือเส้นศูนย์สูตรได้กลายเป็นประเทศที่ปลูกและส่งออกพืชดังกล่าวมากที่สุดในโลก (ราว 35%โดยที่เป็นพืชตัดแต่งพันธุกรรมเกือบทั้งหมด) โดยมีประเทศทางตะวันตกที่อยู่ใต้เส้นศูนย์สูตรสองประเทศตามมาเป็นอันดับสองและสาม (ราว 25% และ 20% ตามลำดับ โดยเป็นทั้งพืชตัดแต่งพันธุกรรมและพันธุ์ที่เป็นพืชธรรมดา) ส่วนจีนซึ่งเป็นประเทศทางตะวันออกและเป็นเจ้าตำรับเดิมของพืชดังกล่าวนี้ (แต่กำลังมีแนวโน้มในการใช้พืชตัดแต่งพันธุกรรมเพิ่มขึ้น) ตามมาห่างๆ ที่ร้อยละ 7 ตามข้อมูลที่ได้มาจาก wikipedia

สิ่งที่เป็นประเด็นสำคัญในการทำการเกษตรของประเทศทางตะวันตกนั้นคือ เกษตรกรมักคร้านที่จะใช้แรงงานในการกำจัดวัชพืช  ทั้งนี้เพราะเกษตรกรนั้นทำไร่นาเพื่อการค้าโดยตรง ปลูกพืชแบบเชิงเดี่ยวในบริเวณที่กว้างขวาง ไม่สนใจระบบเศรษฐกิจพอเพียง และไม่สนใจสิ่งแวดล้อม โดยเมื่ออยากปลูกพืชอะไร ก็กำจัดพืชอื่นๆ จนราบเรียบ ใส่ปุ๋ย หว่านเมล็ด ใส่ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าวัชพืช แล้วใส่ปุ๋ย ใส่ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าวัชพืช วนอยู่อย่างนี้จนเก็บเกี่ยว คนที่ร่ำรวยคือ คนขายเมล็ดพันธุ์ คนขายปุ๋ย คนขายยา ส่วนเกษตรกรพออยู่ได้ เพราะอย่างไรผู้บริโภคก็ต้องบริโภค  ส่วนในปัจจุบันมีกลุ่มเกษตรกรตะวันตกปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชแบบอินทรีย์อยู่บ้างเพื่อป้อนผู้บริโภคเฉพาะกลุ่ม

ตามที่กล่าวแล้วว่า เกษตรกรในประเทศทางตะวันตกนั้นคร้านการฆ่าวัชพืช จึงใช้ยาฆ่าวัชพืชกันมากขึ้น จนสุดท้ายทำท่าจะเลิกใช้ เพราะยามันไม่ได้ฆ่าแต่วัชพืช แต่กลับฆ่าพืชที่ต้องการปลูกเสียฉิบ เพราะเกษตรกรนั้นฉีดยาแบบปูพรม ไม่ได้ระวังพืชที่ต้องการปลูก ผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์และยาฆ่าแมลงจึงต้องคิดลูกเล่นใหม่ให้พืชที่ต้องการปลูกนั้น ทนต่อยาฆ่าวัชพืชได้แม้จะโหมใช้แบบสุดๆ

หลักการสำคัญที่บริษัทผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์และยาฆ่าวัชพืชทำนั้น “ฉลาดสุดๆ” เพียงแต่ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคเลย อีกทั้งเป็นการทำให้ราคาพืชดังกล่าวแพงขึ้น เพราะเทคโนโลยีพิเศษนี้ต้องใช้การตัดแต่งพันธุกรรมเพื่อให้พืชดังกล่าวทนยาฆ่าวัชพืชได้

การตัดแต่งพันธุกรรมเพื่อให้พืชทนยาฆ่าวัชพืชได้นั้นใช้หลักการว่า ยาฆ่าวัชพืชนั้นสามารถยับยั้งการสร้างสารสำคัญชนิดหนึ่งในการมีชีวิตของพืชทุกชนิด ดังนั้นบริษัทผู้ผลิตจึงทำการตัดแต่งยีนที่สร้างสารสำคัญของพืชชนิดนั้นให้มีจำนวนยีนเพิ่มขึ้นเป็นพันๆ เท่า จนยาฆ่าวัชพืชยับยั้งการทำงานของยีนดังกล่าวได้ไม่หมด และทำให้พืชดังกล่าวก็สามารถเจริญได้แม้จะมีการราดยาฆ่าวัชพืชนั้นอย่างเต็มที่

ในการวิเคราะห์ประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการตัดแต่งทางพันธุกรรมต่อพืชชนิดนี้ปรากฏว่า บริษัทขายได้ทั้งยาฆ่าวัชพืชและเมล็ดพันธุ์พิเศษดังกล่าว โดยขายผูกกันแบบขายเหล้าผูกเบียร์ หรือขายเบียร์ผูกโซดาอย่างในประเทศไทย ที่สำคัญคือ เกษตรกรสามารถใช้ยาฆ่าวัชพืชได้เต็มที่ ไม่จำเป็นต้องกังวลว่าพืชที่ต้องการให้ขึ้นนั้นจะตาย

สิ่งที่น่ากังวลคือ การตกค้างของยาฆ่าวัชพืชบนเมล็ดพืชก่อนนำไปหีบเป็นน้ำมันพืชนั้นอาจสูงกว่าปกติ แต่บริษัทผู้ผลิตก็อ้างว่า สารพิษนี้สลายตัวได้เร็วจนตกค้างในปริมาณต่ำ อีกทั้งความเป็นพิษต่างๆ ก็ไม่สูงหรือยังตรวจไม่พบ  อย่างไรก็ตามผู้บริโภคหลายส่วนก็ยังยอมรับไม่ได้กับการบริโภคผลิตภัณฑ์จากพืชที่อาจมีสารเคมีปนเปื้อน ดังนั้นบริษัทผลิตเครื่องดื่มในประเทศไทยบางบริษัทจึงต้องสั่งซื้อเมล็ดพืชดังกล่าวจากประเทศตะวันตกที่อยู่ในทวีปตอนใต้เส้นศูนย์สูตร ซึ่งยอมรับประกันว่าเมล็ดพืชนั้นไม่ตัดแต่งพันธุกรรม

ในเรื่องของสิ่งแวดล้อมที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงไปนั้น เป็นที่ทราบกันพอสมควรว่า วัชพืชหลายชนิดเป็นพืชตระกูลเดียวกับพืชที่ถูกตัดแต่งพันธุกรรมให้ทนยาฆ่าวัชพืชดังกล่าว พืชเหล่านี้บางชนิดมักเลื้อยไปพันกับไม้ยืนต้นหลายชนิด และเป็นพืชมีดอกที่พร้อมผสมพันธุ์กับเกสรพืชตระกูลเดียวกันได้

อะไรจะเกิดขึ้นถ้าวัชพืชธรรมชาติผสมเกสรกับพืชที่ทนต่อยาปราบวัชพืชได้ ผู้ผลิตยานั้นคงร่ำรวยขึ้นมหาศาลเพราะสามารถขายยาปราบวัชพืชแก่เกษตรกรได้มากขึ้น และเกษตรกรก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ เพราะมิเช่นนั้นพืชเศรษฐกิจที่ปลูกไว้คงเสียหาย สิ่งที่เป็นผลตามมาคือ การตกค้างของยาบนผลผลิต ที่สำคัญราคาเมล็ดพืชที่ผู้บริโภคต้องควักกระเป๋าจ่ายนั้นต้องรวมค่าสารพิษ และค่าของลิขสิทธิ์ (ซึ่งผู้เขียนยังไม่ได้เอ่ยถึง) ที่เกษตรกรต้องจ่ายเพื่อปลูก สุดท้ายก็เป็นสิ่งที่ผู้บริโภคต้องแบกรับอย่างไม่เต็มใจ

ความไม่เต็มใจของผู้บริโภคนั้นเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการยอมรับไม่ได้ จึงต้องมีการสร้างภาพกันหน่อย ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ เรื่องการผลิตข้าวสีทอง ซึ่งเป็นข้าวที่สามารถเป็นแหล่งของสารเบตาแคโรทีน  ซึ่งถ้าเป็นข้าวธรรมชาติจะไม่มีสารนี้ ที่สำคัญข้าวสายพันธุ์นี้มีการประกาศว่าเป็นข้าวที่ใครๆ จะปลูกก็ได้ โดยไม่ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์

หลักการและเหตุผลในการผลิตข้าวมหัศจรรย์นี้ ยืนอยู่บนพื้นฐานว่า ประชากรในประเทศไม่ค่อยพัฒนา (ในความหมายของฝรั่ง) มักขาดไวตามินเอที่ได้จากอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ เช่น ตับ ไข่ (ซึ่งความจริงแล้วมนุษย์สามารถเปลี่ยนไวตามินเอมาจากเบตาแคโรทีนที่อยู่ในพืชใบเขียวได้) จึงทำให้เกิดอาการตาบอดได้ในเด็กที่ไม่ได้กินนมแม่หรือนมกระป๋องที่ทำเลียนแบบนมแม่ แต่ต้องกินนมข้นหวาน ซึ่งเป็นหางน้ำนมที่มีไวตามินเอน้อยมาก แต่ด้วยความที่ประชากรในประเทศไม่ค่อยพัฒนากินข้าวเป็นอาหารหลัก ถ้าได้ข้าวที่มีเบตาแคโรทีนเป็นอาหารหลักสำหรับเด็ก เด็กก็จะตาไม่บอด

ในความเป็นจริงแล้ว การที่เด็กในประเทศไม่ค่อยพัฒนาขาดไวตามินเอนั้น เป็นเพราะการกินไม่เป็นมากกว่า เพราะสารเบตาแคโรทีนนั้นมีมากในผักใบเขียว ถ้าต้องการได้ข้าวที่มีเบตาแคโรทีนจริง ก็เพียงหุงข้าวแล้วเติมผักตำลึงข้างรั้วลงไป ก็สามารถได้ข้าวพิเศษแล้ว ถ้าอยากให้พิเศษแบบเป็นข้าวสวยสีส้ม ก็เพียงเติมฟักข้าวลงไป ก็จะได้ข้าวสวยที่มีเบต้าแคโรทีน โดยไม่จำเป็นต้องตัดแต่งยีนให้เสียเวลา

เรื่องของค่าลิขสิทธิ์นั้นเป็นปัจจัยที่นักวิทยาศาสตร์ไทยไม่ใคร่คำนึง เพราะนักวิทยาศาสตร์ไทยส่วนใหญ่มักไปมองในด้านที่พืชตัดแต่งพันธุกรรมสามารถปลูกได้โดยไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลงบ้าง เป็นพืชที่มีสารพิเศษบ้าง เป็นพืชที่ทนร้อน ทนแล้ง ทนเย็นได้บ้าง และอื่นๆ ที่พืชธรรมดาไม่มี ส่วนในเรื่องของค่าใช้จ่ายในการซื้อสิทธิเพื่อปลูก และค่าเมล็ดพันธุ์นั้น นักวิทยาศาสตร์รุ่นโบราณเช่นรุ่นผู้เขียน หรือแม้รุ่นลูกผู้เขียนบางคนก็ไม่ได้เรียนวิชาด้านเศรษฐศาสตร์ การบัญชี ตลอดจนด้านกฎหมายต่างๆ จึงมักอ้างว่าเป็นภาระของคนในสาขาอื่นต้องดูแล นักวิทยาศาสตร์มีหน้าที่ทำอะไรที่เป็นวิทยาศาสตร์เท่านั้น ไม่ค่อยลืมตาดูเลยว่า เกษตรกรในหลายประเทศต้องเดือดร้อนกับการจ่ายค่าลิขสิทธิ์เมื่อต้องการปลูก หรือต้องขึ้นศาลจ่ายค่าปรับทั้งที่ไม่ต้องการปลูก

รายละเอียดประเด็นต่างๆ ที่เกษตรกรในประเทศที่มีการปลูกพืชตัดแต่งพันธุกรรมควรทราบนั้น ได้มีการรวบรวมเป็นเอกสารปรากฏบนอยู่อินเทอร์เน็ตที่ท่านผู้อ่านสามารถไปอ่านได้ เพื่อทำความเข้าใจในรายละเอียดเกี่ยวกับบทบาทของสิทธิบัตรพืชตัดแต่งพันธุกรรมในการควบคุมเกษตรกร โดยไปอ่านที่ http://www.non-gm-farmers.com/documents/USfarmerslegalguide.pdfและในความเป็นจริงยังมีผู้ทำภาพยนตร์สารคดีที่เกี่ยวกับเรื่องในทำนองนี้เผยแพร่ โดยสามารถดาวน์โหลดดูได้ทางอินเทอร์เน็ต หรือขอดูไฟล์ที่ดาวน์โหลดมาแล้วจากองค์กรอิสระบางองค์กรในประเทศไทย

เรื่องความเดือดร้อนของเกษตรกรที่ไม่ต้องการปลูกพืชตัดแต่งพันธุกรรม แต่ต้องจ่ายค่าปรับเมื่อพืชดังกล่าวมาขึ้นในที่ดินของตนนั้น เป็นเรื่องที่เกษตรกรก่นด่ากันไม่จืดในประเทศที่มีการอนุญาตให้ปลูกพืชตัดแต่งพันธุกรรม ทั้งนี้เพราะการปลูกพืชที่ตัดแต่งพันธุกรรมนั้น โดยทั่วไปเกษตรกรต้องซื้อใบอนุญาต (license) ในการปลูก ซื้อเมล็ดพันธุ์ และเมื่อปลูกแล้วจะเก็บผลผลิตเพื่อไว้ปลูกต่อไม่ได้ ต้องขายให้หมดแล้วซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่ การเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกเองอาจผิดสัญญา โดยต้องดูในข้อกำหนดของสัญญาที่ลงนาม ส่วนใหญ่แล้วสัญญามักเป็นปีต่อปี ดังนั้นถ้าบังเอิญมีใครเอาเมล็ดพันธุ์พืชที่ตัดแต่งพันธุกรรมโยนเข้าไปในนาที่ดินของคุณแล้วมันงอกได้ คุณมีสิทธิถูกฟ้องโดยบริษัทในข้อหาว่าปลูกสิ่งประดิษฐ์ของเขาโดยไม่ได้รับอนุญาต เหตุการณ์แบบนี้ยังไม่เกิดในประเทศไทย ตราบใดที่ไทยยังเป็นไท ไม่มีการอนุญาตให้ปลูกพืชตัดแต่งพันธุกรรมเพื่อการค้า

ข้อมูลปัญหาทางกฎหมายที่เกี่ยวกับสิทธิบัตรของพืชตัดแต่งพันธุกรรม ความยุ่งยากที่อาจเกิดขึ้นต่อเกษตรกรต่าง ๆ รวมถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคนั้น เป็นเรื่องที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรืออาจต้องเกี่ยวข้องกับพืชประเภทนี้ต้องเตรียมตัวรับผิดชอบ ตราบใดที่ยังมีความต้องการจะปลูกพืชประเภทนี้ในประเทศไทย นักวิทยาศาสตร์ไม่ควรมุ่งมั่นแต่ประโยชน์ที่มองเห็นได้ตามที่บริษัทผู้ถือเทคโนโลยีดังกล่าวชี้แนะ หลายครั้งที่พืชตัดแต่งพันธุกรรมสร้างประโยชน์ให้กับทั้งผู้ผลิต เกษตรกร แต่อาจไม่เกี่ยวกับผู้บริโภค หรือหลาย ๆ ครั้งที่เกษตรกรที่ปลูกพืชประเภทนี้ต้องมีปัญหากับผู้ถือลิขสิทธิ์ทางเทคโนโลยี โดยไม่มีใครเข้าไปช่วยเหลือเหมือนกับเหตุการณ์ที่เกิดในบางประเทศของโลกตะวันตก

ข้อมูลจากองค์กรเอกชนที่แสดงไว้ในอินเทอร์เน็ตกล่าวเสมือนว่า พรรคการเมืองหลายพรรคในประเทศดังกล่าวมีความสัมพันธ์อันดีกับบริษัทประเภทนี้ โดยมีการแลกเปลี่ยนบุคลากรในหน่วยงานรัฐบาลกับบุคลากรระดับบริหารของบริษัท เรื่องดังกล่าวนี้เป็นจริงหรือไม่ ท่านผู้อ่านสามารถติดตามหาอ่านได้เอง เพราะผู้เขียนเป็นเพียงนักวิทยาศาสตร์ที่ไม่เคยจับต้องกระบวนการตัดแต่งพันธุกรรม แต่กำลังใช้สิ่งมีชีวิตที่ตัดแต่งพันธุกรรมเพื่อประโยชน์ในการศึกษาพิษภัยของสารพิษในอาหารและสารต้านพิษในอาหาร โดยจะเขียนให้อ่านในตอนต่อไปว่า การตัดแต่งพันธุกรรมที่เป็นประโยชน์นั้นก็มีมานานแล้ว เพียงแต่ไม่ได้เกี่ยวกับอาหารโดยตรงเท่านั้น

 

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม