สารพิษในอาหารมาจากไหน

  • warning: array_map(): Argument #2 should be an array in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/modules/system/system.module on line 1050.
  • warning: array_keys() expects parameter 1 to be array, null given in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
  • warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

สารพิษในอาหารมาจากไหน

รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

สารพิษในอาหาร บ่อยครั้งเกิดจากมนุษย์ใส่เข้าไปเพื่อให้สีสันของอาหารดูน่ารับประทาน แต่หลายครั้งก็ไม่ได้เกิดจากเจตนา ถึงกระนั้นหากสาวถึงต้นตอของการปนเปื้อน ส่วนใหญ่ก็มีสาเหตุจากน้ำมือมนุษย์นั่นแล
 

สารเคมีที่มนุษย์ใส่เอง

ดินประสิว (ชนิดเดียวกับที่ใช้ทำดินปืน) เป็นสารเคมีที่ใช้ในการแต่งสีเนื้อสัตว์ให้ดูแดง เช่น การละลายน้ำและทาลงไปบนเนื้อสัตว์เพื่อให้สีเนื้อที่เริ่มเปลี่ยนไปกลับมามีสีแดง (ซึ่งดูอย่างไรๆ ก็ไม่ได้แดงแบบธรรมชาติ) และเป็นส่วนผสมในอาหารหลายชนิด เช่น ไส้กรอก กุนเชียง แหนม ซึ่งมีสีแดงมากน้อยขึ้นกับปริมาณดินประสิวที่ผสมลงไปในการผลิต หากมีการบริโภคอาหารที่มีดินประสิวเข้าไปมากๆ จะทำให้เกิดอาการปวดหัว คลื่นไส้ และอาเจียนได้

ในกระบวนการผลิตอาหารที่มีดินประสิวเป็นองค์ประกอบนั้น ดินประสิวจะทำปฏิกิริยากับสารประกอบเอมีนในเนื้อสัตว์เกิดเป็นสารกลุ่มไนโตรซามีน ซึ่งเข้าใจกันว่าเป็นสาเหตุที่สำคัญของมะเร็งตับ มะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งหลอดอาหาร วิธีการป้องกันพิษจากดินประสิวคือ การเลือกซื้อเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์อาหารที่มีสีเป็นธรรมชาติ ไม่แดงผิดจากปกติที่เคยซื้อ กินอาหารพวกไส้กรอก หมูแฮม ให้น้อยลง หันมาทานผักผลไม้ให้ได้ครึ่งหนึ่งของอาหารทุกมื้อ เพื่อให้ผักเข้าไปต่อต้านความเป็นพิษเหล่านี้และมีสุขภาพที่ดีตลอดไป
 

สารเคมีที่สิ่งแวดล้อมใส่ให้

ไดออกซินเป็นสารพิษกลุ่มออร์กาโนคลอรีนที่เกิดได้หลายสถานการณ์เช่น เกิดจากการเผาไหม้ขยะ (ที่มีพลาสติกชนิดที่มีคลอรีนเป็นองค์ประกอบ) จากกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่มีคลอรีนเป็นองค์ประกอบ เช่น ยากำจัดวัชพืช  การฟอกสีกระดาษ เป็นต้น 

ไดออกซินเป็นสารเคมีที่สามารถสลายตัวได้บ้างเล็กน้อยเมื่ออยู่ในสถานะแก๊ส แต่ถ้าสะสมอยู่ในดินหรือในที่อื่นๆ จะใช้เวลาในการสลายตัวนานมากตามประสาของสารประกอบคลอรีนอินทรีย์ทั่วไป มีการพบไดออกซินปนเปื้อนอยู่กับฝุ่นละอองขนาดเล็กที่แพร่กระจายอยู่ในอากาศและน้ำ เนื่องจากไดออกซินเป็นสารที่สามารถละลายได้ดีในไขมัน จึงมีโอกาสสูงมากในการเข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร และสะสมในร่างกายสัตว์ตลอดจนถึงมนุษย์

สารไดออกซินพบได้ในอาหารประเภทเนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์จากนมต่างๆ เช่น เนื้อวัว (ซึ่งพบสารนี้อยู่มาก) เนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อปลา ผลิตภัณฑ์จากนม นมสด และไข่ โดยปริมาณนั้นขึ้นกับสถานที่เลี้ยงสัตว์ หรือสถานการณ์เกิดอุบัติเหตุที่มีการปนเปื้อนต่อสิ่งแวดล้อมสูงๆ เช่น กรณีการปนเปื้อนในนมของทวีปยุโรปดังเขียนไว้ในบทความชื่อ เรื่องสยองของไดออกซิน ตอน 1 และ ตอน 2 ในคอลัมน์เดียวกันนี้

เมื่อผู้เคราะห์ร้ายได้รับสารไดออกซินเข้าไปแล้วในระยะแรกๆ จะเกิดความผิดปกติที่ผิวหนัง เช่น ผิวหนังไหม้ดำ เป็นผื่น มีอาการเยื่อบุตาอักเสบ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย และต่อมาจะมีผลต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ระบบต่อมไร้ท่อ และระบบประสาท (ซึ่งเป็นอาการทั่วไปของสารประกอบคลอรีน) การได้รับสารไดออกซินเป็นเวลานาน จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งทุกอวัยวะดังนั้นเราจึงควรหลีกเลี่ยงการได้รับสารไดออกซิน โดยอยู่ให้ไกลจากแหล่งอุตสาหกรรมที่มีคลอรีนเป็นองค์ประกอบ หลีกเลี่ยงไม่อยู่ใกล้ขณะมีการเผาศพ เผาขยะหรือของเสีย และลดปริมาณความเสี่ยงจากการรับประทานอาหารที่มีสารไดออกซินดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น
 

ให้ทุกข์แก่มัน ทุกข์นั้นถึงตัว

สารพิษที่ใช้กำจัดสัตว์รังควาน (มนุษย์) มีอยู่หลายประเภท เช่น ออร์กาโนคลอรีน ออร์กาโนฟอสเฟต และคาร์บาเมต ซึ่งมีการตกค้างในสิ่งแวดล้อมเป็นปริมาณมาก ทั้งในพืช สัตว์บก และสัตว์น้ำ ความเป็นพิษแพร่กระจายไปตามห่วงโซ่อาหารซึ่งส่งผลกระทบต่อมนุษย์ พิษนี้หากรับเข้าทางอาหารอาจไม่แสดงอาการทันที เพราะมันมีความเข้มข้นน้อย อาจมีการสะสมในไขมันตามส่วนต่างๆ ของร่างกายได้และอาจก่อให้เกิดมะเร็งในภายหลัง เพราะสารพิษกลุ่มนี้ส่วนใหญ่สามารถกดภูมิต้านทานซึ่งมีผลทางอ้อมต่อการเกิดมะเร็ง

วิธีการป้องกันตัวเราจากสารพิษชนิดนี้ก็คือ การเลือกซื้อผักที่สะอาด มีรอยแมลงแทะ ซื้อผักซึ่งเป็นผักปลอดสารเคมีที่ไม่สวยจนเกินไป แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ก็ควรผักที่ซื้อมาล้างน้ำหลายๆ รอบ หรือลวกผักก่อนปรุงอาหารเพื่อให้สารเคมีหลุดออกไป ชีวิตก็จะมีคุณภาพมากขึ้นพะเรอเกวียน

ที่ยกตัวอย่างมาให้ท่านผู้อ่านเห็นนี้ เป็นเพียงบางส่วนของสารพิษที่เราพบปะสังสรรค์ในแต่ละวัน การกินอาหารที่มีสารเคมีเจือปนในยุคปัจจุบันคงเป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงได้ยาก เพราะมีการใช้กันอย่างแพร่หลาย อีกทั้งโลกเราก็สกปรกมากขึ้นทุกวัน วิธีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้บริโภคคือ ระมัดระวังตัวเองไม่ให้รับสารเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายมากเกินไป และต้องรับประทานผักและผลไม้ให้ได้อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของอาหารในแต่ละมื้อ เพื่อให้วิตามินที่ได้จากพืชผักเข้าไปลดความเป็นพิษของสารเคมีลง ผู้ที่รับประทานได้ดังนี้เป็นประจำ ควรจะมีร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรงและมีภูมิต้านทานที่ดีกว่าผู้ที่ไม่รับประทานผัก แต่แม้ถึงปฏิบัติตนให้ดีแล้วยังเกิดปัญหาต่อสุขภาพอันอาจเป็นผลเนื่องจากพันธุกรรม ก็ขอให้คิดว่าเราสู้เต็มที่แล้ว ก็ไม่ขอเสียใจต่อปัญหาที่เกิดขึ้น