เขาว่าหล่อนตายเพราะน้ำหวาน

รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

เขาว่าหล่อนตายเพราะน้ำหวาน

รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

ท่านผู้อ่านรู้สึกประหลาดใจไหม เมื่อมีข่าวจากต่างประเทศรายงานว่า หญิงสาววัย 30 ปี ชาวนิวซีแลนด์  ติดเครื่องดื่มน้ำดำยี่ห้อหนึ่ง โดยดื่มวันละประมาณ 7-8 ลิตร เรียกว่าพอตื่นขึ้นมาก็กลั๊วปากด้วยน้ำดำนั้น แล้วก็ดื่มๆ ๆ ไปจนถึงแก้วสุดท้ายก่อนนอน สุดท้ายวันหนึ่งหล่อนก็ตายด้วยอาการที่หมอชันสูตรพลิกศพบอกว่า การตายอาจมีความสัมพันธ์กับการดื่มเครื่องดื่มน้ำดำนั้น

แน่นอนว่าบริษัทขายเครื่องดื่มน้ำดำนั้นต้องออกมาแก้ตัว โดยกล่าวว่าถ้าการตายนั้นจะเกี่ยวกับการดื่มเครื่องดื่ม ก็น่าจะเป็นความตายที่เกี่ยวกับปริมาณของเหลวที่ดื่มมากเกินไป ไม่ใช่เกี่ยวข้องกับความเป็นเครื่องดื่มน้ำดำ เพราะการดื่มน้ำเปล่าปริมาณมากๆ ในครั้งเดียว เช่น ดื่มน้ำสัก 3 ลิตร ก็ทำให้ตายได้ (ซึ่งเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง ไม่มีใครปฏิเสธได้)
 
แต่สิ่งที่แพทย์ซึ่งชันสูตรพลิกศพผู้ตายกล่าวเพิ่มเติมเมื่อให้การเป็นพยานในศาลก็คือ ผู้ตายนั้นมีอาการ Hypokalemia หรือมีปริมาณโปแตสเซียมในเลือดต่ำกว่าปรกติ
 
ก่อนอื่นคงต้องอธิบายให้ท่านผู้อ่านเข้าใจว่า ในร่างกายคนเรานั้น มีแร่ธาตุหลายชนิดที่ไม่สามารถขาดได้เลย เพราะถ้าขาดก็ต้องย้ายวิญญาณไปอยู่โลกหน้า ในกรณีโปแตสเซียมนั้นใครที่เคยเรียนวิชาสรีรวิทยาคงคุ้นว่า เรามักเอ่ยถึงโปแตสเซียมพร้อมกับโซเดียมเสมอ เนื่องจากเป็นแร่ธาตุคู่ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมการทำงานของเซลล์หลายชนิด เช่น เซลล์ประสาท เซลล์กล้ามเนื้อ เป็นต้น ดังนั้นหากขาดแร่ธาตุทั้งสองนี้อย่างรุนแรง ย่อมก่อให้เกิดปัญหาต่อการทำงานของอวัยวะภายในร่างกาย ยิ่งถ้าอวัยวะนั้นเป็นอวัยวะที่หยุดทำงานไม่ได้ เพราะถ้าหยุดแล้วต้องตาย ทำให้เรื่องนี้ไม่คุยต่อไม่ได้แล้ว
 
เมื่อเข้าไปดูข้อมูลเกี่ยวกับอาการ Hypokalemia ใน Wikipedia ก็พบว่าอาการผิดปรกติหนึ่งที่มักปรากฏในสภาวะขาดโปแตสเซียมคือ การเต้นไม่เป็นจังหวะของหัวใจ (อาการเต้นไม่เป็นจังหวะนั้นไม่ได้มีความหมายเหมือนการบรรยายของนิยายประโลมโลกที่จะใช้อาการหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะกับนางเอกที่พบพระเอกในดวงใจ ซึ่งอย่างเก่งก็เพียงทำกิริยาไร้เดียงสา และดูคิขุไปหน่อยเท่านั้นเอง)
 
หัวใจนั้นเป็นอวัยวะที่มีกล้ามเนื้อทำงานตลอดเวลาเพื่อให้หัวใจเต้น โดยจังหวะการเต้นนั้นเนื่องกับการสูบโลหิตเข้าออกของหัวใจ ทั้งห้องบนและห้องล่าง  ซึ่งอาการเต้นไม่เป็นจังหวะของหัวใจนั้น หมายถึงการที่หัวใจพยายามเต้นมากขึ้น และหากกล้ามเนื้อหัวใจแต่ละห้องทำงานไม่ประสานกัน ระบบการส่งเลือดให้หมุนเวียนไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะสมองนั้นอาจถึงขั้นติดขัด หัวใจก็จะพยายามทำงานหนักขึ้น แต่ไม่ได้ผลเพราะ การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อนั้นต้องทำอย่างเป็นจังหวะที่สอดคล้องกัน
 
ดังนั้นการขาดโปแตสเซียมในเลือดจึงเป็นเรื่องความเป็นความตาย คำถามต่อมาก็คือ อาการนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร คำตอบคือ กินน้อยก็ขาด นั่นหมายถึงคนที่กินอาหารไม่ถูกส่วน หรือไม่ครบห้าหมู่นั่นเอง เนื่องจากโปแตสเซียมมีมากในผลไม้หลายชนิด
 
อีกสาเหตุหนึ่งที่สามารถทำให้ระดับโปแตสเซียมในเลือดต่ำลงคือ การถ่ายปัสสาวะมากเกินไป เพราะเวลาเราเสียน้ำไปกับการปัสสาวะมากๆ นั้น แร่ธาตุต่างๆ รวมทั้งโปแตสเซียมก็จะเสียไปด้วย
 
สาเหตุของการถ่ายปัสสาวะมากๆ นั้นมีหลายประการ แต่ที่น่าจะเกี่ยวข้องกับการตายของสาวในข่าวก็คือ การได้รับคาเฟอีนมากไป ทั้งนี้เพราะคาเฟอีนเป็นองค์ประกอบสำคัญในเครื่องดื่มน้ำดำ ซึ่งปรกติแล้วจะมีประมาณ 34 มิลลิกรัม ต่อเครื่องดื่มขนาด 355 มิลลิลิตร ซึ่งเมื่อคำนวณว่าผู้ตายดื่มเครื่องดื่มนี้ประมาณ 8 ลิตรต่อวัน ก็สามารถคำนวณได้ว่า เธอจะได้รับคาเฟอีนวันละ 766 มิลลิกรัม

ถามว่าปริมาณคาเฟอีน 700 กว่ามิลลิกรัม ที่สาวกน้ำดำดื่มเข้าไปนั้นมีความหมายขนาดไหน คำตอบก็คือ มีความหมายมาก เพราะแค่ได้รับคาเฟอีนประมาณ 250 มิลลิกรัมต่อวัน ก็ทำให้ผู้บริโภคเกิดอาการติดคาเฟอีนหรือ Caffeinism ได้ อาการนี้สังเกตได้ง่ายๆ คือ จะเกิดอาการหงุดหงิด ทำงานไม่ได้ จนกว่าจะเพิ่มปริมาณคาเฟอีนในกระแสเลือดก่อน ในลักษณะเดียวกับคนติดบุหรี่และหักดิบเลิกสูบบุหรี่ก็จะออกอาการหงุดหงิดรำคาญคนรอบข้าง

คาเฟอีนนั้นโดยตัวมันแล้วถ้าเป็นสารบริสุทธิ์ มีสรรพคุณเป็นยา ซึ่งด้วยสรรพคุณนี้ทำให้กลายเป็นสารที่มีประโยชน์เมื่อใช้ในปริมาณน้อย และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาสุขภาพเมื่อใช้ในปริมาณมาก

มนุษย์สามารถกินคาเฟอีนบริสุทธิ์เพื่อฆ่าตัวตายได้ ถ้าปริมาณที่กินสูงถึง 150-200 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม หมายความว่า ถ้าคนมีน้ำหนักเฉลี่ย 60 กิโลกรัม ได้กินคาเฟอีนบริสุทธิ์ 9-12 กรัม ก็อาจตายได้ ซึ่งกรณีแบบนี้คงไม่เกิดขึ้นจริงเพราะคาเฟอีนบริสุทธิ์นั้นไม่อร่อย ถ้าไม่ถูกกรอกปากก็คงไม่มีใครยอมกินแน่

กลับมาที่ตัวเลข 700 กว่ามิลลิกรัมที่ผู้ตายได้รับจากการดื่มเครื่องดื่มน้ำดำนั้น มีข้อมูลจาก Wikipedia บอกว่า แค่ 300 มิลลิกรัม ในอาหาร ผู้บริโภคก็จะมีอาการประสาทหวั่นไหวมากแล้ว จะเกิดอาการหงุดหงิดวิตกกังวลอย่างหนัก ท่านผู้อ่านต้องเข้าใจด้วยว่า คาเฟอีน สารกระตุ้นประสาทต่างๆ และยาบ้านั้น เป็นสารกระตุ้นในตระกูลเดียวกัน

โดยปรกติแล้วคาเฟอีนในอาหารจะถูกดูดซึมเข้าสู่เลือดและไปออกฤทธิ์ที่สมอง ทำให้รู้สึกสดชื่นได้ภายใน 45 นาที ดังนั้นคนที่กำลังทำงานจึงมักต้องดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนล่วงหน้าก่อนจะง่วงนอนจัด แต่ถึงจะสดชื่นขึ้นหลังดื่ม 45 นาทีแล้ว ก็ไม่ควรเป็นอย่างยิ่งที่จะขับรถ หรือใช้เครื่องจักรที่อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ถ้าพลั้งเผลอ ทั้งนี้เพราะความสดชื่นจากการได้รับคาเฟอีนนั้นเป็นความสดชื่นปลอมๆ วิธีแก้ปัญหาการง่วงนอนหรืออ่อนเพลียที่ชะงัดที่สุดคือ นอนสักพักแล้วปล่อยให้ตื่นเอง

คาเฟอีนนั้นเป็นสารเคมีที่ร่างกายไม่ได้ต้องการเพื่อการดำรงชีวิต ดังนั้นร่างกายทำลายแล้วขับคาเฟอีนทิ้งผ่านทางตับ ซึ่งมีระบบทำลายสารพิษทางชีวภาพที่ทรงประสิทธิภาพที่สุด ความสามารถของร่างกายมนุษย์ในการทำลายปริมาณคาเฟอีนในเลือดให้ลดลงเหลือครึ่งหนึ่งมีค่าเฉลี่ยคือ 5-6 ชั่วโมง ซึ่งหมายความว่า ถ้าผู้บริโภคต้องการคงระดับคาเฟอีนในเลือดไว้ไม่ให้ง่วง จะต้องได้รับคาเฟอีนทุก 3-4 ชั่วโมงโดยประมาณ ดังนั้นจะเห็นว่าฝรั่งที่ทำงานใช้สมองนั้นมักดื่มกาแฟทุก 3 ชั่วโมงเพื่อให้ตาค้าง โดยไม่มีข้อมูลสนับสนุนทางวิชาการว่า สมองจะทำงานได้ดีขึ้นหรือไม่

ความจริงคาเฟอีนนั้นก็มีประโยชน์อยู่บ้างนอกจากทำให้สดชื่นคือ ช่วยในการย่อยอาหาร เพราะคาเฟอีนมีคุณสมบัติอย่างหนึ่งที่เหมือนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์คือ กระตุ้นการขับน้ำย่อยออกมาในกระเพาะอาหาร ดังนั้นถ้าดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนลังมื้ออาหารใหม่ๆ ก็จะช่วยให้การย่อยอาหารเป็นไปได้ด้วยดี

คำถามคือ ถ้าดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนในขณะท้องว่างจะเกิดอะไรขึ้น เมื่อน้ำย่อยถูกกระตุ้นออกมาในกระเพาะ คำตอบก็ไม่ยากเลยนั่นคือ น้ำย่อยก็จะพยายามย่อยเนื้อเยื่อของกระเพาะอาหาร จนถึงที่สุดก็อาจทำให้ผู้บริโภคมีแผลในกระเพาะอาหารได้

มีข้อมูลไม่เป็นทางการเพราะเกิดกับญาติห่างๆ ของผู้เขียน ที่สมัยเด็กๆ ดื่มเครื่องดื่มอัดก๊าซสีดำค่อนข้างมากพร้อมกับกินขนมแป้งทอดทุกวันโดยละเว้นมื้ออาหาร จนวันหนึ่งเธอก็เกิดเป็นแผลในกระเพาะอาหาร เชื่อไม่เชื่อเป็นสิทธิของท่านผู้อ่านนะครับ

ส่วนประโยชน์อีกประการหนึ่งของคาเฟอีนคือ ถ้ากินในระดับพอเหมาะ (ของแต่ละคน) สารเคมีชนิดนี้จะกระตุ้นระบบทำลายสารพิษของตับให้กระฉับกระเฉงขึ้น ซึ่งด้วยหลักการนี้เองที่ทำให้มีกลุ่มคนที่ศรัทธานำไปสู่การใช้กาแฟสวนทวารเพื่อกระตุ้นการล้างพิษ โดยอ้างว่าการดื่มกาแฟทางทวารหนักนั้นคาเฟอีนเข้าสู่ตับได้เร็วกว่าการดื่มทางปาก คำอธิบายนี้................ ถูกต้องแล้วคร้าบ  เพราะในทางการแพทย์ถ้ายาชนิดไหนดูดซึมได้ยากจากการกินทางปาก ทวารหนักจะเป็นทางออกให้เหน็บยานั้นแทน

แต่ผู้ดื่มกาแฟทางทวารหนักมีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการระคายเคือง ตลอดจนถึงการติดเชื้อของทวารหนัก ทั้งนี้เพราะบริเวณทวารหนักนั้นมีเส้นเลือดมาเลี้ยงมากมายและมีความเปราะบางต่อการฉีกขาด

สุดท้ายก่อนจบบทความนี้ขอแจ้งท่านผู้อ่านว่า สามารถไปอ่านข่าวนี้เป็นภาษาอังกฤษได้โดยเข้าอินเตอร์เน็ตแล้วใช้ google search ช่วยหา โดยใช้ keywords ว่า New Zealand cola die เป็นต้น ก็จะพบข่าวดังกล่าว ซึ่งจะทำให้ท่านทราบว่าเครื่องดื่มน้ำดำยี่ห้อไหนที่สาวผู้ตายนิยมดื่มจนทำให้จากไปอยู่โลกอื่น

 

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม