งานนี้สำหรับคนขี้แพ้

รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

งานนี้สำหรับคนขี้แพ้

รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

มนุษย์นั้นมีเวรกรรมเป็นสมบัติติดตัวมา มากบ้าง น้อยบ้าง ความจริงแล้วในทางพันธุศาสตร์ เวรกรรมนี้กำหนดด้วยดีเอ็นเอ ซึ่งบางครั้งก็กำหนดให้บางคนเป็นคนแพ้อาหาร ก่อความชุลมุนวุ่นวายในครอบครัวเมื่อสมาชิกมีอันเป็นไป ซึ่งบางครั้งคนในครอบครัวก็งงเป็นไก่ตาแตก ไม่รู้ทำอย่างไรกันดี

ผู้เคราะห์ร้ายที่ช่างสังเกตจะพบว่า การแพ้อาหารนี้ส่วนใหญ่เกิดในครอบครัวซึ่งมีประวัติของการแพ้เป็นอาจิน ไม่ว่าจะแพ้อากาศ แพ้ฝุ่นละออง หรือเป็นหอบหืด ทำให้อาการแพ้อาหารเกิดได้ง่ายขึ้นตามไปด้วย อาหารส่วนใหญ่ที่พบว่าทำให้เกิดการแพ้ ได้แก่ อาหารทะเล ถั่วลิสง ช็อกโกแลต กล้วยหอม บางรายอาจแพ้ไข่หรืออาหารง่ายๆ ที่คนทั่วไปกินเป็นประจำก็ได้

ในการแพ้อาหารนั้น หลาย ๆ คนจะซึ้งใจว่าเพราะผู้เคราะห์ร้ายจะรู้สึกเกือบทันทีเลยว่า อาหารที่กินเข้าไปนั้นถูกร่างกายแสดงปฏิกิริยาตอบโต้แล้ว เช่น ชาที่ลิ้น บวม ร้อน หรือเป็นลมพิษ ซึ่งเป็นการแสดงอาการแพ้ทางผิวหนัง ทั้งนี้เนื่องจากร่างกายถูกกระตุ้นด้วยองค์ประกอบของอาหารที่เรากินเข้าไปทำให้เม็ดเลือดขาวปล่อยสารชีวเคมีชนิดหนึ่งที่เรียกว่า “ฮิสตามีน”ออกมากระตุ้นให้หลอดเลือดขยายตัว จึงมีการโป่งพองและบวมร้อนในบริเวณต่างๆ ของร่างกาย

ในบางคนเมื่อกินอาหารทะเลเข้าไปแค่คำสองคำก็มีผื่นขึ้นเต็มตัว คนบางคนอาจกินปลาดิบ (ที่ไม่รู้ว่าเป็นปลาอะไร) แล้วอาการปากบวม คลื่นไส้ อาเจียน ซึ่งอาจเป็นอาการเกิดพิษเนื่องจากปลาปักเป้า ไม่ใช่แค่แพ้อาหารธรรมดา ส่วนบางคนอาจกินช็อกโกแลต แล้วเกิดอาการไอ หอบ อาการเหล่านี้จัดเป็นการแพ้อาหารที่ร่างกายได้แสดงปฏิกิริยาออกมา ซึ่งสามารถแสดงออกได้จากหลายระบบของร่างกาย แต่ที่พบมากและพบบ่อยที่สุด ได้แก่ อาการที่คนโบราณเรียกว่า ลมพิษ โดยจะมีผื่นขึ้นมาและรู้สึกคันๆ ที่ผิวหนัง พอสักพักก็จะมีอาการบวม ผิวหนังนูนขึ้นมาเป็นแผ่นๆ และรู้สึกแสบร้อนที่ไม่ได้เกิดจากการอักเสบธรรมดา

การแพ้อาหารในเด็กนั้น เอกสารทางการแพทย์กล่าวว่า มักมีอาการเริ่มต้นจากปากบวม น้ำลายไหลตลอดเวลา รู้สึกคลื่นไส้ อาเจียน และบางรายมีอาการปวดท้องร่วมด้วย มักมีอาการไอ บางรายรุนแรงมากจนหอบตัวเขียวแล้วเป็นลมหมดสติได้ และมักเกิดขึ้นโดยเฉพาะเด็กทารกที่อายุต่ำกว่า 3 เดือน เนื่องจากระบบทางเดินอาหารยังไม่สมบูรณ์ สารโปรตีนสามารถถูกดูดซึมผ่านเข้ากระแสเลือดได้โดยไม่ต้องถูกย่อย จึงทำให้โปรตีนนั้นสามารถกระตุ้นระบบภูมิต้านทานต่อต้านโปรตีนนั้นๆ ซึ่งมีตัวอย่างที่เห็นบ่อยคือ โปรตีนในไข่แดง ที่เมื่อได้กินไข่แดงอีกครั้ง อาการแพ้ก็เริ่มขึ้นและมักแพ้ไปจนกว่าจากโลกนี้

เนื่องจากอาการแพ้เกิดจากระบบภูมิต้านทานทำงานเกินจำเป็นไป การรักษาโดยตรงจึงยังไม่มี มีแค่การรักษาตามอาการคือ ถ้ามีอาการแพ้ทางผิวหนัง ก็กินยาแก้แพ้ ซึ่งเป็นยาต้านสารฮิสตามีน หรือที่เรียกว่า ยาแอนติฮิสตามีน และที่นิยมใช้อย่างแพร่หลายคือ ยาคลอร์เฟนนิรามีน ซึ่งกินเพียง 1 เม็ด อาการแพ้ก็จะดีขึ้น แต่ถ้ารู้สึกคันมากหรือเป็นลมพิษ ก็ใช้คาลาไมน์โลชั่นทาให้ทั่ว หรือถ้าอาการรุนแรงถึงขนาดหอบมากๆ เป็นหอบหืด ท้องเสีย หรืออาเจียน ก็ต้องรีบไปรักษากับแพทย์ที่โรงพยาบาลโดยด่วน

ปัจจุบันเมื่อมีอาการแพ้หลังกินอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งแล้ว ควรไปหาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอาการภูมิแพ้ ซึ่งแพทย์จะทำการซักประวัติ และตรวจร่างกาย รวมทั้งถามถึงชนิดของอาหาร ปริมาณที่กิน อาการที่เกิดขึ้นในรายที่ประวัติชัดเจนว่ากินอาหารชนิดหนึ่งๆ แล้วเกิดอาการแบบเดิมทุกๆ ครั้ง ก็สามารถให้การวินิจฉัยได้ง่ายว่าแพ้อาหารชนิดนั้นๆ  แต่ในบางรายที่สงสัยว่าแพ้อาหารหลายชนิด หรือไม่แน่ใจว่าแพ้อาหารชนิดใด แพทย์จะให้ผู้ป่วยทำการจดบันทึกอาหารที่กินและอาการที่ผิดปกติที่เกิดขึ้นโดยละเอียด เพื่อใช้ในประกอบการวินิจฉัยเพื่อทดสอบทางผิวหนังหาชนิดของอาหารที่เป็นสาเหตุของการแพ้

วิธีป้องกันอาการแพ้อาหารโดยการหลีกเลี่ยงอาหารที่ผู้เคราะห์ร้ายเคยแพ้ น่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ดังนั้นถ้าคิดจะลองของเมื่อไร จำเป็นต้องเตรียมยาแก้แพ้ไว้ด้วย เพราะถ้ามีอาการรุนแรงตามมาก็จะต้องรีบกินยาทันที หรือถ้าไม่สามารถควบคุมอาการหรือเป็นมาก ก็ควรรีบไปพบแพทย์ เพราะบางร้ายแพ้มากจนเบื่อการอยู่โลกนี้ไปเลย

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม