โลกสีเขียวกับสมองสีขาว

  • warning: array_map(): Argument #2 should be an array in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/modules/system/system.module on line 1050.
  • warning: array_keys() expects parameter 1 to be array, null given in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
  • warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

โลกสีเขียวกับสมองสีขาว

รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

โลกมีสีเขียวเพราะอะไร เด็กอนุบาลตอบได้ทันทีว่าเพราะต้นไม้ พอถามว่าต้นไม้มีสีเขียวเพราะอะไร เด็กประถมก็มักสวนกลับทันทีว่าเพราะต้นไม้มีคลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) ครั้นขยับไปถามเด็กมัธยมว่า คลอโรฟิลล์คืออะไร เด็กระดับนี้น่าจะเหลือบตามาจากบีบี แล้วตอบว่าคือสารในใบไม้ที่ช่วยให้พืชสังเคราะห์แสงได้ แต่ครั้นถามเด็กมัธยมปลายสายวิทย์ว่า สังเคราะห์แสงคืออะไร แทนที่จะใช้คำว่าน่าจะ คงต้องเปลี่ยนเป็นว่าอาจจะ มีเด็กบางคนระดับนี้ตอบว่าคือการเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์ไปเป็นน้ำตาล ตลอดจนกลายเป็นแป้ง

จากนั้นถ้าเอาคำถามทั้งหมดไปถามคนที่จบระดับปริญญาตรี โดยใช้วิธีสุ่มแบบไม่เลือกว่าจบสาขาวิชาอะไร มหาวิทยาลัยอะไร ผู้ถามอาจพบความจริงว่า การเรียนวิทยาศาสตร์ในระดับพื้นฐานของคนไทยอย่างน้อยหกปีนั้น แทบจะเปล่าประโยชน์ เพราะอาจนับตัวคนที่อธิบายความหมายของการสังเคราะห์แสงว่าคืออะไรได้น้อยมาก  

ผู้เขียนพอจะประมาณได้ว่า เด็กไทยที่เลือกสาขาวิชาเรียนในระดับอุดมศึกษาโดยผ่านกระบวนการสอบแบบแกะและแพะแล้ว นั้น ต่างก็มีความมุ่งมั่นหาความรู้ที่ช่วยในการประกอบสัมมาอาชีวะเพียงอย่าง เดียว ความรู้นอกนั้น (โดยเฉพาะที่อยู่ในการสอบแกะและแพะ) ต้องกำจัดออกจากสมอง เพื่อเปิดที่ว่างในการบรรจุข้อมูลเฉพาะที่เด็กเหล่านี้ชอบ

จึงไม่น่าประหลาดใจถ้าพบว่ามีคนไทยบางคน (ซึ่งอาจไม่ถึงร้อยละ 0.05 ที่ทางสถิติง่ายๆ บอกว่าน้อยแบบนี้ไม่มีนัยสำคัญ น่าจะลืมได้) ของคนไทยไปซื้อผงคลอโรฟิลล์ในราคากระป๋องละ 2,000 – 3,000 บาทมาชงดื่ม

มีโฆษณาของเว็บหนึ่งเขียนประมาณว่า “คลอโรฟิลล์ชนิดน้ำ ขวดสีเขียว คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % เต็ม สูงกว่ามาตรฐานองค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา (FDA) โดยมาตรฐานองค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริการะบุความบริสุทธิ์ที่ 95 % ชนิดละลายน้ำได้ (Water Soluble Chlorophyll) สกัดจากต้นอัลฟาฟ่าสด (alfalfa) ขนาด 473 มิลลิลิตร (ขวดสีเขียว) ใช้ดื่มวันละ 10 cc สามารถใช้ได้ 1 เดือน กับ 17 วัน อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม Normal price : 3,000 บาท Special price : 2,500 บาท”

ผู้เขียนเข้าใจว่าคงมีคนซื้อ เพราะเว็บไซต์ก็ยังอยู่มานานเป็นปี คำถามจึงมีอยู่ว่า ผู้ซื้อนั้นรู้หรือเปล่าว่าซื้ออะไรมากลั้วลำคอ

ในทางวิทยาศาสตร์แล้ว คลอโรฟิลล์เป็นสารธรรมชาติที่ไม่ค่อยละลายน้ำเท่าไร การสกัดให้ออกมาง่ายๆ ต้องใช้ตัวทำละลายอินทรีย์เช่น เฮ็กเซน ซึ่งเป็นสารเคมีที่มีอันตราย เพราะติดไฟง่าย และเมื่อสูดดมเข้าไปก็ทำลายอวัยวะภายในต่างๆ ถึงตายหรือเป็นมะเร็งได้

การที่เราต้มผักแล้วได้น้ำสีเขียวซึ่งมีคลอโรฟิลล์นั้น เป็นผลที่เกิดจากความร้อนของน้ำ ทำให้เซลล์พืชแตก คลอโรฟิลล์หลุดออกมาผสมกับน้ำร้อนได้ระยะหนึ่ง เมื่อน้ำเย็นลง คลอโรฟิลล์จะแยกตัว และเมื่อถูกแสงก็จะเปลี่ยนสภาพไปจากเดิม ซึ่งเมื่อเปลี่ยนสภาพไปแล้วประโยชน์ของความเป็นคลอโรฟิลล์ย่อมเปลี่ยนไป

สำหรับคลอโรฟิลล์ขวดหรือกระป๋อง (ซึ่งเป็นผงชงน้ำดื่ม) นั้น เป็นสินค้าที่ผ่านกระบวนการทางเคมีเพื่อเปลี่ยนสารคลอโรฟิลล์ให้กลายเป็นคลอโรฟิล์ลิน (Chlorophyllin) ซึ่งยังคงคุณสมบัติของความเป็นคลอโรฟิลล์เกือบเหมือนเดิม ทั้งนี้เพราะในการปรับปรุงทางเคมีนั้น นักวิทยาศาสตร์ได้ตัดส่วนที่ทำให้คลอโรฟิลล์ไม่ละลายน้ำออกไปโดยเติมส่วนที่ ช่วยการละลายน้ำรวมทั้งธาตุทองแดงเข้าไปด้วย ทำให้สารใหม่คือ คลอโรฟิล์ลินมีประจุละลายน้ำได้ดี

ท่านผู้อ่านคงไม่ประหลาดใจถ้าผู้เขียนจะแจ้งว่า สีเขียวที่ใช้ในผลิตภัณฑ์อาหารหลายชนิดนั้น ได้ใช้คลอโรฟิล์ลินเป็นองค์ประกอบ เพราะมีความปลอดภัยสูง แต่ราคาค่อนข้างแพง ดังนั้นเรื่องที่เล่าเกี่ยวกับอาหารนี้จึงเกิดในต่างประเทศที่รัฐบาลห่วงใย ประชาชนในแง่สุขภาพ โดยบังคับหรือประเล้าประโลมให้ผู้ประกอบการใช้เฉพาะสีเขียวที่เรียกว่า คลอโรฟิล์ลินเท่านั้น ไม่ใช่สีเขียวที่สังเคราะห์ล้วนๆ เหมือนในบางประเทศ

มีบุคคลากรของบริษัทน้ำอัดลมท่านหนึ่งเคยเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า น้ำอัดลมสีสวยๆ ของบริษัทซึ่งใช้สูตรและเครื่องหมายการค้าของบริษัทยักษ์ใหญ่นั้น มีความแตกต่างจากน้ำอัดลมรสเดียวกัน เครื่องหมายการค้าเดียวกันที่ผลิตในประเทศยุโรปตะวันตก

ความแตกต่างนั้นอยู่ที่น้ำหวานใส่สีแล้วอัดลมในประเทศไทยใช้สีสังเคราะห์ ซึ่งได้รับการรับรองความปลอดภัยจากหน่วยงานระหว่างประเทศแล้ว ส่วนสินค้าที่ผลิตในยุโรปตะวันตกบางประเทศใช้สีสังเคราะห์เลียนแบบธรรมชาติ ซึ่งหมายความว่ามีองค์ประกอบทางเคมีเหมือนสารธรรมชาติ เช่นกรณีเบต้าแคโรตีน ก็เป็นเบต้าแคโรตีนที่สังเคราะห์ขึ้น เพียงแต่ไม่ได้สกัดจากพืชธรรมชาติ การสังเคราะห์ได้นี้ทำให้ราคาสารธรรมชาติถูกลง แต่ก็แพงกว่าสีสังเคราะห์แท้พอควร

เมื่อผู้เขียนถามทางผู้ประกอบการว่า แล้วทำไมไม่เปลี่ยนการใช้สีให้เหมือนประเทศที่พัฒนาในตะวันตกบ้าง คำตอบที่ได้รับคือ การเปลี่ยนแปลงสูตรอาหารในประเทศไทยนั้น ต้องขึ้นทะเบียนใหม่ ไม่สามารถขอเปลี่ยนทันทีทันใดโดยอ้างความปลอดภัยของประชาชนได้ ดังนั้นบริษัทจึงคร้านที่จะต้องอธิบายให้เจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการขึ้น ทะเบียนฟังถึงความหวังดี อีกอย่างคนไทยก็ไม่ได้กังวัลอะไรกับสีสังเคราะห์ที่กลืนลงคอ ดังนั้น เมื่อน้ำไม่ขุ่นก็จงอย่าไปกวนให้เกิดตะกอนดีกว่า แค่นี้บริษัทก็รับทรัพย์สบายอยู่แล้ว

กลับมาที่เรื่องของคลอโรฟิลล์และคลอโรฟิล์ลินดีกว่า  สารทั้งสองชนิดนี้มีประโยชน์ (ซึ่งจะกล่าวต่อไปนั้น) ไม่ต่างกันนัก แต่ต่างกันที่ราคา จึงขึ้นกับผู้บริโภคว่าจะไขว่คว้าของแพงเป็นพันบาทหรือเด็ดใบผักธรรมดามากิน

ประโยชน์ของคลอโรฟิลล์นั้นแบ่งเป็น 2 เรื่องคือ การเป็นแหล่งของธาตุแมกนีเซียม ซึ่งเป็นธาตุที่คนไทยไม่น่าจะขาด เพราะคนไทยกินทั้งผักและน้ำประปาซึ่งมีแมกนีเซียมคลอไรด์อันเป็นสาเหตุของ ความกระด้างถาวร

น้ำประปาในประเทศไทยส่วนใหญ่กระด้างมากถึงมากเป็นบ้า เนื่องจากมีการเติมสารเคมีค่อนข้างเยอะในการเปลี่ยนให้น้ำท่าจากแม่น้ำที่มี สีน้ำตาลขุ่นกลายเป็นน้ำใส ถ้าเอาน้ำประปาไปต้มในกาจะพบการเกิดตะกรัน ซึ่งเป็นเกลือคาร์บอเนตที่เป็นสาเหตุของน้ำกระด้างชั่วคราว ส่วนเกลือของแมกนีเซียม เช่นแมกนีเซียมคลอไรด์นั้น เป็นสาเหตุของน้ำกระด้างถาวร ต้มยังไงก็ยังกระด้าง จึงเป็นโชคดีที่ทำให้คนไทยไม่ขาดแมกนีเซียม แม้กินผักนัอยแต่บริโภคน้ำประปา

แร่แมกนีเซียมนั้น เป็นองค์ประกอบสำคัญของเอนไซม์ในระบบการสร้างกรดนิวคลิอิกหรือดีเอ็นเอใหม่ มีบทความทางวิชาการกล่าวในทำนองว่า การขาดแมกนีเซียมนั้นจะทำให้การทำงานของระบบสร้างดีเอ็นเอผิดไปจนอาจจะทำให้ เกิดการกลายพันธุ์ ดังนั้นถ้าจะสรุปว่าการกินผักนั้นเป็นการลดความเสี่ยงของการกลายพันธุ์ (ตลอดไปจนถึงการเป็นมะเร็ง) ก็พอว่าได้ แต่จะให้ถึงกับออกแถลงการณ์ว่าดื่มน้ำประปาป้องกันมะเร็งนั้น ดูจะหนักไปหน่อย

ประโยชน์ของคลอโรฟิลล์ประการสำคัญคือ ความสามารถในการจับสารพิษบางกลุ่มในทางเดินอาหาร แต่สารพิษนั้นต้องสามารถสนิทชิดแนบกับคลอโรฟิลล์แล้วเกิดอาการในลักษณะที่ เรียกว่าประกบติดกัน สารพิษนั้นต้องมีลักษณะเฉพาะที่จะประกบกับคลอโรฟิลล์ได้ (ภาษาอังกฤษใช้คำว่า trapping)  เช่น สารพิษกลุ่มโพลีไซคลิกอะโรเมติกไฮโดรคาร์บอน (หรือพีเอเอชในไก่ย่าง หมูปิ้ง) การประกบนี้ทำให้สารพิษถูกดูดซึมเข้าระบบไหลเวียนของเลือดลดลง ความเสี่ยงต่อการกระตุ้นให้เกิดมะเร็งของพีเอเอชก็ลดลง นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมนักวิชาการจึงแนะนำให้กินไก่ย่างกับส้มตำหรือสลัดผัก อื่นๆ ที่มีสีเขียว (สีอื่นๆ ก็มีประโยชน์ในการป้องกันมะเร็ง แต่คนละกระบวนการ)

ความจริงแล้วนอกจากคลอโรฟิลล์สามารถจับสารพิษจากอาหารปิ้งย่าง รมควันได้แล้ว สารชีวเคมีที่มีหน้าตาคล้ายคลอโรฟิลล์คือ ฮีโมกลอบิน ซึ่งเป็นองค์ประกอบของเม็ดเลือด ก็สามารถจับสารพิษกลุ่มพีเอเอชได้เช่นกัน เพราะองค์ประกอบส่วนกลางของคลอโรฟิลล์และฮีโมกลอบินนั้นมีลักษณะเป็น วงพอร์ไฟริน (porphyrin ring) เช่นกัน ดังนั้นการกินเลือดหมู เลือดไก่ต้ม แล้วนอกจากจะได้เหล็กแล้ว เรายังได้ตัวจับสารพิษกลุ่มพีเอเอชออกจากร่างกายด้วย

จะเห็นว่าการมีโลกสีเขียวที่เกิดจากพืชผักนั้น เป็นสิ่งเอื้ออำนวยให้สิ่งมีชีวิตอยู่ได้ โดยสีเขียวจากต้นและใบเป็นเครื่องบ่งชี้การเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์ (ที่ทำให้โลกร้อน) กลายเป็นแป้ง แล้วเมื่อย้ายจากใบพืชสู่กระเพาะมนุษย์มันยังช่วยกำจัดสารพิษบางชนิดได้อีก

ดังนั้นคนไม่ปลูกต้นไม้ เอาแต่ตัด ย่อมจัดได้ว่าเป็นคนเบาปัญญา ไม่กตัญญูโลก เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้