อาหารประหลาด

  • warning: array_map(): Argument #2 should be an array in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/modules/system/system.module on line 1050.
  • warning: array_keys() expects parameter 1 to be array, null given in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
  • warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

อาหารประหลาด

รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

มนุษย์เป็นสัตว์โลกที่มีความแตกต่างจากสัตว์อื่นมากที่สุดในเรื่องอาหารการกิน เพราะมนุษย์มักจะกินอาหารที่ผ่านการปรุงสุก ยกเว้นบางรายการอาหารที่มีการปรุงโดยใช้เนื้อสัตว์ดิบ เช่น หอยนางรมดิบ ก้อยกุ้ง ลาบเลือดต่างๆ ซึ่งอาหารเหล่านี้ไม่ใช้ความร้อนในการทำให้อาหารสุก แต่มักใช้ความเป็นกรดของมะนาวเป็นกระบวนการทำให้โปรตีนของเนื้อสัตว์เหล่านี้เปลี่ยนสภาพจนดูเหมือนสุก ผู้ที่นิยมกินอาหารแบบนี้ (ซึ่งไม่ใช่ผู้เขียน) มักกล่าวว่ามันมีความอร่อยกว่าการนำมาทำให้สุกด้วยความร้อน ซึ่งถ้าเกิดอาการอาหารเป็นพิษแล้วท้องเสีย ก็ตัวใครตัวมันแล้วกันนะครับ ทั้งนี้เพราะอาหารดิบๆ มันมีทั้งเชื้อแบคทีเรียและพยาธิเป็นของแถมที่แน่นอน

ส่วนอีกประเด็นของการกินอาหารที่ผิดแปลกไปจากที่ควรซึ่งมักเกิดในประเทศทางเอเชียก็คือ การกินอาหารประหลาด แบบว่าคนทั้งโลกเห็นการกินของคนทางเอเชีย โดยเฉพาะ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลี นั้น ดูจะเป็นแม่แบบของการกินอาหารประหลาดนี้ โดยมีคนไทยเป็นผู้ตามในบางครั้ง หรือบางทีก็ออกหน้ากินของประหลาดให้โลกดู

ในเว็บไซต์หนึ่งคือ http://xn--10-9ritg5i2ac.blogspot.com/2009/07/10_23.htmlที่ได้จากการค้นใน google ด้วยคำว่าอาหารประหลาดนั้น ได้จัดลำดับความประหลาดของอาหารที่คนในโลกนี้กระเสือกกระสนหามากิน โดยแอบหวังว่าเป็นอาหารที่ทำให้สุขภาพหรือสมรรถภาพร่างกายดีขึ้น ว่าไปแล้วก็เป็นการแสดงความเห็นแก่ตัวในการกินของมนุษย์ ที่ไม่ได้กินเพื่ออยู่อย่างเดียว แต่พยายามอยู่เพื่อกินมากกว่า


เว็บที่ผู้เขียนเข้าไปดูนั้นกล่าวถึงอาหารประหลาดลำดับที่ 10 คือ การกินหนู ดยกล่าวว่า เป็นอาหารสุดฮิตของอเมริกาใต้ โดยเฉพาะประเทศยากจนอย่าง เปรู ปารากวัย หนูคือ แหล่งโปรตีนสำคัญที่เดียว และเป็นเมนูหลักๆ ของร้านอาหาร และภัตตาคารใหญ่ๆ โดยชาวปารากวัยต่างลิ้มลองและเชื่อว่าการกินหนูจะช่วยให้ผิวกระชับมากขึ้น ผิวเนียนอีกต่างหาก ซึ่งหนูตัวใหญ่เขาจะมาย่างเป็นหนังกรอบหอม ส่วนหนูทารกตัวสีชมพู แดงๆ ก็จะหย่อนหนูเป็นๆ ลงท้องทันทีตามด้วยนมสดสักแก้ว หรือไม่ก็จับลูกหนูใส่ในขนมปังหรือกล้วยหอม แล้วใส่ปาก

ในความเป็นจริงแล้วการกินหนูนั้นคนทางเอเชียก็กินกันมานานแล้ว โดยเฉพาะหนูนา (ที่ไม่ใช่นางเอก กวน มึน โฮ) ตั้งแต่ผู้เขียนจำความได้ ก็ได้ข่าวว่าคนไทยกินกัน นัยว่าเพื่อแก้แค้นที่หนูพวกนี้ทำลายข้าวในนา และชาวนารู้สึกว่าเป็นหนูที่กินข้าวซึ่งเป็นอาหารสะอาด หนูก็น่าจะสะอาดไปด้วย ที่สำคัญการกินหนูของคนไทยนั้นค่อนข้างศิวิไลซ์กว่าชาวอเมริกาใต้ เพราะเรามักทำหนูให้อยู่ในรูปปิ้ง ย่าง รมควัน ส่วนกรณีลูกหนูนั้น สมัยผู้เขียนยังเด็กอายุไม่ถึง 10 ปี ผู้เขียนเคยเห็นอาแปะใกล้บ้านจับลูกหนูตัวแดงๆ หย่อนใส่ปาก แล้วตามด้วยเหล้าจีนอย่างดี นัยว่าเป็นการกินเพื่อเป็นยารักษาโรคปอด หรือแม้แต่การกินตัวแมลงที่เรียกว่า กระดิ่งทอง โดยวางตัวแมลงบนลิ้นแล้วให้เดินลงคอไป นัยว่าเพื่อเพิ่มสมรรถนะทางเพศของผู้กิน ซึ่งในทัศนะของผู้เขียนมองว่าเป็นเรื่องไร้สติทั้งเพ


สำหรับอาหารประหลาดลำดับ 9 คือ สตูค้างคาว ซึ่งเป็นอาหารขึ้นชื่อของเวียดนาม (ประเทศที่เดินซ้ำรอยไทยเพื่อเป็น “ประเทศอุตส่าหากรรม”และอาจวินาศทางวัฒนธรรมเหมือนไทยน่ะแหละ) กำลังขายดิบขายดี แถมยังหรูและหายากมาก โดยเฉพาะที่เมืองไซ่ง่อน เมนูนี้อยู่ในระดับภัตตาคารหรูเท่านั้น ชาวเวียดนามเชื่อกันว่าเนื้อค้างคาวคือราชันย์แห่งเนื้อทั้งปวง การกินทำได้หลายวิธี เช่น ทำซุป หรือนำมาสับเป็นชิ้นๆ เคี้ยวเป็นสตู หรือไม่ก็ใช้มีดคมๆ ตัดหัวค้าวคาวทันที จากนั้นก็รีดเลือดที่หยดจากร่างไร้หัวใส่แก้วเปล่าแล้วดื่มกินสดๆ ทันที

กรณีค้างคาวนี้บ้านเราก็ไม่เบา เพราะมีการกิน ค้างคาวแม่ไก่ โดยเชือดกินเลือดก่อนเช่นกัน เชื่อกันว่าจะเสริมสมรรถภาพทางเพศ จากนั้นก็เอาตัวไปปรุงเป็นอาหารพื้นบ้านได้ทุกเมนู เชื่อว่าทำให้ร่างกายมีความอบอุ่น แถมป้องกันโรคไข้ฉี่หนูและโรคที่เกิดจากพยาธิ ชาวบ้านที่ว่างงานมักพากันไปจับค้างคาวตามต้นไม้ เอาไป ผัด ปิ้ง ย่าง แต่ก็มีผู้ที่มีความเชื่อที่ผิดด้วยการบริโภคดิบๆ ซึ่งเสี่ยงต่อพิษสุนัขบ้า เพราะเคยมีผู้ป่วยในต่างประเทศถูกค้างคาวกัดจนป่วยเป็นโรคพิษสุนัขบ้ามาแล้ว

การกินค้างคาวแม่ไก่เป็นการทำลายสิ่งแวดล้อม เพราะค้างคาวนั้นเป็นสัตว์ที่มีส่วนช่วยในการรักษาไว้ซึ่งโครงสร้างความหลากหลายและการหมุนเวียนพลังงานในระบบนิเวศของป่าไม้ โดยช่วยผสมเกสรหรือกระจายเมล็ดพันธุ์ไม้ เช่น ทุเรียน นุ่น ฝรั่ง มะม่วง เป็นต้น ค้างคาวจึงนับว่าเป็นผู้คืนชีวิตให้ป่า เพราะพื้นที่ป่าที่ถูกทำลายนั้น ต้องมีต้นไม้กลุ่มแรกที่บุกเบิกกำเนิดขึ้นก่อน ต้นไม้กลุ่มแรกนี้มักเป็นไม้ที่ค้างคาวนำพาไป เนื่องจากพฤติกรรมการหากินของค้างคาวที่แตกต่างจากสัตว์อื่นๆ คือ ค้างคาวจะถ่ายมูลในขณะที่บินหากิน มันจึงช่วยกระจายเมล็ดพันธุ์ไปตามบริเวณที่มันบินผ่าน อีกทั้งค้างคาวยังมีส่วนในการรักษาความสมดุลของแมลงในธรรมชาติ โดยค้างคาวสามารถกินแมลงขนาดเล็กซึ่งบางชนิดที่เป็นศัตรูพืชและเป็นอันตรายต่อมนุษย์ เช่นยุง โดยสามารถกินยุงได้ประมาณ 500-1,000 ตัว ในเวลา 1 ชั่วโมง       

คนทั่วไปมักจะกลัวค้างคาวและมักคิดว่ามันจะเข้ามาทำร้าย ซึ่งอาจเป็นเพราะดูหนังเกี่ยวกับแดร็กคิวล่าหรือแวมไพร์ทไวไลท์มากไปหน่อย แท้ที่จริงแล้วพวกมันเป็นสัตว์ที่ขี้กลัว การกินผลไม้ของค้างคาวนั้นมักถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ทำความเสียหายแก่สวนผลไม้ ซึ่งที่จริงแล้วชาวสวนมักเก็บผลไม้ก่อนสุก หรือเริ่มสุก ส่วนค้างคาวชอบกินผลไม้ที่สุกงอมมากๆ หรือพวกที่สุกจนเกินเก็บ ที่สำคัญขี้ของค้างคาวคือ ปุ๋ยธรรมชาติที่ดีที่สุด มีคุณค่าทางอาหารต่อพืชสูงมาก ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้กับถ้ำที่มีค้างคาวอาศัยอยู่ มีรายได้จากการเก็บขี้ค้างคาวขาย แต่ในปัจจุบัน พื้นที่ป่าไม้และธรรมชาติถูกทำลายไปจนค้างคาวมีที่อยู่จำกัด จึงมีจำนวนลดลง แถมบางส่วนยังถูกจับมากิน ค้างคาวแม่ไก่จึงมีสถานภาพเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองและจัดเป็นสัตว์ป่าชนิดที่เริ่มหาได้ยากของไทย


สัตว์ที่อยู่อันดับ 8 ของอาหารประหลาดในสายตาฝรั่งคือ หมาดำ ซึ่งพูดก็พูดเถอะ คนเอเชียนั้นกินเนื้อหมากันหลายชาติ ทั้งเกาหลี เวียดนาม ไทย จีน แม้แต่อินโดนีเซียซึ่งเป็นประเทศอิสลาม ไม่น่ากินหมาแต่ในเว็บดังกล่าวแจ้งว่ามีการกินด้วยลีลาพิสดารกว่าประเทศอื่นเสียอีก เพราะมีการทำหลายเมนูมาก เหตุที่เนื้อหมาดำเป็นที่นิยม เพราะหลายคนบอกว่ามีรสอร่อยกว่าเนื้ออื่นๆ ทั้งปวง แถมนุ่มกว่าเนื้อหมาสีอื่นๆ ทำให้เวลานี้หมาดำชักจะหายจากถนนและบ้านเรือนของอินโดนีเซียไปแล้ว สำหรับบ้านเรานั้นข่าวที่มักกล่าวถึงการกินหมาดำก็คือ ชาวไทยภูเขาบางกลุ่ม ซึ่งเชื่อว่าเนื้อหมาดำทำให้ร่างกายอบอุ่น

หมานั้นเป็น Man 's best friend ของทั้งไทยและฝรั่ง หมาไทยหลังอานทำชื่อเสียงให้ประเทศไทย เพราะเป็นหมาดีมีสกุล หมาบางแก้วก็น่าสนใจเพราะสวยจนใครจะกินลง ดังนั้นผู้ที่นิยมกินหมาทั้งที่มีสัตว์อื่นที่เราเลี้ยงเพื่อกินเป็นอาหารนั้น จึงดูน่าแปลกว่ามีจิตใจเป็นอย่างไร


หัวแกะสด-ต้ม
เป็นอาหารที่ถูกจัดว่าประหลาดลำดับ 7 โดยมีการกินกันในหลายประเทศรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เมนูหัวแกะถือกันว่าเป็นอาหารสุดยอดจากแกะในเทศกาลปีใหม่ของชาวยิว หัวแกะถูกนำมาเสิร์ฟพร้อมกับความหมายที่ว่า ใครก็ตามได้กินหัวแกะนั้นจะได้รับโชคดีในวันปีใหม่ที่จะมาถึง แต่ถ้ากินลูกตาของลูกแกะเข้าไปย่อมโชคดีมากขึ้นไปอีก ส่วนรสชาติไม่ลองก็ไม่รู้ ซึ่งผู้เขียนก็เป็นคนหนึ่งที่ยอมโง่ ไม่อยากรู้ว่ามีรสชาติอย่างไร เพราะเป็นคนชอบกินเฉพาะกล้ามเนื้อสัตว์ ส่วนอวัยวะอื่นๆ ของสัตว์ จึงขอสละสิทธิ์


ขนมพายครีบแมวน้ำ
เป็นอาหารที่ดูประหลาดจริงอันดับที่ 6 โดยชาวนิวฟาวด์แลนด์กินพายครีบแมวน้ำเพราะถือว่าเป็นสิ่งวิเศษ และต้องกินให้ได้ถ้ามีโอกาส และด้วยเหตุนี้ส่งผลให้แต่ละปีมีแมวน้ำมากมายมหาศาลถูกจับตัวขึ้นมาตัดครีบทั้งสองข้าง จากนั้นก็ถีบลงเรือและปล่อยให้จมน้ำตายในทะเลไปอย่างน่าสมเพชที่สุด ในภัตตาคารใหญ่ๆ หลายต่อหลายแห่งก็มีเมนูชนิดนี้เปิดขายทั้งแบบปกปิดและเปิดเผย เพราะนานาประเทศส่วนใหญ่ยังต่อต้านเมนูนี้อยู่

ครีบแมวน้ำนั้นว่าไปก็คือตีนของสัตว์ประเภทนี้ การกินตีนแมวน้ำ ก็ไม่ต่างจากคนที่กินตีนของปลาตีน ซึ่งไม่ได้มีประโยชน์อย่างไรนักต่อร่างกาย เพราะบริเวณตีนสัตว์ไม่ว่าสัตว์ใหญ่เล็ก ก็มีองค์ประกอบหลักเป็นกล้ามเนื้อที่แข็งแรงคือ คอลลาเจน ซึ่งเป็นโปรตีนไม่สมบูรณ์ ดังนั้นแทนจะกินสิ่งเหล่านี้ เนื้อสัตว์ที่เราเลี้ยงเพื่อเป็นอาหารนั้นดูจะมีภาษีดีกว่าเมื่อคำนึงตามหลักโภชนาการ


อาหารที่น่าทุเรศมากกว่าดูประหลาดอันดับ 5 คือ สมองลิง ซึ่งหลายท่านคงเคยเห็นกระบวนการกินลิงจากหนังประเภท ผ่าโลกแปลก ว่ามีวิธีการทำและการกินแสน (เลว) ง่ายๆ คือ เอาลิงพันธุ์อะไรก็ได้มาหนีบกับโต๊ะ โดยมีส่วนหัวด้านบนโผล่ออกมา จากนั้นพ่อครัวก็โกนผมลิงออกจนเกลี้ยงเกลา ใช้สิ่วและค้อนเฉาะกะโหลกของลิงออกเพื่อเปิดโอกาสให้ลูกค้าที่ต้องการตกนรกรีบตักสมองลิงกินอย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะถ้าช้า สมองลิงจะยุบและลดขนาดอย่างรวดเร็ว จึงมีคนใจร้ายแก้ปัญหาโดยการทำสมองลิงแบบแช่แข็งไว้สนองความอยากของมนุษย์บางจำพวก


ลำดับ 4
ของอาหารประหลาดซึ่งเพิ่มความสยดสยองมากขึ้นคือ ปลาสองแผ่นดิน ผู้เขียนเคยเห็นเมนูจานโหดนี้ทางโทรทัศน์ที่สามารถหากินได้ในประเทศจีนหรือไทย โดยวิธีการทำต้องใช้ความเลวของจิตใจมากหน่อย ส่วนใหญ่ใช้ปลาเก๋าขนาดใหญ่พอประมาณ อาจขอดเกล็ดออกแล้วนำมาล้างก่อนจะใช้ผ้าแช่เย็นจัดพันส่วนหัวจนถึงพุงปลา แล้วก็ใช้มีดบั้งตัวปลาที่ยังเป็นๆ ตั้งแต่ส่วนหางขึ้นมาจนถึงกลางลำตัว แล้วนำปลาช่วงที่บั้งไว้จุ่มลงไปทอดครึ่งตัวในกระทะใส่น้ำมันพืชที่เดือดเต็มที่ ซึ่งเป็นภาพที่หวาดเสียวมาก เพราะปลาจะดิ้นตลอดเวลาด้วยความเจ็บปวด ขณะที่ผู้ปรุงอาหารใช้คีมคีบหัวปลาเอาไว้ รอจนเนื้อปลาสุกเป็นสีเหลือง ก็ยกขึ้นนำมาวางบนจาน ยกเสิร์ฟโดยครึ่งบนปลายังเป็นๆ อยู่ อ้าปากพะงาบๆ ครีบยังกระดิกได้ แต่ครึ่งล่างทอดจนสุก กินกับน้ำจิ้มเผ็ดๆ โดยคนกินอาหารสุดโหดนี้เชื่อว่าการกินปลาสองแผ่นดินเป็นยาชูกำลัง ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง แต่แน่ๆ คือ ได้บาปเป็นกิโลกรัม


อุ้งตีนหมี
เป็นอาหารที่นักเปิบมหาภัยชอบมากและเป็นเมนูสุดโหดยอดประหลาดในความเลวของมนุษย์อันดับ 3 เพราะการตัดอุ้งตีนหมีนั้นต้องตัดเมื่อหมีตายแล้วมิเช่นนั้นอาจถูกหมีฆ่าเอาง่ายๆ  วิธีฆ่าหมีของสัตว์ขลาดเขลาเช่นมนุษย์นั้น พ่อครัวจะจับหมีถ่วงน้ำทั้งเป็นโดยมีเสียงร้องโหยหวนเมื่อถูกตะขอเหล็กเกี่ยวร่างออกจากกรงขังเป็นแบ็คกรานด์ก่อนที่มันจะถูกกระสอบสวมคลุมร่างแล้วถ่วงลงในถังน้ำใบโตจนตาย ซากหมีจะถูกเอามีดเชือดคอเพื่อเก็บเลือดแล้วนำไปผสมเหล้าขาวให้ลูกค้าดื่ม ก่อนจะได้กินตีนหมีที่ปรุงด้วยวิธีการต่างๆ โดยไม่สนใจว่าจะมีวิญญาณหมีวิ่งรอบโต๊ะที่นั่งกินหรือไม่


ลำดับ 2
ของสุดยอดอาหารแห่งนรก คือ ซุปตัวอ่อนมนุษย์ หลายท่านคงเคยเห็นรูปที่นำเอาตัวอ่อนคนที่ถูกทำแท้งมาปรุงเป็นอาหารใน forward mail แล้ว ถ้าเป็นจริงเมนูนี้ก็เป็นอาหารเฉพาะบางกลุ่มคนที่เป็นโรคจิตเท่านั้น มีผู้ให้ข้อมูลว่ามันมีขายอยู่ที่บางส่วนของประเทศจีนซึ่งคนไทยชอบไปเที่ยวกัน การกินตัวอ่อนของมนุษย์ หรือทารกที่เพิ่งคลอดนั้นเป็นความเชื่ออย่างลับๆ ว่า ทำให้ผิวสวยเนียน ร่างกายแข็งแรง ต้านทานโรค ช่วยบำรุงไตได้ดี สำหรับวิธีปรุงนั้นไม่ยาก แค่เอาศพเด็กที่ตายจากการทำแท้งมาเคี่ยวเป็นซุปสมุนไพรและใส่เนื้อหมูลงไปปรุงรสก็เป็นอันเสร็จ เมนูเลวชาตินี้ในประเทศจีนก็ถือว่าผิดกฎหมาย จึงต้องสั่งให้ทำความเลวกันเป็นพิเศษสำหรับพวกโรคจิตที่ชอบกินของแปลกแบบนี้


อันดับ 1
ของอาหารสุดพิสดารคือ เนื้อมนุษย์ที่ปาปัว นิว กินี ซึ่งมีชาวป่าเผ่าหนึ่งเวลามีใครตายจะไม่นำศพไปฝังหรือเผา แต่จะนำไปไว้บนตะแกรงที่ยกพื้นสูงขนาดท่วมหัว ปล่อยให้ศพขึ้นอืด น้ำเหลืองเยิ้มไปทั้งตัว ในระหว่างนั้นก็จะเข้าป่าหาใบไม้ที่เป็นเครื่องเทศเอามาพับเป็นกระทงเล็กๆ เหมาะที่จะมีขนาดกินคำเดียว แล้วก็เชิญพรรคพวกเพื่อนฝูงให้มารวมกันอยู่ใต้ตะแกรงศพนั้น นำเอาไม้ปลายแหลมแทงศพให้เป็นรู ให้น้ำเหลืองไหลย้อยออกมา นำกระทงใบไม้ที่เตรียมไว้รองรับน้ำเหลืองนั้น พอได้มากดีแล้วก็กินทั้งน้ำเหลืองและใบไม้ กินกันจนไม่มีน้ำเหลืองแล้ว ค่อยนำศพนี้ไปต้มซุปกับผักต่างๆ กินกันต่อไป แต่ถ้าการกินมนุษย์ที่สะใจที่สุดต้องยกให้ชนเผ่า โดโบดูรัส ที่นิยมจับเหยื่อที่ล่ามาได้มากินแบบเป็นๆ โดยทรมานเหยื่อจนใกล้จะตายแต่ไม่ให้ถึงตาย จากนั้นก็เจาะกะโหลกให้เป็นรูลึกๆ เสียก่อน แล้วค่อยสอดไม้เล็กๆ ที่มีปลายแบบช้อนเข้าไปตักสมองออกมากิน

ข้อมูลเรื่องการกินเนื้อศพที่ http://xn--10-9ritg5i2ac.blogspot.comนำมาเล่านี้ดูแล้วไม่รู้ว่าควรเชื่อหรือไม่ แต่ที่ผู้เขียนเคยเรียนมาในวิชา ไวรัสวิทยา นั้น พบว่ามีชาวป่าเผ่า Kuru ในปาปัวนิวกินี ป่วยเป็นโรคที่เรียกว่า Kuru disease จนแทบสูญเผ่าพันธุ์ เพราะมีพฤติกรรมว่า ถ้ามีคนในครอบครัวตาย ลูกหลานจะนำศพมากิน โดยเฉพาะสมองเป็นของที่ต้องกินเพื่อแสดงความเคารพผู้ตาย การตายของคนกินสมองศพนั้นเป็นไปในรูปแบบเดียวกับการเกิดโรควัวบ้า จนต้องมีการพยายามเลิกประเพณีดังกล่าว มิเช่นนั้นเผ่าพันธุ์ชาวป่านี้ก็คงหมดไปจากโลกนี้ในไม่ช้า ข้อมูลเรื่องชาวป่าเผ่า Kuru นี้สามารถอ่านได้จาก Wikipedia

จากข้อมูลของเว็บที่นำเรื่องอาหารพิสดารมาเผยแพร่และความรู้ที่มีมาแต่เดิมนั้น ท่านผู้อ่านคงพอจับได้ว่า ผู้เขียนรู้สึกหยามเหยียดผู้ที่นิยมบริโภคอาหารประหลาดพิสดารเหล่านี้ เพราะเป็นการอยู่เพื่อความบันเทิงโดยแท้ แม้จะไม่เดือดร้อนใครโดยตรง แต่บางกรณีก็เป็นการสร้างความเสี่ยงให้สัตว์บางชนิดสูญพันธุ์ได้ สาธุชนจึงไม่ควรกระทำตามมนุษย์จิตประหลาดเหล่านี้เลย

ภาพประกอบในเรื่องจาก http://xn--10-9ritg5i2ac.blogspot.com/2009/07/10_23.html

ภาพนำ เสมอชน ธนพัธ