วิวาทเรื่องอีเอ็มบอล บำบัดน้ำเสียได้จริงหรือ

รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

วิวาทเรื่องอีเอ็มบอล บำบัดน้ำเสียได้จริงหรือ

รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

วันที่เขียนบทความนี้นับเป็นวันที่ยี่สิบแล้วที่ผู้เขียนกลายเป็นผู้อพยพหนีน้ำท่วมมาอยู่ที่หัวหินตามคำแนะนำของ ศูนย์ที่ไม่อยากจะเอ่ยนาม แต่จะจำไปจนวันตาย

ด้วยความเป็นผู้อพยพ ความรู้สึกที่จะเขียนบทความจึงหายไป จนมีความรู้สึกว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาของชีวิตที่ไร้ประโยชน์ที่สุดตั้งแต่เกิดมา

ในสมัยเด็กเมื่อปิดเทอมยังได้เล่นกับเพื่อนๆ ซึ่งถือว่าเป็นการเรียนรู้เพื่อพัฒนา แต่ในตอนนี้เมื่อใกล้แย้มฝาโลงให้คนอื่น มันดูเหมือนจะทำอะไรใหม่ๆ ได้ลำบาก แต่ก็ยังดีที่ได้ออกกำลังกายเล่นแบดมินตันกับเพื่อนใหม่ ซึ่งทำให้ได้รู้กลยุทธ์บางอย่างในการเล่นกีฬาที่ชอบนี้

ว่าไป น้ำท่วมครั้งนี้มันก็เป็นสิ่งที่มีคนคาดการณ์ไว้นานแล้วว่า ประเทศไทยไม่พ้นแน่ และในขณะที่น้ำเคลื่อนลงมาจากจังหวัดตอนบนก็มีคนจะพูดตลอดเวลาระหว่างการสู้เพื่อป้องกันการโจมตีของน้องน้ำว่า เอาอยู่ สุดท้ายก็ แตกแล้ว ทุกที จนกลายเป็นโจ๊กในเน็ทไปเลยเมื่อพูดถึงความสามารถของ “ศูนย์ที่ไม่อยากจะเอ่ยนาม” ซึ่งเป็นผลงานชิ้นแรกชนิดโบว์ดำของกลุ่มบุคคลที่ต้องจารึกในความปลอดประสบการณ์ที่นำพาความหายนะมาสู่คนไทยหลายแสนคน

สมัยผู้เขียนยังเด็ก (เมื่อสักสี่สิบแปดปีที่แล้วกระมัง) ได้รับการสอนจากคุณครูว่า การตัดไม้ทำลายป่าเป็นการลดการดูดซับน้ำฝนที่ตกในตอนเหนือของประเทศและเป็นต้นเหตุของการเกิดน้ำท่วม ตลอดจนการสอนให้รู้ว่าเกษตรกรที่ดีไม่ควรเผาตอซังข้าวหรือพืชอื่นๆ ให้ใช้วิธีไถกลบทำปุ๋ยพืชสด สิ่งเหล่านี้ผู้ใหญ่ในสมัยผู้เขียนยังเด็กทำตรงกันข้ามเลย เช่น ตัดไม้ทำลายป่าทุกป่าเท่าที่ทำได้ เผาตอซังข้าวแล้วใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงเพราะมันง่ายดี จนสุดท้ายธรรมชาติก็ได้มาเอาคืนกับลูกหลานอย่างผู้เขียนและท่านผู้อ่าน และยังพอประมาณการณ์ได้ว่า ยังมีอีก

เอาเถิดไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ผู้เขียนก็ได้ซึมกระทือมาหลายวันจนพอแล้ว จึงได้ขยับมานั่งคิดว่า ในช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต มีอะไรใหม่ๆ เกิดขึ้นบ้างหรือไม่ สิ่งที่ตรวจพบก็คือ ผู้เขียนสามารถใช้คอมพิวเตอร์วางตักได้เกือบเท่าคอมพิวเตอร์วางโต๊ะ ทั้งที่ไม่เคยใช้ เพราะไม่ชอบที่มันไม่มี หนู (mouse) ไว้ให้เลื่อนเคอร์เซอร์

สิ่งที่สองที่ค้นพบก็คือ การได้รับโอกาสดูทีวีที่รับสัญญาณผ่านดาวเทียมเกือบทั้งวัน (เพื่อตามข่าวน้องน้ำที่ขยันทำทุกอย่างตั้งแต่ชอปปิ้งตามศูนย์การค้า ตลอดจนถึงการพยายามเข้าไปในมหาวิทยาลัยเกือบทุกแห่งเพื่อหาความรู้ก่อนออกทะเลไปเป็นปลาวาฬ) นั้น ผู้เขียนสามารถอดทนชมรายการหลอกลวงผู้บริโภคผลิตภัณฑ์สุขภาพที่เผยแพร่กันอย่างโจ๋งครึ่มหลายรายการที่ไม่มีหน่วยราชการใดเอาในใส่ดูแลให้สมกับงบประมาณที่ขอตั้งเพื่อใช้คุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งเป็นการพิสูจน์อย่างชัดเจนว่า งานคุ้มครองผู้บริโภคไม่ว่าในด้านใด ควรให้องค์กรเอกชนหรือองค์กรอิสระนอกระบบราชการรับไปทำดีกว่าให้หน่วยราชการทำ เพราะเปลืองน้อยกว่า ได้งานทันใจกว่า

สำหรับรายการที่เสนอเกี่ยวกับน้ำท่วมทางทีวีทั้งฟรีทีวีและดาวเทียมทีวีนั้น ผู้เขียนรู้สึกว่าสิ่งที่มันมากมายกว่าน้ำท่วมคือ น้ำลาย ของกลุ่มคนใส่สูทที่เอาภาษีของเราไปเป็นเงินเดือนเดือนละเป็นแสนบาท กลุ่มคนเหล่านี้ดีแต่พูด ไม่ค่อยทำ ส่วนกลุ่มคนที่พยายามทำแล้วไม่ประสงค์จะออกนาม ซึ่งเรียกว่า จิตอาสา นั้นก็มีอยู่มากมาย

กลุ่มคนที่มีจิตอาสาที่ผู้เขียนสนใจคือ กลุ่มคนที่ไปนั่งปั้นลูกบอลอีเอ็ม เพราะคำว่าอีเอ็มนั้นเคยได้ยินมานานแล้วในทางเกษตร จนเมื่อพักหลังๆ (ราวสิบกว่าปีมานี้) ก็เห็นมีการเอาไปใช้ในการบำบัดน้ำเสียตามคูคลอง ได้ผลหรือไม่ผู้เขียนก็ไม่ได้ตามข่าว เพราะเวลาดูในข่าวทีวีก็มักเห็นเฉพาะเวลาเอาไปเทลงคูคลอง แล้วนักข่าวก็ไม่ตามไปดูว่า เวลาผ่านไปน้ำในคูคลองที่มันเน่านั้นดีขึ้นหรือไม่

ประสิทธิภาพของอีเอ็มนั้นมีผู้รู้ในลักษณะปราชญ์ชาวบ้านที่ออกทีวีรับรองว่าได้ผลคือ ทำให้น้ำดำปี๋ใสแจ๋วมีปลามาว่ายกันแบบบันเทิงสำเริงใจกันทีเดียว ครั้นเมื่อมีนักวิทยาศาสตร์ถามว่า เจ้าอีเอ็มนั้นมันคือ อะไรกันแน่ คำตอบที่ได้จากปราชญ์ทั้งหลาย ร้อยคนก็ร้อยคำตอบ เพราะคำว่า อีเอ็ม นั้นมันคือ efficient microorganism ไม่ได้เป็นการระบุว่าเป็นจุลินทรีย์อะไร

ดังนั้นจึงมีนักวิทยาศาสตร์หลายท่านที่มีความเชี่ยวชาญด้านจุลินทรีย์ออกมาตั้งคำถามเกี่ยวกับ อีเอ็ม ว่ามันได้ประโยชน์จริงหรือ โดยเฉพาะเมื่อกลายเป็นลูกบอลอีเอ็ม ซึ่งมีองค์ประกอบเป็นรำข้าว ซึ่งเมื่อลงน้ำไปแล้วอาจกลายเป็นการเพิ่มสารอินทรีย์ให้น้องน้ำเน่ามากกว่าเดิม

สำหรับตัวผู้เขียนนั้น ขอสารภาพว่าไม่เคยสนใจเรื่องอีเอ็มสักเท่าไร เพราะเชื่อว่าใช้ได้ผลทางการเกษตรมานานแล้ว แต่ไม่ค่อยเชื่อในสรรพคุณที่นอกเหนือจากการเกษตรด้วยเหตุผลว่า อยู่นอกความสนใจของการทำงาน และไม่ค่อยพบบทความที่กล่าวถึงการพิสูจน์ทางวิชาการที่เป็นวิทยาศาสตร์จริงๆ จนหลายครั้งมีคนเบี่ยงเบนเรื่องของ อีเอ็ม ไปหารับประทานแบบน้ำหมักที่โฆษณาว่า หยอดตาให้หายบอดได้ หรือกินรักษามะเร็งได้

ความสงสัยแบบวิทยาศาสตร์ในประสิทธิภาพของอีเอ็มนั้นเป็นพื้นฐานในวิธีคิดที่คนไทยต้องมี ทั้งนี้เพราะผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับอีเอ็มนั้น ร้อยละร้อยไม่เคยระบุว่า จุลินทรีย์ที่อยู่ในอีเอ็มที่อ้างว่าได้ประโยชน์นั้น คือใครบ้าง ชื่อเรียงเสียงใด โดยอ้างว่าไม่จำเป็นเพราะอาศัยหลักการของ เติ้งเสี่ยวผิง ว่าแมวที่ดีนั้นสีอะไรก็ไม่สำคัญขอให้จับหนูได้ก็พอ

การที่ไม่รู้รายละเอียดของสิ่งที่มีประสิทธิภาพในการทำงานอะไรก็ตามนั้น เป็นอันตรายในเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคเป็นอย่างยิ่ง เพราะก่อให้เกิดการหลอกลวงได้ในอนาคต เนื่องจากไม่สามารถระบุมาตรฐานของสินค้า ตัวอย่างซึ่งยกให้เห็นได้ง่าย ๆ คือ เครื่องกรองน้ำที่มีขายอยู่ในท้องตลาดนั้น มีมาตรฐานสินค้าหรือไม่ มีหน่วยราชการใดออกมารับผิดชอบบ้างในเรื่องมาตรฐานนี้

คำถามเรื่องเครื่องกรองน้ำที่ใช้ในระดับครัวเรือนนี้ผู้เขียนถามไว้ในการประชุมวิชาการด้านพิษวิทยา เมื่อมีการพาดพิงถึงคุณภาพของน้ำเมื่อยี่สิบกว่าปีมาแล้ว และก็ยังไม่ได้ติดตามว่ามีหน่วยราชการใดออกมาทำหน้าที่รับรองประสิทธิภาพของเครื่องกรองน้ำที่มีการวางขายในท้องตลาดหรือไม่ เพราะผู้เขียนตัดช่องน้อยแต่พอตัวมาซื้อน้ำกรองที่สถาบันโภชนาการผลิตเป็นประจำ เพราะสะดวกว่าการกรองน้ำดื่มเอง เนื่องจากการกรองน้ำเองนั้นต้องคอยตรวจวัดว่า ไส้กรองในเครื่องยังใช้ได้หรือไม่ตามปริมาตรน้ำที่ได้กรองไป ซึ่งเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่าย จึงมักพบว่าผู้ใช้เครื่องกรองน้ำดื่มประจำบ้านหลายท่านไม่ได้นึกถึงเรื่องนี้ แล้วเกิดปรากฏการณ์ที่น้ำที่ผ่านการกรองแล้วมีคุณภาพเลวกว่าน้ำที่ใส่เข้าเครื่องกรอง

ตัวอย่างเรื่องเครื่องกรองน้ำนี้เป็นอุทาหรณ์ให้คิดถึงเรื่องของ อีเอ็ม ซึ่งปัจจุบันได้มีการนำมาเป็นเรื่องของธุรกิจแล้วพอควร ดังนั้นจึงน่าจะมีการทำการศึกษาให้ถ่องแท้ว่า ที่ว่าได้ผลนั้น ได้ผลอย่างไร และอะไรเป็นตัวทำให้เกิดผลนั้น และถึงจะมีการจดสิทธิบัตรจุลินทรีย์เพื่อผลประโยชน์ด้านการค้าก็คงต้องยอม โดยมีตัวอย่างที่เทียบเคียงกันได้คือ เรื่องของ นมเปรี้ยว

นมเปรี้ยวนั้นสำหรับผู้เขียนแล้วมันคือ นมบูด เพราะไม่ชอบกลิ่นรส แต่สำหรับผู้ที่ดื่มได้มันคือ นมเปรี้ยว ซึ่งผู้เขียนก็ยอมรับในประโยชน์ของผลิตภัณฑ์นี้ แต่ก็ไม่ดื่ม เพราะกินอาหารประเภทอื่นแล้วได้ผลเหมือนกันแทนได้

นมเปรี้ยวแต่ละยี่ห้อนั้นใช้จุลินทรีย์ซึ่งเป็นสายพันธุ์เฉพาะ หมายความว่า ผู้ผลิตรู้ว่าเชื้อที่ใส่ในนมนั้นเป็นใครทั้งชื่อและนามสกุล ซึ่งจริงแล้วมันก็เป็น อีเอ็ม ของการทำนมให้เปรี้ยวโดยไม่ได้เป็นนมบูด ดังนั้นความสามารถในการระบุชนิดของเชื้อในอีเอ็มที่ช่วยให้น้ำหายเน่านั้นจึงเป็นประเด็นที่ควรจะทำให้เกิดขึ้น เพื่อให้เกิดมาตรฐานในการบำบัดน้ำเสีย ซึ่งในอนาคตเป็นเรื่องสำคัญต่อระบบนิเวศน์วิทยาของโลกทีเดียว

ความรู้ในเรื่องชนิดของเชื้อในอีเอ็มนั้นเป็นเรื่องลับเร้น เพราะในช่วงที่มีการพูดถึงการบำบัดน้ำท่วมที่กำลังกลายเป็นน้ำเน่าก้อนใหญ่ที่สุดในโลกนี้ ข้อมูลเกี่ยวกับอีเอ็มที่ออกมาดูเหมือนจะไม่มีใครสามารถพูดถึงมาตรฐานในการผลิตอีเอ็ม

ผู้เขียนมีความรู้เรื่องน้ำเน่าค่อนข้างน้อยมาก ครั้งหนึ่งเคยตั้งคำถามกับตัวเองเมื่ออ่านนิยายเรื่อง เพชรพระอุมา ว่าทำไมบึงน้ำที่ รพินทร์ ไพรวัลย์ ต้องผ่านก่อนไปถึงถันพระอุมานั้นจึงมีก๊าซพิษ คำตอบที่พอหาได้คือ ซากสาหร่ายซึ่งเป็นพืชที่คอยกำจัดอินทรีย์สารในน้ำให้หมดไปนั้น มันทับถมกันหลังจากเพิ่มปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ จนบางส่วนตายกลายเป็นขยะอินทรีย์แทน ส่งผลให้ค่า บีโอดี (ที่เรารู้จักกันดีจากการดูทีวีในช่วงน้ำท่วมนี้) มากขึ้นๆ สุดท้ายน้ำก็เน่า

อะไรคือน้ำเน่า คำว่า “เน่า” นั้นหมายถึง สิ่งที่เราไม่ต้องการให้เกิดขึ้นโดยเฉพาะกับอาหารของเรา ผลไม้เน่าคือ ผลไม้ที่เรากินไม่ได้ เพราะจุลินทรีย์ได้เข้าไปกินเสียแล้วจนสภาพที่ปรากฏนั้นเป็นสภาพที่เรา “ทั่วไป” รับไม่ได้ แต่ถ้าการที่จุลินทรีย์เข้าไปรุกรานผลไม้แล้วเรารับได้ เช่น กรณีผลไม้ดอง ปรากฏการณ์นื้คือ การดอง ไม่ใช่ เน่า ดังนั้นคำว่า เน่า จึงเป็นการกำหนดเองตามความพอใจของมนุษย์

ทำไมน้ำเน่าจึงมีสีดำและเหม็น ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า ความรู้สึกเหม็น ก็เป็นการกำหนดเองตามความชอบของมนุษย์ ยกตัวอย่างเช่น การที่มนุษย์ชอบกินปลาเค็ม ก็รู้สึกว่า ปลาเค็มทอดมีกลิ่นหอม ทั้งที่ความจริงแล้ว ปลาเค็มก่อนทอดมีกลิ่นไม่ต่างจากศพก่อนเอาเข้าเตาเผาบนเมรุ ใครที่เคยมีประสบการณ์เปิดโลงดูหน้าศพก่อนเผาคงพอเข้าใจ ดังนั้นเมื่อเข้าใจคำว่า เหม็น คือ กลิ่นที่เราไม่ชอบแล้ว ก็น่าจะมารับรู้ว่า ทำไมน้ำเน่าจึงเหม็น

จากความรู้ระดับประถม เกือบทุกท่านคงทราบว่า กลิ่นเหม็นของน้ำเน่าที่มีสีดำนั้นคือ ก๊าซไข่เน่า หรือ hydrogensulfide (H2S)

การเกิดก๊าซไข่เน่านี้ผู้เขียนไม่เคยเรียนในวิชาชีวเคมีว่าเกิดได้อย่างไร แต่เคยอ่านข้อมูลพบจากที่ใดที่หนึ่งว่า เกิดจากการที่แบคทีเรียที่ย่อยสารอินทรีย์พวกคาร์โบไฮเดรตเพื่อให้ได้พลังงานนั้นไม่ได้ใช้ออกซิเจนในกระบวนการสร้างสารพลังงานสูง (ซึ่งทางวิชาชีวเคมีเรียกว่า เอทีพี (ATP)) เพื่อใช้ในการดำรงชีวิต แต่ใช้ซัลเฟอร์ (ซึ่งมาจากไหนก็ไม่รู้) แทน จึงได้ H2S แทน H2O แบคทีเรียพวกนี้เรียกว่า anaerobic bacteria ซึ่งต่างจากแบคทีเรียที่ใช้ออกซิเจนในการสร้าง ATP ซึ่งเรียกว่า aerobic bacteria

ประเด็นสำคัญคือ เหล่าแบคทีเรียที่เรียกว่า anaerobic bacteria นี้ กลัวออกซิเจน เพราะถ้าในสิ่งแวดล้อมมีออกซิเจน ซึ่งเมื่อเข้าไปในเซลล์จะทำให้เกิดการสร้าง hydrogen peroxide (ซึ่งแบคทีเรียเหล่านี้ทำลายไม่ได้ ในขณะที่แบคทีเรียกลุ่ม aerobic bacteria ทำลายได้) จึงฆ่าตัวแบคทีเรียที่สร้างขึ้นมาเอง

ดังนั้นในสภาวะแวดล้อมของน้ำที่มีออกซิเจนสูง แบคทีเรียกลุ่ม aerobic bacteria ซึ่งย่อยสารอินทรีย์พวกคาร์โบไฮเดรตได้เป็นคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำจึงเป็นแบคทีเรียกลุ่มหลัก ส่วนแบคทีเรียกลุ่ม anaerobic bacteria ซึ่งกลัวออกซิเจนจะหาทางหลบซ่อนเหมือนแวมไพร์ (โบราณ) กลัวแสงแดด แต่ในกรณีที่มีสารอินทรีย์มากเกินไปแล้วออกซิเจนหมด anaerobic bacteria ก็จะแสดงตัวก่อให้เกิดลักษณะการเน่าของน้ำ

ด้วยเหตุนี้ในการบำบัดน้ำเน่าให้เป็นน้ำดีมีหลักการทั่วไปคือ การเติมออกซิเจนให้กับแหล่งน้ำเพื่อกระตุ้นให้ aerobic bacteria ทำงาน และกดให้ anaerobic bacteria นอนนิ่งๆ

แต่ในช่วงมหาอุทกภัยปีนี้ น้ำซึ่งมีมวลมหาศาลและกำลังจะเน่านั้น การเติมออกซิเจนเพื่อช่วยในการทำลายอินทรีย์สารนั้นย่อมเป็นไปได้ถ้ามีคนกล้าลงทุน ดังนั้นเมื่อยังไม่มีคนกล้าลงทุน จึงมีผู้ที่มีความเชื่อในกระบวนการใช้ อีเอ็ม เสนอให้ใช้ อีเอ็มบอล ที่ยังเป็นปัญหาในการพิสูจน์ศักยภาพในการทำงาน

ในเรื่องประสิทธิภาพของอีเอ็มบอลนี้ ผู้เขียนได้รับข้อมูลตรงจากข้าราชการสายสาธารณสุขท่านหนึ่ง ซึ่งถูกน้ำท่วมบ้านที่นนทบุรี เมื่อเวลาผ่านไปน้ำที่ท่วมขังในบ้านก็เปลี่ยนสภาพเป็นน้ำเน่า ข้าราชการท่านนี้ซึ่งเป็นเพื่อนกับน้องภรรยาของผู้เขียนก็ได้เริ่มใช้ อีเอ็มบอล และได้มีการจดข้อมูลลักษณะการเปลี่ยนแปลงของน้ำที่เน่า ซึ่งปรากฏว่าเมื่อเวลาผ่านไป น้ำใสจนมีปลามาว่ายได้ ลักษณะนี้ค่อนข้างตรงกับข้อมูลที่ได้ฟังทางทีวีจากผู้ที่เชื่อในความสามารถของ อีเอ็ม

ที่สำคัญคือ มีสมมติฐานของผู้ที่เชื่อเกี่ยวกับความสามารถของอีเอ็มว่า เชื้อในก้อนอีเอ็มบอลนั้น แยกออกมาเลี้ยงให้เป็นสายพันธุ์บริสุทธิ์ไม่ได้เพราะมันตาย จะต้องอยู่กับเชื้ออื่นเป็นสังคมเฉพาะจึงจะมีชีวิตอยู่ทำงานได้ สมมติฐานนี้อยู่ในลักษณะการผลิตลูกแป้งทำข้าวหมาก ซึ่งภูมิปัญญาชาวบ้านทราบว่าต้องเอาอะไรบ้างมาผสมกันนานเวลาหนึ่ง จะได้ลูกแป้งซึ่งประกอบด้วย ราที่ทำหน้าที่ย่อยแป้งเป็นน้ำตาลและยีสต์ทำหน้าที่หมักน้ำตาลเป็นแอลกอฮอล์ นอกจากนี้ก็มีแบคทีเรียที่เปลี่ยนแอลกอฮอล์เป็นน้ำส้มสายชูแอบอยู่ ที่ว่าแอบอยู่เพราะมันจะออกมาทำหน้าที่ก็ต่อเมื่อการหมักข้าวหมากนั้นเกินสามวันไป ข้าวหมากก็จะออกอาการเปรี้ยวแทนอร่อย

จะเห็นว่า เรื่องของอีเอ็มนั้นมีประเด็นที่ต้องศึกษาแบบวิทยาศาสตร์แท้ๆ เสียที มิเช่นนั้นการกล่าวอ้างถึงประสิทธิภาพก็จะมีเครื่องหมายคำถามติดอยู่ตลอดเวลาว่า ได้ผลเหมือนกันทุกสภาวะแวดล้อมหรือไม่ เช่น ใช้ได้ดีในน้ำนิ่งแล้วน้ำไหลเป็นไง หรือแม้แต่ในน้ำทะเลซึ่งแบคทีเรียที่ทนน้ำทะเลได้ก็เป็นบางชนิด ดังนั้นเวลาผู้มีความเชื่อในอีเอ็มบอกว่าใช้ประโยชน์ได้ทั้งน้ำในแผ่นดินและน้ำในทะเล คำถามจะมาทันทีว่า เป็นเชื้ออะไรที่อยู่ในอีเอ็มที่ทนสภาวะแวดล้อมได้หลายสภาพ

การพิสูจน์ความจริงทุกเรื่องด้วยกระบวนการวิทยาศาสตร์นั้นต้องทำซ้ำได้ ขอย้ำว่า ต้องทำซ้ำได้ผลคล้ายกัน แม้จะเปลี่ยนนักวิจัยและห้องปฏิบัติการก็ตาม จึงจะสรุปได้ว่าผลการศึกษาเชื่อถือได้ ดังนั้นเราทุกท่านก็คงต้องรอฟังนักวิชาการทะเลาะกันไปก่อนจะเริ่มหาความจริงกัน
 

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม