อร่อยไม่ลืมตัว ตอน 2

  • warning: array_map(): Argument #2 should be an array in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/modules/system/system.module on line 1050.
  • warning: array_keys() expects parameter 1 to be array, null given in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
  • warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

อร่อยไม่ลืมตัว ตอน 2

รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

ยุคสมัยกำหนดความงามสตรี

นานมาแล้วมีชุมชนหนึ่งที่กำหนดว่าสตรีงามสุดๆ ต้องมีคอหอยใหญ่กว่าคนอื่น คือ มีอาการพอกพูนของกล้ามเนื้อขึ้นมา สาเหตุเนื่องจากร่างกายขาดธาตุไอโอดีน เพราะกินอาหารทะเลน้อยกว่าควร

คนไทยในยุคที่เห็นว่าการโกงกินนั้นไม่ใช่ปัญหา เพราะถ้าโกงแล้วมีผลงานก็หยวนได้ ส่วนใหญ่เมื่อถูกถามว่า ไอโอดีนมีประโยชน์อย่างไรก็จะตอบว่า หากโรงไฟฟ้าปรมาณูที่ประเทศไทย (จำต้องสร้างเพราะกลัวน้อยหน้าประเทศเพื่อนบ้าน) เกิดระเบิดขึ้นมา ก็จะสามารถป้องกันการเป็นมะเร็งต่อมไทรอยด์ได้ โดยไม่รู้ว่าถ้าขาดไอโอดีนแล้วจะทำให้มีอาการคอยหอยพอก และถ้าเป็นในเด็กก็จะทำให้โง่เหมือนผู้ใหญ่บางคนในปัจจุบัน

ครั้นเมื่อถูกถามอีกว่า นอกจากการกินอาหารทะเลน้อยแล้ว มีปัจจัยอื่นที่กระตุ้นให้เกิดอาการคอหอยพอกอีกหรือไม่นั้น ประชาชนส่วนใหญ่มักจำไม่ได้ว่าเคยเรียนมา เพราะหลังจากสอบวิชาที่เกี่ยวกับสุขภาพ ซึ่งสมัยเมื่อสี่-ห้าสิบปีก่อนเรียกว่า วิชาสุขศึกษา แล้ว ก็ได้คืนความรู้ที่ท่องจำให้แก่ครูที่สอนไปหมด นัยว่าจะได้ไม่ต้องติดหนี้บุญคุณไปใช้คืนในชาติหน้า เพราะต่างอาจไม่แน่ใจว่าจะได้เกิดมาเป็นคนอีกหรือไม่

หลายท่านที่ยังมีความจำดี คงทราบว่ามีสารธรรมชาติบางชนิด สามารถขัดขวางการนำเอาไอโอดีนไปใช้ในการผลิตฮอร์โมนไทรอกซิน ซึ่งเมื่อต่อมไทรอยด์สร้างได้น้อย ก็จะเกิดอาการหงุดหงิดพยายามขยายขนาดต่อมเพื่อให้สร้างได้เท่าเดิม จนสุดท้ายต่อมไทรอยด์ก็โต ออกอาการคอพอกดูสวยงามเป็นยิ่งนัก ดังเช่นในเมืองลับแลของจังหวัดหนึ่งทางภาคเหนือเมื่อนานมาแล้ว

สมัยโบราณคนจีนสอนว่าไม่ควรกินผักคะน้าดิบเพราะมีพิษ สารพิษที่ถูกพาดพิงถึงนั้นเรียกว่า กอยโตรเจน (goitrogen)ซึ่งพบมากในพืชตระกูลกะหล่ำปลี ได้แก่ กระหล่ำปลี กระหล่ำดอก ปูเล่ หัวเทอร์นิพ (turnip) บร็อคเคอรี่ คะน้า เป็นต้น ดังนั้นจึงไม่เป็นผลดีถ้าหากเรากินพืชกะหล่ำปลีดิบมากจนเกินไป ควรทานแต่พอดี และเมื่อต้องการกินพืชตระกูลกระหล่ำ ก็ควรทำให้สุกเสียก่อนเพื่อทำลายสารพิษ

 

สารพิษในเมล็ดฝ้าย

ฝ้ายเป็นพืชเขตร้อนประเภทเส้นใยในตระกูล Malvaceae มีชื่อวิทยาศาสตร์ ว่า Gossypiumsp. นิยมปลูกทางภาคเหนือ บางจังหวัดในภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยประมาณแล้ว ประเทศไทยมีพื้นที่เก็บเกี่ยวฝ้ายราว 350,000 ไร่

เมล็ดฝ้ายประกอบด้วยปุยฝ้ายร้อยละ 4-6 เปลือกร้อยละ 25-30 และเนื้อร้อยละ 64-71 ของเมล็ด ซึ่งหลังจากแยกปุยฝ้ายออกแล้ว จะมีเส้นใยของฝ้ายเหลืออยู่บ้างเรียกว่า เมล็ดฝ้ายดิบ ซึ่งถูกนำเข้าโรงงานเพื่อหีบน้ำมัน มีส่วนที่เหลือหลังการหีบน้ำมันออกแล้วเรียกว่า กากเมล็ดฝ้าย

เมล็ดฝ้ายและกากเมล็ดฝ้ายทั้งสองชนิดนี้สามารถใช้เป็นอาหารสัตว์ได้ดี เนื่องจากจะมีคุณค่าทางอาหารเช่น โปรตีน เยื่อใย และพลังงานสูง อย่างไรก็ตามการใช้เมล็ดฝ้ายและกากเมล็ดฝ้ายเป็นอาหารสัตว์จะมีขีดจำกัดในการใช้ เนื่องจากปริมาณของสารกอสซิปอล (Gossypol) ในเมล็ดฝ้ายซึ่งเป็นพิษต่อสัตว์ ถ้าสัตว์ได้รับสารนี้ในปริมาณมากเกินจะถึงตาย สัตว์กระเพาะเดี่ยว เช่น ไก่ สุกร จะสามารถต้านทานต่อสารพิษได้น้อยมาก จึงไม่เหมาะที่จะใช้กากเมล็ดฝ้ายปริมาณมากในสูตรอาหาร สำหรับโคกระบือ สามารถใช้เมล็ดฝ้ายและกากเมล็ดฝ้ายในสูตรอาหารได้ในอัตราที่สูงกว่าสัตว์กระเพาะเดี่ยว

กากเมล็ดฝ้ายที่ได้จากกระบวนการสกัดน้ำมันด้วยการบีบอัด จะมีกอสซิปอลอิสระต่ำ ส่วนกากเมล็ดฝ้ายที่ได้จากกระบวนการสกัดด้วยสารเคมี จะมีไขมันเหลืออยู่ปานกลางมีกอสซิปอลอยู่ระดับสูง

ตัวอย่างอาการเกิดพิษที่พบในสัตว์กระเพาะเดี่ยวที่ป่วยเนื่องจากสารกอสซิปอล เช่นไก่กระทงที่ได้รับอาหารมีระดับของกอสซิปอลเกินกว่า 150 ส่วนในล้านส่วน กินอาหารน้อยลงจึงมีน้ำหนักลด มีการตรวจพบเมื่อสัตว์ตายแล้วว่า เกิดจากระบบหมุนเวียนของเลือดล้มเหลว ปอดบวมน้ำ เยื่อหุ้มหัวใจพอง กรณีสัตว์เคี้ยวเอื้องที่ได้รับสารนี้มากเกินไปและเป็นเวลานาน จะมีกล้ามเนื้อหัวใจตายและล้มเหลว หัวใจโต หายใจหอบร่วมด้วยน้ำขังที่ปอด

ประการสำคัญคือ กอสซิปอลมีผลต่อเนื้อเยื่อที่สร้างตัวอสุจิ ทำให้คุณภาพน้ำเชื้อลดลง อัตราการเจริญเติบโตต่ำ เป็นต้น ดังนั้นการใช้เมล็ดฝ้ายดิบและกากเมล็ดฝ้ายจึงมีข้อจำกัดในการใช้เป็นอาหารสัตว์ แต่นักวิจัยด้านการวางแผนคุมกำเนิดของจีน ได้มีการเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยนำสารกอสซิปอลนี้มาทดลองทำเป็นยาคุมกำเนิดชาย ซึ่งได้ผลดีพอควร เพียงแต่มีข้อมูลกล่าวว่า ต้องใช้เวลาค่อนข้างนานราวสามเดือนก่อนการคุมกำเนิดเริ่มได้ผล และระบบจะกลับมาจุดติดอีกเมื่อเลิกกินสารนี้ ก็ค่อนข้างช้ามาก จึงทำให้มีคนที่แหยงการใช้นวัตกรรมนี้ในการคุมกำเนิด เพราะถ้าเกิดเมื่อเลิกกินแล้ว ระบบสร้างเชื้ออสุจิเกิดเลิกไปถาวร ไม่กลับมา จะยุ่งไปกันใหญ่ ชายจีนทั้งหลายจึงยังพอใจในการใช้ผลิตภัณฑ์ยางพาราในการคุมกำเนิดต่อไป

 

สำหรับคนชอบอะไรคาวๆ

ปัจจุบันอาหารทะเลเป็นอาหารที่นิยมบริโภคกันมาก โดยสังเกตจากร้านขายอาหารทะเลที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด แต่ผู้เขียนเป็นคนไม่กินอาหารทะเลที่คนส่วนใหญ่ชอบเพราะรังเกียจกลิ่นคาว จะกินได้เฉพาะกุ้งทอดและปลาทอดกรอบเท่านั้น หอย ปู และอื่นๆ นั้นปรุงอย่างไรก็ไม่กิน จึงมีคนนิยมให้ผู้เขียนไปนั่งโต๊ะอาหารเวลาไปเที่ยวชายทะเลเพราะผู้เขียนจะต้องสั่งไข่เจียวมากินกับน้ำปลาพริกซึ่งเป็นการลดตัวหารในการกินอาหารทะเลไปในตัว ดังนั้นผู้เขียนจึงมีความเสี่ยงไม่มากนักต่อการเกิดอาหารเป็นพิษเนื่องจากกินอาหาร เพราะส่วนใหญ่ของผู้ที่ป่วยเนื่องจากอาหารเป็นพิษ กว่าร้อยละ 90 เกิดเนื่องจากอาหารทะเลบูดเสีย หรือมีสารพิษปนเปื้อน

ข้อดีของอาหารทะเลคือ เป็นแหล่งของแร่ธาตุที่จำเป็นสำหรับมนุษย์เช่น ไอโอดีน ธาตุเหล็ก สังกะสี และแคลเซียม อาหารทะเลบางชนิด เช่น หอยแครง หอยแมลงภู่ หอยนางรม เป็นแหล่งธาตุเหล็ก สังกะสี ซีรีเนียม ทองแดง และแคลเซียมที่สำคัญ นอกจากนี้อาหารทะเลยังเป็นแหล่งวิตามินบีรวม และในตับปลามีวิตามินเอ แต่ก็เป็นแหล่งวิตามินเอที่เหม็นที่สุดด้วย

ส่วนข้อเสียของอาหารทะเลสำหรับผู้ที่พิสมัยคือ อาหารทะเลในปัจจุบันได้รับผลกระทบจากปัญหามลภาวะทางน้ำเป็นพิษ เช่นมีโลหะหนักหลายชนิดที่สามารถตรวจพบในอาหารทะเล ไม่ว่าจะเป็นตะกั่ว แคดเมียม และปรอท โดยมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกๆ ปี และสามารถตรวจพบได้ในอาหารทะเลประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นปลา ปู กั้ง หอย และปลาหมึก

พิษภัยอื่นๆ ที่อาจพบได้ในอาหารทะเลอีกคือ แพลงก์ตอนพวกไดโนแฟลกเจลเลต  (Dinoflagellate) ที่คนไทยเรียกว่า ขี้ปลาวาฬ (red tide) ซึ่งโดยปกติสามารถพบได้ในน้ำทะเลบางช่วงที่มีสีน้ำตาลแดงเมื่อมีอุณหภูมิพอเหมาะ เช่น มีอากาศร้อนจัด สัตว์พวกนี้จะแบ่งเซลล์และเจริญเติบโตในน้ำทะเลอย่างรวดเร็ว

ไดโนแฟลกเจลเลตก่ออันตรายต่อผู้บริโภคโดยผ่านห่วงโซ่อาหาร แพลงก์ตอนเหล่านี้สร้างสารพิษที่ทนความร้อนจากการปรุงอาหารได้ ผู้ป่วยมักมีอาการชาบริเวณปากและแผ่ไปยังอวัยวะต่างๆ มีอาการแน่นหน้าอก เคลื่อนไหวอวัยวะลำบาก และอาจอาเจียนได้

ความเป็นพิษมักเกิดส่วนใหญ่จากการกินหอยสองฝา เช่น หอยกะพง และหอยนางรม โดยเฉพาะหอยนางรมซึ่งกินแพลงก์ตอนทุกชนิด และค่าดัชนีความสมบูรณ์สูงในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน ซึ่งเป็นช่วงที่มีแพลงก์ตอนพวกนี้มีมากในน้ำทะเล ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ท่านผู้อ่านจะมีโอกาสกินหอยนางรมแล้วเป็นพิษในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน

นอกจากนี้ยังมีแบคทีเรียหลายชนิดที่ตรวจพบได้ในอาหารทะเล และเป็นสาเหตุสำคัญของโรคท้องร่วง แบคทีเรียที่เป็นต้นเหตุของโรคท้องร่วงมากที่สุด คือ เชื้ออหิวาต์เทียม หรือวิบริโอพาราฮีโมไลติคัส (Vibrio parahaemolyticus) เชื้อชนิดนี้สามารถพบได้ทั้งในน้ำทะเลและอาหารทะเล เช่น ปลา ปูม้า หอย กุ้ง กั้ง ปูทะเล และปลาหมึก นอกจากนี้ยังพบได้ในอาหารบางชนิด เช่น หอยแครงลวก ปลาดิบ ยำหอยนางรม ปูดอง หอยดอง เชื้อชนิดนี้สามารถพบได้ตลอดปี แต่ช่วงที่คนที่ชอบกินสัตว์ทะเลดิบๆ สุกๆ จะสำราญกับเชื้อเหล่านี้ที่สุดคือในฤดูร้อน ระหว่างเดือนมีนาคม-พฤษภาคม อาการที่ปรากฏเด่นชัด คือ อาการท้องเสีย อาเจียน ปวดท้องอย่างรุนแรง อาจมีอาการปวดศีรษะและหนาวสั่นร่วมด้วย ซึ่งอาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นในช่วง 12-24 ชั่วโมงหลังจากกินอาหารทะเลเข้าไป ดังนั้นถ้าไม่แน่ใจในความปลอดภัย ควรเลือกร้านอาหารที่อยู่ใกล้โรงแรมที่พักและเป็นโรงแรมที่อยู่ใกล้โรงพยาบาลมากที่สุด

ที่สำคัญอาหารทะเลยังอุดมไปด้วยพยาธิหลายชนิด เช่น ในกรณีของหอยนางรมนั้น พบได้ทั้งพยาธิตัวแบน และพยาธิตัวตืด ซึ่งออกมากับอุจจาระของคนที่เป็นโรคแล้วถ่ายลงทะเลกลายเป็นอาหารของหอยนางรม ดังนั้นผู้กล้าหาญกินหอยนางรมดิบก็ไม่ควรโทษว่าตนเองเคราะห์ร้ายเวลาเกิดปัญหาอาหารเป็นพิษเพราะท่านรนหาที่เอง

สำหรับแนวทางในการเลี่ยงปัญหาที่ได้กล่าวข้างต้นของอาหารทะเล ซึ่งแม้เป็นอาหารที่มีคุณค่า แต่ก็มีพิษภัยที่น่ากังวลเป็นอย่างมากนั้น ในเรื่องของโลหะหนัก ก็คงต้องเป็นไปตามบุญตามกรรม เพราะโรงงานอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ที่มีการใช้โลหะหนักในกระบวนการผลิตย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะปล่อยขยะพิษลงสู่ท้องทะเลเวลาปลอดคน จึงแนะนำว่าให้หลีกเลี่ยงการบริโภคหอยที่อยู่ริมฝั่งที่อยู่ใกล้นิคมอุตสาหกรรม เพราะหอยเป็นแหล่งสะสมโลหะหนักหลายชนิด โดยสารพิษเหล่านี้จะไปสะสมที่ระบบย่อยอาหารซึ่งเป็นส่วนที่คนกินรวมไปกับเนื้อหอย

ในกรณีของขี้ปลาวาฬนั้น ผู้บริโภคต้องหมั่นฟังข่าวคราวจากสื่อต่างๆ เช่นวิทยุ ว่ามีขี้ปลาวาฬเกิดขึ้นในช่วงใดบริเวณใด โดยเฉพาะช่วงฤดูร้อนตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคมอันเป็นช่วงที่มีอุณหภูมิของน้ำทะเลเหมาะสม มีแพลงก์ตอนที่ทำให้หอยเป็นพิษมาก ดังนั้นในช่วงนี้ถ้าจะลุ้นเสี่ยงกินอาหารทะเลในบริเวณดังกล่าว ก็ควรทำประกันชีวิตให้ผู้อยู่ข้างหลังด้วย

สัตว์ทะเลอีกชนิดหนึ่งที่ผู้เขียนตั้งใจว่าชาตินี้คงไม่กินแน่เพราะมันดูคล้ายตัว predator ในหนังที่อาร์โนลด์ ชวาลเซเนกเกอร์ เล่นเป็นพระเอก แต่ก็มีคนยอมเสี่ยงไปกินและมักได้รับพิษอยู่เสมอคือ แมงดาทะเล โดยเฉพาะที่จับในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนกันยายน ซึ่งเป็นช่วงที่แมงดาทะเลมีไข่

แมงดาทะเล (Horseshoe crab) เป็นสัตว์โบราณที่พบได้ชุกชุมทั่วไปในอ่าวไทย ทั้งฝั่งทะเลด้าน จังหวัดชุมพรถึงจันทบุรี แมงดาทะเลชอบอาศัยหมกตัวอยู่ตามพื้นโคลนหรือทรายตามชายฝั่งน้ำตื้น บริเวณอ่าว และปากน้ำ ฤดูวางไข่ของแมงดาทะเลเริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงกันยายน ฤดูนี้แมงดาจะชุกชุมและมีไข่ซึ่งคนชอบรับประทานโดยทำเป็นอาหารคาว เช่น ยำไข่แมงดาทะเล แกงคั่วสับประรด เป็นต้น หรือบางครั้งทำเป็นของว่าง เช่น เชื่อมน้ำตาล

แมงดาทะเลที่หลายท่านพอจะรับประทานได้เรียกว่า แมงดาจาน ลักษณะตัวใหญ่ หางเป็นรูปเหลี่ยม ส่วนแมงดาทะเลชนิดหนึ่งคือ แมงดาไฟ หรือ เหรา หรือแมงดาถ้วย เป็นแมงดาทะเลชนิดหนึ่งที่มีหางกลม แมงดาทะเลชนิดนี้มีพิษร้ายแรงและทนต่อความร้อนแม้จะหุงต้มแล้วพิษก็ยังคงอยู่ พิษที่แมงดาถ้วยสร้างมีผลต่อระบบประสาท อาการต่างๆ จะเริ่มจากชาที่ปลายนิ้วมือนิ้วเท้า เวียนศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน กล้ามเนื้อเป็นอัมพาต และถ้ามีอาการช็อกก็จะทำให้เสียชีวิตได้ ดังนั้นถ้าไม่ต้องการลำบากพิจารณาหางของสิ่งที่ต้องการกินก็อย่าได้ไปพะวงกับการกินสัตว์ทะเลดึกดำบรรพ์ตระกูลนี้เลย

กล่าวโดยรวมแล้ว อาการที่เด่นชัดของผู้ที่แจ๊คพ็อตแตกเวลาไปกินอาหารทะเลคือ ท้องร่วง คลื่นไส้ และปวดท้อง มีการอักเสบของลำไส้ อาจมีไข้ ปวดศีรษะตามมาด้วย แต่ถ้าท้องเสียมากๆ ร่างกายจะเกิดอาการขาดน้ำและเกลือแร่ บางคนอาจมีอาการรุนแรงมากเนื่องจากมีการติดเชื้อและเกิดการอักเสบที่อวัยวะต่างๆ หากเชื้อเข้าสู่กระแสโลหิตจะทำให้เกิดโลหิตเป็นพิษได้ แต่ถ้าพิษนั้นเกิดจากสารเคมีหรือพืชพิษบางชนิด จะมีผลต่อระบบประสาท เช่น ชัก หมดสติ และร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต

ในกรณีที่แจ๊คพ็อตแตกแล้วเกิดอาการท้องเดิน ก็ควรรักษาไปตามอาการที่เกิดขึ้น เช่นท้องเสียก็ควรดื่มน้ำเกลือแร่เพื่อทดแทนการสูญเสียน้ำในร่างกาย ถ้ามีการชักหมดสติก็ต้องหวังว่ามีใครสักคนรีบนำส่งโรงพยาบาลด่วน กรณีท้องเสียซึ่งถ่ายออกมาเหม็นแบบไม่เคยพบเคยดมมาก่อนในชีวิต ก็อย่ากินยาหยุดถ่าย อาการท้องร่วงส่วนใหญ่อาจหายเองถ้าโชคยังดีอยู่ เพราะการขับถ่ายเป็นกลไกธรรมชาติของร่างกายที่ต้องขับสารพิษออกมา

นอกจากกุ้ง หอย ปู แมงดาทะเล และสัตว์อื่นๆ ที่ล้วนมีกลิ่นคาวจัดแล้ว การกินปลาแช่แข็งก็ต้องระวังอาการเป็นพิษจากสารฮิสตามีน (histamine)  ปลาทะเลบางชนิดโดยเฉพาะปลาทูน่าและปลาแมคเคอเรลมีความพิเศษในเนื้อปลาที่หากทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้องนานเกินไปจะเกิดสารพิษที่เรียกว่าฮิสตามีน ซึ่งทำให้เกิดอาการแพ้แบบมีผื่นคัน ซึ่งถ้าเป็นมากอาจถึงขั้นหายใจไม่สะดวก ถึงตายได้ทีเดียว

สำหรับพระเอกตลอดการของการทำให้คนละสังขารเนื่องจากการกินคือ การกินปลาดิบที่ทำจากปลาปักเป้า ซึ่งในตัวปลาปักเป้าโดยเฉพาะที่ผิวหนัง รังไข่ และเครื่องในมีสารพิษชื่อ เท็ตโตรโดทอกซิน (tetrodotoxin) ซึ่งเป็นสารประกอบที่ละลายน้ำและทนต่อความร้อน ดังนั้นการทำให้สุกจึงไม่สามารถลดความเป็นพิษได้ สารนี้ออกฤทธิ์ที่เซลล์ประสาท ทำให้เซลล์ไม่สามารถนำกระแสประสาทได้ ส่งผลให้กล้ามเนื้อเป็นอัมพาต โดยเฉพาะถ้าเป็นกล้ามเนื้อปอด ท่านผู้อ่านคงนึกภาพต่อไปออกว่าผู้ป่วยจะมีอนาคตอย่างไร

อาการจะเริ่มเกิดขึ้นภายในไม่กี่นาทีหลังกินปลาปักเป้า ผู้ป่วยมีอาการปวดหัว เหงื่อแตก ชา และรู้สึกผิดปกติที่ริมฝีปาก ลิ้น ใบหน้าและปลายมือปลายเท้า มีตุ่มพองในปาก หายใจขัด ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ไม่มีแรง ไม่สามารถควบคุมมือและเท้าเคลื่อนไหวตามประสงค์ได้ จนกระทั่งเป็นอัมพาตอย่างสมบูรณ์ กล้ามเนื้อระบบหายใจเป็นอัมพาต ชีพจรเบาอาจเต้นเร็วหรือช้า หัวใจเต้นผิดปกติ ความดันโลหิตตก อุณหภูมิร่างกายลด อาจถึงแก่ชีวิตได้ภายใน 30 นาที เนื่องจากระบบการหายใจล้มเหลว

ปัญหาที่น่ากังวลคือ ปัจจุบันในร้านอาหารบางแห่งได้มีการลักลอบนำเนื้อปลาปักเป้ามาใช้แทนเนื้อไก่เนื่องจากมีราคาถูกกว่าและมีรสชาติและลักษณะที่ใกล้เคียงกันมาก ผู้ที่รับประทานเข้าไปก็อาจไม่รู้ จนเกิดอันตรายตามมาอีกมากมาย ดังนั้นจึงควรระมัดระวังให้มากเวลาที่เราไปรับประทานยังร้านที่ไม่คุ้นเคย ที่สำคัญอย่าเห็นแก่ของถูกโดยไม่ดูตาม้าตาเรือ

ภาพต่อไปนี้ (ได้มาจากกลุ่มงานวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพ กองพัฒนาอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ ในเว็บของกรมประมง) เป็นการเปรียบเทียบเนื้อปลาปักเป้ากับเนื้อปลากะพง จะเห็นว่าเนื้อปลากระพงมีลักษณะเป็นชิ้นบางกว่า มัดกล้ามเนื้อมีขนาดเล็กกว่า ทำให้มองเห็นเป็นริ้วถี่ๆ และด้านข้างลำตัวเมื่อลอกหนังออก จะเห็นกล้ามเนื้อได้ชัดเจน ไม่มีพังผืด ซึ่งต่างจากเนื้อปลาปักเป้า
    
     บน : เนื้อปลากระพงแล่ด้านใน มีมัดกล้ามเนื้อขนาดเล็ก มองเห็นเป็นริ้วถี่ๆ
     ล่าง : เนื้อปลาปักเป้าแล่ด้านใน มีมัดกล้ามขนาดใหญ่กว่า

    
     บน : เนื้อปลากระพงแล่ด้านข้างลำตัวจะเห็นกล้ามเนื้อได้อย่างชัดเจน
     ล่าง : เนื้อปลาปักเป้าแล่ด้านข้างลำตัว ซึ่งจะยังเห็นพังผืดสีขาวติดอยู่