กาแฟสักแก้ว…ดีไหมเอ่ย

รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

กาแฟสักแก้ว…ดีไหมเอ่ย

รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

หลายครั้งหลังจากตื่นนอนตอนเช้าแล้วได้ดื่มกาแฟอร่อยๆ สักแก้ว ท่านจะพบว่าเช้าวันนั้นดูสดใสดีจัง แม้มีข่าวว่ามีการประท้วงหน้าสภา เราก็หยิบตาชั่งมา ชั่งหัวมัน เลิกสนใจกับข่าวที่จะทำให้วันสดใสกลายเป็นวันขุ่นมัว

หลายท่านดื่มกาแฟและขนมปังเป็นอาหารเช้า จากนั้นก็ไปต่ออีกแก้วหลังทำงานได้ 2-3 ชั่วโมง แล้วก็ดื่มหลังอาหารเที่ยง พอตอนบ่ายต้องเข้าประชุมได้กาแฟหอมๆ สักแก้วก็ทำให้สดชื่นกลบความง่วง และอาจตบท้ายหลังอาหารค่ำอีกสักแก้ว สรุปแล้วปริมาณแคฟฟีอีนในเลือดแทบไม่ลดลงเลยตลอดวัน

การดื่มกาแฟนั้นเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายเพราะมีขายแม้แต่ในสถานีบริการน้ำมัน ตามห้างสรรพสินค้า และที่ที่ไม่ควรมีอะไรไปขาย เช่นทางเท้าหน้าสยามสแคว์ อีกหน่อยตามส้วมสาธารณะดีๆ ก็คงมีด้วย ซึ่งไม่ว่าเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ ต่างพร้อมใจกันจ่ายเงินซื้อกาแฟหนึ่งแก้ว (ที่อาจมีราคาแพงกว่าค่าอาหารจานเดียว) กลายเป็นว่าวันไหนไม่ได้ดื่มกาแฟ เข็มนาฬิกาของวันนั้นอาจไม่หมุนเลยทีเดียว แต่จะมีใครกังวลหรือไม่ว่า กาแฟที่เราดื่มทุกวัน วันละหลายแก้วนั้น มีผลกระทบกับตัวเราอย่างไรบ้าง

ก่อนที่จะไปทราบถึงประโยชน์หรือโทษของกาแฟ เรามารู้จักวัฒนธรรมการดื่มกาแฟก่อน เพื่อวางฐานความรู้ให้เข้าใจว่าทำไมการดื่มกาแฟจึงอาจก่อปัญหาให้ผู้ดื่มได้

ทำความรู้จักประเภทกาแฟ

เมื่อก้าวเข้าสู่ยุทธจักรการดื่มกาแฟ เราจะพบว่าร้านกาแฟที่ทันสมัยในปัจจุบันค่อนข้างจะต่างจากร้านกาแฟของอาโกหน้าปากซอยอย่างหน้ามือกับหลังมือ เปรียบให้ชัดก็คือ ร้านกาแฟของอาโกนั้นออกอาการโชว์ห่วยเอามากๆ ในขณะที่ร้านกาแฟทันสมัยที่วัยรุ่นหรือวัยดึก (แต่ใจยังซ่าอยู่) เข้านั้น ดูจะ ‘เดิร์น’ เอามากๆ เนื่องจากค่าลงทุนทำร้าน (ไม่รวมค่าเช่า) เป็นตัวเลขห้าถึงหกหลักขึ้นไป

สิ่งที่แตกต่างกันระหว่างร้านแบบโบราณและร้านแบบทันสมัยก็คือ ชนิดของกาแฟที่ขาย ในร้านอาโกนั้นอย่างเก่งก็มีแค่กาแฟดำร้อน  ดำเย็น  ร้อนใส่นม และเย็นใส่นม ที่พิเศษหน่อยคือ ยกล้อ (เท่าที่จำได้ดูจะเป็นเป็นกาแฟดำเย็นที่เติมนมข้นจืดเยอะๆ) เท่านั้น แต่ถ้าเข้าไปในร้านกาแฟทันสมัย จะพบสูตรกาแฟที่เขียนบนเมนูติดข้างฝามากกว่าร้านอาโก ทั้งที่ในภาพรวมนั้น กาแฟในร้านแบบทันสมัยในโลกนี้ก็มีแค่ 2 แบบ คือ ร้อนและเย็น แต่ในรายละเอียดนั้นจะเริ่มจากEspresso ซึ่งเป็นกาแฟชงด้วยน้ำร้อนอย่างเดียวด้วยเครื่องราคาเป็นแสน แบบว่าใครสั่งEspresso มาดื่มต้องมืออาชีพมากๆ เพราะมันไม่มีน้ำตาล ส่วนใหญ่พวกมือใหม่หัดดื่มมักสั่งแบบนี้แล้วก็จำไปจนวันตายว่าจะไม่สั่งอีกแล้วเพราะเบื่อที่ต้องแสร้งทำเป็นอร่อยทั้งที่มันขมโคตรๆดังนั้นสำหรับแก้วที่สองในชีวิตจึงมักหันไปสั่งอีกแบบที่นิยมกันในหลักสูตรพื้นฐานของการดื่มกาแฟ คือ Latte ซึ่งเป็น Espresso ใส่นม ซึ่งผู้เขียนดูแล้วก็พบว่ามันไม่ต่างจากกาแฟร้อนในร้านอาโก เพราะคำว่า Latte แปลว่า “นม” ครับ

สูตรที่สามคือ Cappuccino ซึ่งมันก็ไม่ต่างจาก Latte นักเพราะคือ Espresso ใส่นมเหมือนกัน แต่ Cappuccino จะเข้มข้นกว่า Latte และเน้นเรื่องฟองนมมากกว่าผู้เขียนดื่มอย่างไรก็ดื่มไม่ออกว่ามันอร่อยกว่ากันตรงไหนแต่พอใครเลี้ยงก็บอกว่า อ.ย. (อาหย่อย) ทุกที เพราะไม่งั้นเขาจะหาว่า ลิ้นไม่ถึง

สำหรับสูตรที่เริ่มพิศดารขึ้นนิดหน่อย คือ Macchiatoซึ่งเป็นกาแฟ Espresso ใส่นมและคาราเมลเยิ้มๆ ทำให้มันหวานจับจิตติดซอกฟันทีเดียว

ส่วนสูตรที่นางเอกชอบสั่งมากนอกเหนือไปจากน้ำส้มคั้น คือ Mocha ซึ่งหมายถึงกาแฟที่กลิ่นคล้ายโกโก้ และยังหมายถึงกาแฟที่ผสมพวกโกโก้ ทำให้หอมหวานมือสมัครเล่นดื่มง่ายหน่อย

สูตรที่อยู่ในลำดับการสั่งสุดท้ายของผู้เขียนในชาตินี้และชาติหน้าถ้าได้เกิดมาเป็นคน คือ Americano  ซึ่งเป็นการเอา Espresso ที่เข้มข้นมาผสมน้ำให้มันจางลง ผู้เขียนเข้าใจว่าคงมีต้นกำเนิดมาจาก America เพราะถ้าใครเคยไปอเมริกา คงลืมรสชาติกาแฟในร้านขายอาหารเช้าไม่ลงในเรื่องการเติมไม่หยุดจนกว่าจะบอกว่า No, thank you และรสชาติที่เหมือนน้ำล้างถุงกาแฟบ้านเราอย่างไรอย่างนั้น

รู้ฤทธิ์กาแฟ

กาแฟมีสารออกฤทธิ์สำคัญคือ แคฟฟีอีน(Caffeine) หรือมีชื่อทางเคมีว่า 1,3,7-trimethylxanthine สารธรรมชาตินี้เป็นญาติของยาขยายหลอดลมชื่อ ธีโอฟีลลีน (Theophylline) ซึ่งพบได้ในเครื่องดื่มที่มีการดื่มมากที่สุดในโลกคือ ชา และโกโก้

นอกจากกาแฟ เรายังพบแคฟฟีอีนได้ในเครื่องดื่มอีกหลายชนิด เช่นน้ำอัดลมสีดำ (ที่มีสาวนิวซีแลนด์คนหนึ่งกินมากไปจนเสียชีวิตเมื่อไม่กี่เดือนมานี้เอง) ในยาบางชนิดที่ใช้แก้หวัดคัดจมูก (ซึ่งถูกห้ามขายไปแล้ว) ยาแก้ปวด ตลอดจนยาที่ใช้ลดน้ำหนัก ดังนั้นเมื่อถึงจุดนี้ ท่านผู้อ่านคงพอประมาณได้ว่า แคฟฟีอีนนั้นอยู่ในตระกูลยาบ้านั่นเอง เพียงแต่ต้องกินเป็นโอ่งจึงอาจออกอาการได้

สำหรับผู้ที่ดื่มกาแฟ แคฟฟีอีนจะถูกดูดซึมอย่างรวดเร็ว และจะถูกขับออกไปครึ่งหนึ่งในเวลาประมาณ4 ชั่วโมง แคฟฟีอีนไม่สะสมในร่างกายเพราะถูกทำลายและขับออกจนหมดฤทธิ์โดยตับ ผู้ที่สูบบุหรี่ ร่างกายจะสามารถขับแคฟฟีอีนมากกว่าผู้ที่ไม่สูบ ดังนั้นหากผู้ที่สูบบุหรี่ต้องการการกระตุ้นจากแคฟฟีอีนให้ทนต่อความง่วงก็ต้องดื่มกาแฟบ่อยกว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่ ดังจะเห็นได้จากภาพยนตร์ที่ดาราแสดงเป็นคนที่ต้องใช้ความคิดมักสูบบุหรี่และดวดกาแฟไปพร้อมๆ กันเป็นจำนวนหลายมวนและหลายแก้ว ส่งผลให้หลายคนคิดว่า การดื่มกาแฟทำให้คิดงานออก เหมือนคิดว่า คนใส่แว่นมักเป็นผู้คงแก่เรียนนั่นเอง ทั้งที่จริง แคฟฟีอีนออกฤทธิ์โดยการกระตุ้นสมองทำให้รู้สึกสดชื่นและทำงานได้เท่าที่ควรทำได้ หลายคนมักเข้าใจผิดว่า กินกาแฟแล้วทำงานได้ดีกว่าเดิม นั่นเพราะคนที่นิยมแคฟฟีอีนในกาแฟนั้นมักเกิดอาการขาดความเป็นอิสระในตนเองจนต้องพึ่งพาแคฟฟีอีนให้สดชื่น เพื่อให้สามารถทำงานได้เท่าเดิมก่อนชอบดื่มกาแฟ ซึ่งหมายความว่า ถ้าไม่ได้แคฟฟีอีนเพิ่มในเลือด ก็อาจทำงานไม่ได้ดีเอาเสียเลย

นักวิทยาศาสตร์ประมาณว่า วันหนึ่งๆ เราสามารถรับสารแคฟฟีอีนได้ประมาณ 250-600 มก. โดยไม่เกิดผลข้างเคียงต่อร่างกาย (ซึ่งก็ขึ้นกับแต่ละบุคคลด้วยว่าสามารถขับแคฟฟีอีนออกจากร่างกายได้ดีแค่ไหน) ทั้งนี้เพราะแคฟฟีอีนในกาแฟเป็นสารเคมีที่กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง จึงทำให้ไม่ง่วง สมาธิในการทำงานอาจดีเท่าที่ควรจะดีได้ แต่ความไม่ง่วงนอนนั้น จะต่างกับอาการของคนที่ไม่ติดกาแฟและไม่ง่วงนอน เพราะบางครั้งกาแฟอาจทำให้ตาค้างแต่หลับในได้ เนื่องจากวิธีแก้ง่วงที่ดีที่สุดในสากลโลกนี้ก็คือ การนอนหลับสักพักหนึ่ง ไม่ใช่การดื่มกาแฟ

สารพันคำถามคาใจคอกาแฟ

แคฟฟีอีนช่วยลดน้ำหนักได้จริงหรือ?

แคฟฟีอีนสามารถกระตุ้นการเผาผลาญไขมันและช่วยลดน้ำหนักได้ถ้ากินแล้วออกกำลังกาย เนื่องจากแคฟฟีอีนมีฤทธิ์เป็นสารที่เรียกว่า เทอร์โมเจน (Thermogen) ซึ่งเป็นสารที่สามารถทำให้ร่างกายเรียกไขมันมาใช้เป็นพลังงานแทนคาร์โบไฮเดรต แต่ถ้ากินแล้วเอาแต่นั่งเล่นแทปเล็ต กว่าน้ำหนักจะลดได้ก็คงเป็นชาติหน้าตอนบ่ายๆ

การดื่มกาแฟเป็นประจำทำให้เสพติดหรือไม่?

ในอินเตอร์เน็ต มีผู้อ้างว่า “องค์การอนามัยโลกกล่าวว่าไม่มีหลักฐานว่ากาแฟเป็นสารซึ่งหากดื่มนานๆ แล้วเสพติด การดื่มกาแฟนั้นเป็นนิสัยมากกว่าเสพติดเนื่องจากไม่จำเป็นต้องเพิ่มปริมาณของกาแฟ และเมื่อหยุดกาแฟ บางคนก็เกิดอาการปวดหรือมึนศีรษะเพียงเล็กน้อย” ถ้าข้อความดังกล่าวนี้ไม่ได้บิดเบือน แสดงว่าคนในองค์กรดังกล่าวนั้นขาดความรู้ที่ว่า แคฟฟีอีนนั้นถึงไม่ทำให้เกิดอาการเหมือนติดยา แต่ผู้เสพเป็นประจำมักมีอาการที่เรียกว่า Tolerance (เชิญท่านผู้อ่านไปทำความรู้จักคำนี้จากตำราเภสัชวิทยาหรือดูจาก Wikipedia ก็ได้) ซึ่งหมายความ ยิ่งกินนานเท่าไร ก็ต้องเพิ่มปริมาณให้มากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อให้ได้รับความรู้สึกเท่าครั้งแรกที่กิน

การดื่มกาแฟวันละ 2-4 แก้วอาจจะไม่เป็นผลเสียต่อสุขภาพ แต่หากดื่มมากไปอาจจะมีผลกระทบต่อสุขภาพโดยรวมได้ เช่นหากดื่มกาแฟมากเกินไปถึง 4-7แก้ว อาจทำให้นอนไม่หลับ หงุดหงิดง่าย จิตใจสับสน อารมณ์แปรปวน คลื่นไส้อาเจียน (ทั้งที่ไม่ได้ท้อง หรือแฟนตั้งท้อง) ใจสั่นหรือหัวใจเต้นเร็ว (แม้ไม่ได้พบคนที่กำลังถูกใจ) กล้ามเนื้อกระตุก (แม้ไม่ได้อยากจะซัดปากใคร) ปวดหัว (แบบว่ากินพาราสักเท่าใดก็ไม่หาย) และอาจมีอาการวิตกจริตเกิดขึ้น ดังนั้นหากท่านเกิดอาการดังกล่าวก็ขอให้รับรู้ว่า ท่านดื่มกาแฟมากเกินไปแล้ว

การดื่มกาแฟจะกระทบกับเด็กในครรภ์หรือไม่

มักมีคำถามเกี่ยวกับผลของกาแฟต่อการตั้งครรภ์ว่า เด็กในท้องจะมีปัญหาหรือไม่ มีผู้กล่าวในอินเตอร์เน็ตว่า “ยังไม่มีหลักฐานพบผลเสียดังกล่าว แม้แต่ในประเทศอังกฤษก็มีผู้กล่าวว่าการดื่มกาแฟวันละ 3-4 แก้วขณะตั้งครรภ์ไม่เกิดผลเสีย แต่หากงดได้ก็น่าจะงด” ทั้งนี้เพราะคนท้องควรนอนพักผ่อนมากๆ ไม่ใช่กินกาแฟเพื่อให้ทำงานเก็บเงินได้เยอะๆ โดยต้องนอนน้อยๆ ซึ่งอาจทำให้เด็กในท้องมีความผิดปรกติไปบ้าง เพราะแม่ที่นอนน้อยคงกินอาหารได้ไม่ดีเท่าที่ควร ฉะนั้นถ้าไม่ได้ชอบดื่มกาแฟเป็นชีวิตจิตใจแล้วเกิดท้องขึ้นมา ก็ควรงดเสียก่อน ดีกว่าที่เมื่อท้องจนใกล้คลอดแล้วเกิดมีข่าวงานวิจัยว่า กินกาแฟแล้วทำให้ลูกออกมาผิดปรกติ ถึงตอนนั้นก็เป็นเรื่องที่แก้ไขไม่ได้แล้ว

ดื่มกาแฟแล้วเสี่ยงมะเร็งหรือเปล่า?

บางคนคิดเกินเลยไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างกาแฟกับมะเร็ง ซึ่งคงพอเบาใจได้ เพราะมีรายงานจากWorld Cancer Research Fund กล่าวว่า การดื่มกาแฟปริมาณปานกลางไม่มีความสัมพันธ์กับมะเร็ง และในความเป็นจริงแล้ว เนื่องจากแคฟฟีอีนนั้นถูกเปลี่ยนแปลงเพื่อขับออกด้วยเอนไซม์ในตับ ดังนั้นสารนี้จึงทำหน้าที่เป็นตัวกระตุ้นระบบเอนไซม์ดังกล่าว ซึ่งเป็นกลุ่มเอนไซม์ที่ทำหน้าที่เดียวกับการเปลี่ยนแปลงสารก่อมะเร็งก่อนขับออกจากร่างกาย ดังนั้นการดื่มกาแฟจึงน่าที่จะเป็นการลดความเสี่ยงเป็นมะเร็งมากกว่า แต่มีข้อแม้ว่าร่างกายต้องได้รับสารก่อมะเร็งไม่มากนัก นี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งของเหตุผลหลายประการที่ศาสดาการสวนก้นเพื่อล้างพิษนำไปอ้างว่า การเสพกาแฟทางก้นนั้นทำให้แคฟฟีอีนเข้าไปกระตุ้นการทำลายสารพิษของตับเร็วกว่าการเสพทางปาก

ดื่มกาแฟสัมพันธ์กับโรคหัวใจหรือไม่?

มีผู้รายงานในอินเตอร์เน็ตว่า การดื่มกาแฟวันละ 4 แก้วไม่มีความสัมพันธ์กับโรคหัวใจ ท่านที่ชอบดื่มกาแฟก็ควรฟังหูไว้หู เพราะอย่าลืมว่า กาแฟทำให้ใจบางคนเต้นเหมือนจะหลุดออกมาจากอกได้ ถ้าท่านอยู่ในกลุ่มนี้ก็ควรใช้แค่ลิ้นแตะกาแฟ อย่าใช้วิธีซดเข้าปากเลย เพราะอาจจะอยู่บนโลกนี้ไม่ถึงวันที่เขาลือกันว่าโลกจะแตกในปลายปี 2012 นี้

ดื่มกาแฟมีผลต่อโรคความดันโลหิตสูงหรือไม่?

ความสงสัยนี้เป็นความจริง การดื่มกาแฟ 2-3แก้ว จะทำให้ความดันโลหิตเพิ่มได้ สำหรับผู้ที่ดื่มเป็นประจำความดันโลหิตอาจจะไม่สูงแล้ว (เพราะกำลังกินยาลดความดันอยู่ ดังที่ผู้เขียนทำเป็นประจำ) จึงอยากแนะนำสำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตสูงว่า ควรจะลดปริมาณการดื่มกาแฟลงให้ไม่เกินสองแก้วต่อวัน และควรงดดื่มในกรณีที่ความดันโลหิตกำลังสูงขณะออกกำลังกายหรือทำงานหนัก เรื่องนี้เป็นจริงแน่เพราะผู้เขียนเคยดื่มกาแฟสดขณะเล่นแบดมินตัน ปรากฏว่าเมื่อเล่นไปได้แค่ครึ่งเซต ก็พบว่าหัวใจเต้นแรงผิดปรกติ และเมื่อหยุดพัก หัวใจก็ไม่ยอมลดความเร็วในการเต้น ทำให้ต้องหยุดเล่นแล้วนั่งข้างสนาม และวันนั้นก็เลิกเล่นไปเลย

แล้วเรายังควรจะดื่มกาแฟกันหรือไม่

นี่เป็นคำถามที่ผู้บริโภคมักถามผู้เขียน เมื่อมีการบรรยายในหัวข้อของการบริโภคอาหารให้มีสุขภาพดี

ประเด็นนี้น่าสนใจว่าควรตอบอย่างไรดี เพราะผู้เขียนเองก็นิยมดื่มกาแฟบ้างเหมือนกัน เนื่องจากว่าไปแล้วกาแฟก็มีประโยชน์ในด้านการช่วยย่อยอาหารถ้าดื่มหลังอาหาร

จากการเข้าอินเตอร์เน็ต ผู้เขียนพบข่าวในเว็บ www.sciencedaily.com กล่าวว่า แต่นี้ไปคอกาแฟและชาคงดีใจที่ดื่มเครื่องดื่มประเภทนี้ เพราะมีผู้ตีพิมพ์ผลงานวิจัยในวารสารของสมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา(Journal of the American Heart Association) ว่า การดื่มทั้งชาและกาแฟนั้นสามารถลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคที่เกี่ยวกับหัวใจได้

ที่หนักไปกว่าคือ มีการศึกษาในประเทศเนเธอร์แลนด์ พบว่าการดื่มชามากกว่า 6 ถ้วยขึ้นไปสามารถลดความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจถึงร้อยละ 36 ส่วนกาแฟนั้นถ้าดื่ม 2-4 แก้วสามารถลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจได้ถึงร้อยละ 20 ในงานวิจัยดังกล่าวนี้ยกเครดิตความดีความชอบให้กับสารต้านอนุมูลอิสระในกาแฟที่เป็นกาแฟชงแบบโบราณ ส่วนกาแฟสำเร็จรูปไม่เกี่ยว

นอกจากนี้ในเว็บเดียวกันยังได้กล่าวว่าการดื่มกาแฟช่วยลดความเสี่ยงของอาการความจำเสื่อมในผู้สูงอายุด้วย (ซึ่งถ้าจริงคงดีมากเพราะคนจะได้ไม่ลืมว่า เรามีประเทศที่คนไทยเคยรักกันมาตลอด จนวันหนึ่งที่มีคนขายหุ้นของตนเองให้ต่างประเทศแล้วจากนั้นความสุขทุกอย่างก็เลือนหายไป)

แต่อย่างเพิ่งดีใจไปเพราะในวันที่ 7 พฤษภาคม 2553 www.sciencedaily.com ได้รายงานข่าวการวิจัยว่า ผู้ที่หวังว่าการดื่มกาแฟช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่นั้นคงต้องผิดหวัง เพราะผลการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ชาวสวีเดนชี้ว่า มันไม่มีความสัมพันธ์อะไรกันเลย

และเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2553 เว็บไซต์ดังกล่าวก็ได้รายงานว่า  ในการประชุมประจำปีของสมาคมต่อต้านโรคปวดในข้อของยุโรปที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี   (Annual Congress of the European League Against Rheumatism in Rome, Italy) มีผู้กล่าวว่า การดื่มกาแฟเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคที่สมาคมกำลังต่อต้านอยู่

ข่าวดีๆ ร้ายๆ ที่กล่าวมานี้เป็นแค่ผลของกาแฟเท่านั้น แต่ผลของอย่างอื่นที่ร่วมอยู่ในมื้อของการดื่มกาแฟนั้น เช่นความอ้วนที่มากับการดื่มกาแฟ เพราะถึงแม้กาแฟจะมีสารเทอร์โมเจนที่ทำให้ร่างกายเรียกไขมันมาใช้เป็นพลังงานแทนคาร์โบไฮเดรตได้ แต่กาแฟที่ขายตามร้านทั่วไปมักจะเติมส่วนผสมต่างๆ ที่ให้พลังงานมากลงไปด้วย จึงทำให้หลายคนคิดว่าการดื่มกาแฟทำให้น้ำหนักขึ้น ซึ่งไปพ้องกับการที่  www.nurnia.com ได้อ้างข่าวจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐว่า กองทุนวิจัยต่อต้านมะเร็งโลกกล่าวเตือนว่า กาแฟเย็นของร้านกาแฟชื่อดังระดับโลกหลายเจ้าให้พลังงานมากเสียยิ่งกว่ากินข้าวหนึ่งมื้อเสียอีก ดังนั้นผู้ที่คิดดื่มกาแฟครบเซ็ทอย่างทันสมัย ควรสังวรไว้

มีเว็บไซต์หนึ่งของไทยกล่าวว่า จริงแล้วๆ กาแฟดำหนึ่งแก้วใหญ่ที่ไม่ใส่น้ำตาลมีพลังงานอยู่ประมาณ 17 – 19 แคลอรี่ เท่านั้น ดังนั้นตัวกาแฟจึงไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้เรามีน้ำหนักเพิ่มขึ้น

แต่ทำไมการดื่มกาแฟจึงมักทำให้อ้วน คำตอบน่าจะเป็นเพราะส่วนผสมต่างๆที่ผสมลงไปเช่น วิปครีม (Whipped Cream) ซึ่งมีพลังงานอยู่ที่ประมาณ 500 – 600 แคลอรี่ และที่สำคัญอีกอย่างคือขนมหรือคุกกี้ที่เรากินเข้าไปพร้อมกับกาแฟ ตัวอย่างเช่นมัฟฟิน (Muffin) มีพลังงานถึง 1,000 แคลอรี่เลยทีเดียว

สำหรับคนที่ชอบดื่มกาแฟสูตรพิเศษแก้วใหญ่พร้อมกับแซนวิชและขนมอื่นๆจะได้รับพลังงานมากถึง 1,500 แคลอรี่

พลังงานที่พอเหมาะสำหรับผู้หญิงในหนึ่งวันคือ 2,000 แคลอรี่  และสำหรับผู้ชายคือ 2,500 แคลอรี่ ดังนั้นหลังจากดื่มกาแฟพร้อมกับของกินตามที่บอกไปแล้ว ทำให้ผู้หญิงเหลือปริมาณพลังงานที่ต้องการเพิ่มสำหรับหนึ่งวันเพียงแค่ 500 แคลอรี่และผู้ชายเหลืออีกเพียง1,000 แคลอรี่หากกินมากเกินกว่านี้ การสะสมพลังงานในรูปไขมันก็เกิดขึ้นได้ไม่ยาก

โดยสรุปแล้ว รูปแบบการดื่มกาแฟที่ผสมครีมและน้ำเชื่อมต่างๆ พร้อมกับขนมจึงทำให้เราอ้วนขึ้นมาอย่างรวดเร็วโดยคิดไม่ถึง ทราบดังนี้แล้วครั้งต่อไปก่อนดื่มกาแฟ ท่านคงปฏิบัติตนได้ดีขึ้นเพื่อป้องกันปัญหาที่ไม่พึงประสงค์จากกาแฟ

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม