ผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนัก กินให้เหมือนไม่ได้กิน

รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

ผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนัก กินให้เหมือนไม่ได้กิน

รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

วันหนึ่งมีนักข่าววิทยุรายการหนึ่งโทรมาถามผู้เขียนถึงกระแสสินค้าลดความอ้วนว่า ปัจจุบันมีอะไรบ้าง และเพราะเหตุใดถึงได้รับความนิยม ผู้เขียนจึงเข้าไปหาข้อมูลในอินเทอร์เนต และรีบตอบคำถามสุดท้ายก่อนเพราะเป็นที่รู้กันว่า ความนิยมในการบริโภคสินค้าลดความอ้วนของคนไทยนั้น ส่วนใหญ่แล้วมีเหตุผลเนื่องมาจากความขี้คร้านในการออกกำลังกาย

ประเด็นที่น่าคิดต่อไปว่าทำไมคนไทยจึงขี้คร้านออกกำลังกาย คำตอบน่าจะมีมากมายหลายประเด็น แต่ประเด็นที่น่าจะได้รับความสนใจและหาทางแก้ไขคือ นักเรียนตั้งแต่ชั้นประถมได้รับการฝึกฝน ชักชวนให้ออกกำลังกายน้อยมาก ถ้าท่านผู้อ่านไม่ได้เป็นผู้สนใจกีฬามาแต่ชาติปางก่อนจนต้องพยายามหาทางเข้าไปเรียนโรงเรียนกีฬาประจำจังหวัดแล้ว ท่านจะพบว่าผู้อำนวยการโรงเรียนหรือที่เรียกกันแต่โบราณว่า ครูใหญ่ นั้นมักไม่สนใจในการฝึกให้นักเรียนรักการออกกำลังกายสักเท่าใด เนื่องจากการมีนักเรียนเล่นกีฬาเป็นทั้งโรงเรียนนั้น ไม่ช่วยให้โรงเรียนมีชื่อเสียง เหมือนมีเด็กนักเรียนได้ไปแข่งความรู้ด้านวิชาการโอลิมปิก คอมพิวเตอร์โอลิมปิก หรืออะไรอย่างอื่นที่โอลิมปิก

โรงเรียนไหนจะมีชื่อเสียงทางกีฬา ครูใหญ่ต้องนำก่อน กระทรวงศึกษาเคยสำรวจไหมว่า มีครูใหญ่โรงเรียนไหนลงสนามเล่นกีฬาในตอนเย็น หรือสุดสัปดาห์ ผู้เขียนคิดว่าหลักเกณฑ์การให้ความดีความชอบแก่ครูใหญ่ของกระทรวงศึกษาคงไม่รวมประเด็นเกี่ยวกับจำนวนนักเรียนที่เล่นกีฬา (เป็นเรื่องเป็นราว) เป็นตัวชี้วัด ทั้งนี้เพราะจะมีผู้ใหญ่ในกระทรวงศึกษาสักกี่ท่านที่ทำได้ ดังนั้นเมื่อทำไม่ได้เพราะไม่อยากทำหรือไม่ชอบ หลักเกณฑ์ดังกล่าวจึงไม่เกิดขึ้น

หันกลับมาที่ผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักที่พบได้ในอินเทอร์เนตนั้น มีมากมายจนไม่น่าเชื่อว่า จะมีคนที่หวังดีต่อสุขภาพเรามากถึงเพียงนี้ ขอยกตัวอย่างพอเป็นกระสายคืv

  • อาหารลดน้ำหนักสูตรต่างๆ ซึ่งเป็นอาหารด้อยคุณค่าทางโภชนาการ เช่น ชา กาแฟ อาหารไร้แป้ง ฯลฯ
     
  • ครีมอาบน้ำ แผ่นแปะลดน้ำหนัก ฯลฯ พวกนี้พบได้ทั้งตามศูนย์การค้าใหญ่ๆ และในอินเทอร์เนตมากมาย
     
  • อุปกรณ์ออกกำลังกาย เสื้อผ้าชนิดพิเศษ ที่ตลกมากคือ มีนกหวีดลดน้ำหนักที่ในโฆษณาบอกว่า “นกหวีดนี้ไม่มีเสียงดัง    รบกวนผู้อื่น ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน นั่งทำงานหรือนั่งดูทีวีก็เป่าได้ วิธีการคือต้องเป่าประมาณ 30 ครั้ง จะเท่ากับ 1 เซต ซึ่ง 1 เซตจะใช้เวลาประมาณ 5 นาที ทำทุกๆ วัน วันละอย่างน้อย 1 เซต ใช้ระยะเวลา 1 เดือน ไขมันหาย น้ำหนักลดลงอย่างแน่นอน”(ความจริงถ้าต้องการลดน้ำหนักด้วยวิธีนี้ ตัดท่อน้ำประปาพลาสติกมาเป่าก็คงได้ผลเท่ากัน
     
  • ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ทำจากสารสกัดจากสิ่งรอบตัวเรา ทั้งที่บรรพบุรุษเคยกินมาและที่บรรพบุรุษผลุดมาจากหลุมรู้เข้าคงไม่อยากมาเกิดบนโลกมนุษย์นี้อีกต่อไป เช่น พวกเปลือกไม้ เป็นต้น

เนื่องจากประเด็นเกี่ยวกับสินค้าลดความอ้วนมีค่อนข้างเยอะ มองซ้ายมองขวา ผู้เขียนขอเลือกสิ่งที่ผู้เขียนและท่านผู้อ่านหลายท่านชอบดื่มคือ กาแฟ เพื่อให้ต่อเนื่องกับบทความเรื่อง กาแฟ (กาแฟสักแก้ว...ดีไหมเอ่ย) ที่ได้เล่าให้ฟังไปในตอนที่แล้ว โดยจะขอคุยเรื่องกาแฟลดความอ้วน ที่อ้างว่ามีแอลคาร์นิทีน ถั่วขาว ใยอาหาร ลดความอ้วนได้จริงหรือไม่

ในความเป็นจริงของชีวิตที่ทำงานในสถาบันโภชนาการมาจะครบสามสิบปีแล้ว ผู้เขียนไม่เคยเห็นข้อมูลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่บอกว่า กินผลิตภัณฑ์ดังกล่าวแล้วลดน้ำหนักได้เลย ที่ดีที่สุดก็คือ การใช้สินค้านั้นประกอบกับการจำกัดอาหารและเพิ่มการออกกำลังกาย ประเภทที่กินอย่างเดียวแล้วน้ำหนักลดนั้นคงต้องรอการค้นพบทางวิทยาศาสตร์แบบที่เรียกว่า Breakthrough ทะลุกำแพงเวลาแห่งความยากลำบากเสียกระมัง

สำหรับข้อมูลทางวิชาการขององค์ประกอบที่นำมาใช้ผลิตสินค้าลดน้ำหนักนั้น มักมาจากงานศึกษาวิจัยที่ใช้สิ่งนั้นๆ ใน ปริมาณที่มากเกิน กว่าที่ใช้ในการผสมเป็นองค์ประกอบของสินค้าที่ขายในท้องตลาด

นักข่าวที่สัมภาษณ์ผู้เขียนเกี่ยวกับอาหารประเภทนี้มักถามว่า ส่วนผสมเหล่านั้น (แอลคาร์นิทีนและสารสกัดจากถั่วขาว) คืออะไรบ้าง ถ้าบริโภคสารนี้แบบสารบริสุทธิ์ปริมาณมาก จะลดน้ำหนักได้จริงหรือไม่ ต่อคำถามนี้ผู้เขียนขอตอบว่า องค์ประกอบดังกล่าวนั้นถ้ากินมากๆ น้ำหนักลดลงได้ แต่ก็จะมีผลข้างเคียงจนไม่อยากกิน

แอลคาร์นิทีนคือ สารชีวเคมีที่มีในร่างกายสิ่งมีชีวิตชั้นสูง ร่างกายมนุษย์สามารถสังเคราะห์ขึ้นได้เองจากกรดอะมิโนสองชนิดคือ ไลซีนและเมทไธโอนีน (ซึ่งมีมากในงา ดังนั้นใครชอบกินงาหรือขนมใส่งา ในร่างกายน่าจะมีสารแอลคาร์นิทีนสูงตามที่ควรเป็น) สารแอลคาร์นิทีนนี้ใช้ในการนำกรดไขมันที่ผ่านเข้าเซลล์แล้วเข้าต่อไปในไมโตคอนเดรียซึ่งเป็นเสมือนโรงงานสำหรับผลิตพลังงานให้เซลล์

ในการผลิตพลังงานให้เซลล์ ไม่ว่าจากไขมันหรือจากแป้งนั้น เซลล์ไม่ได้ผลิตเป็นพลังงานโดยตรงเพราะมันจะร้อนมากจนร่างกายทนไม่ไหว ไมโตคอนเดรียเป็นหน่วยเล็กในเซลล์ที่ทำการผลิตสารชีวเคมีชนิดหนึ่งที่เรียกว่า เอทีพี (ATPหรือ Adenosine Triphosphate) ในกระบวนการใช้แป้งและไขมันเป็นพลังงานของร่างกาย

เมื่อร่างกายต้องการพลังงานเช่น การยืดหดของกล้ามเนื้อ พลังงานขับเคลื่อนการขยับของกล้ามเนื้อจะมาจากการสลายเอทีพีตรง High Energy Phosphate Bond ของเอทีพี ได้เป็นส่วนผสมของ เอดีพี (ADP หรือ Adenosine Diphosphate) และอนุมูลฟอสเฟต พร้อมพลังงานออกมาให้กล้ามเนื้อใช้ ดังนั้นการที่ไมโตคอนเดรียต้องยอมเสียเวลาในการสร้างสารชีวเคมีเพื่อเก็บพลังงานจากสารอาหารที่เรากินเข้าไปนั้น วัตถุประสงค์หลักคือ เป็นการเปิดบัญชีออมทรัพย์พลังงานให้อวัยวะของร่างกายเรียกพลังงานมาใช้ได้ทุกเมื่ออย่างเหมาะสม

สิ่งหนึ่งที่ควรเข้าใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนสารอาหารไปเป็นเอทีพีคือ กระบวนการนี้มีขีดจำกัดที่ว่า เมื่อเอทีพีมีมากเกินความต้องการแล้ว เซลล์จะหยุดการสร้างเอทีพี และจะนำเอาสารชีวเคมีที่อยู่ในกระบวนการสร้างเอทีพีนั้นไปใช้ในการสร้างสารชีวเคมีอื่นๆ ทั้งที่ร่างกายต้องการและไม่ต้องการ สำหรับสารที่ร่างกายต้องการนั้นโดยทั่วไปจะสร้างแค่พอต้องการ แต่สารที่ร่างกายไม่ได้ต้องการมากนัก เช่น ไขมันตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย กลับเป็นสารชีวเคมีที่ร่างกายสร้างได้อย่างไม่จำกัดจำนวน ซึ่งนี่คือสาเหตุของความอ้วนของมนุษย์เรา

จะเห็นว่า แอลคาร์นิทีนนั้นเป็นเพียงตัวช่วยให้มีการเปลี่ยนไขมันไปเป็นพลังงาน ซึ่งร่างกายต้องใช้พลังงานด้วยการออกกำลังกาย เพื่อไม่ให้ร่างกายเอาพลังงานที่แอลคาร์นิทีนช่วยในการสร้างไปสร้างเป็นสารชีวเคมีอื่นๆ โดยเฉพาะไขมัน ดังที่จะเห็นได้จากโฆษณาเครื่องดื่มชนิดหนึ่ง ที่ผู้ที่แสดงโฆษณานั้นต้องขยับตัวตลอดเวลาที่ดื่มเครื่องดื่มเข้าไป เพื่อเป็นการบอกผู้บริโภคว่า ดื่มเครื่องดื่มนี้แล้วต้องทำอะไรก่อน เช่น ขยับตัวออกกำลังกาย น้ำหนักจึงจะลดได้ ดังนั้นท่านผู้อ่านคงนึกคำตอบได้แล้วว่า การดื่มเครื่องดื่มมีแอลคาร์นิทีนนั้นน้ำหนักตัวจะลดลงได้หรือไม่

การได้รับสารแอลคาร์นิทีนสูงมากๆ เช่น 3 กรัมต่อวันในรูปผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนี้ อาจทำให้ผู้บริโภคมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน มีอาการเกร็งในช่องท้อง ถ่ายเหลว และที่สำคัญมีกลิ่นกายเฉพาะแบบที่ฝรั่งใช้คำว่า Fishy Body Odor ซึ่งคงไม่มีใครปรารถนาอาการเช่นนี้ แต่ท่านผู้ดื่มเครื่องดื่มประเภทนี้คงไม่ต้องกังวลใจเพราะ ผู้ผลิตคงไม่ใส่สารแอลคาร์นิทีนในเครื่องดื่มในปริมาณสูงหรอก เพราะสารนี้ในรูปสารบริสุทธิ์มีราคาแพงมากพอดู


สำหรับถั่วขาว (White Kidney Beans) นั้นจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับถั่วเหลือง ถั่วปากอ้า ถั่วแขก และถั่วพู ลักษณะเป็นฝักที่มีเมล็ดคล้ายรูปไต พบมากในเขตน้ำกร่อย ขึ้นได้ดีในดินเลนค่อนข้างแข็ง ออกดอกและผลเกือบตลอดทั้งปี

ถั่วขาวมีกำเนิดจากพื้นที่สูงแถวเม็กซิโกและกัวเตมาลา เป็นพืชที่เจริญเติบโตได้ดีในอากาศหนาวเย็น ในประเทศไทยนั้นก็มีการลองปลูกถั่วขาวบนพื้นที่สูงและพบว่าปลูกได้ดีทีเดียว แต่ไม่แพร่หลายเพราะเรานิยมกินถั่วเหลือง ถั่วแดง ถั่วเขียว และถั่วดำมากกว่า

มีการนำถั่วขาวมาแปรรูปทางด้านอุตสาหกรรมอาหารพร้อมบริโภคต่างๆ อย่างหลากหลาย  เช่น  ถั่วขาวในกาแฟและโกโก้ ซุปครีมถั่วขาว ถั่วขาวผสมคอลลาเจน ถั่วขาวในซอสมะเขือเทศบรรจุกระป๋อง เป็นต้น

สำคัญที่สุดคือ มีการสกัดสารในถั่วขาวชื่อว่า ฟาซิโอลามีน (Phaseolamin) ซึ่งมีคุณสมบัติยับยั้งการทำงานของเอนไซม์อะไมเลสซึ่งขับออกมาจากตับอ่อน (เพื่อย่อยแป้งในลำไส้เล็ก) ได้ถึง 66%ดังนั้นการกินสารนี้เข้าไปจะทำให้เกิดการสูญเปล่าในการกินอาหารแป้ง

มีคำแนะนำว่าถ้าได้กินสารนี้ราว 500 มิลลิกรัมต่อวัน ร่างกายจะได้รับพลังงานจากแป้งลดน้อยลงอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ซึ่งมีผลทำให้การสะสมของไขมันในร่างกาย (ที่เปลี่ยนมาจากน้ำตาลในแป้ง) ลดน้อยลง และเมื่อร่างกายได้รับพลังงานไม่เพียงพอต่อความต้องการในแต่ละวัน ร่างกายก็จะเผาผลาญไขมันเก่าที่สะสมไว้ออกมาใช้มากยิ่งขึ้น รวมไปถึงยังลดระดับไตรกลีเซอไรด์ในร่างกายด้วย จึงทำให้น้ำหนักลดลงโดยไม่ต้องใช้วิธีอดอาหารหรือกินยาลดความอ้วน ความที่กล่าวมานี้ดูน่าเชื่อถือ แต่โปรดอย่าลืมว่า สารสกัดบริสุทธิ์ 500 มิลลิกรัมนั้นไม่ทราบว่ามาจากถั่วขาวธรรมดากี่กรัม หรืออาจเป็นกี่กิโลกรัม

ความจริงโทษสมบัติในการยับยั้งการย่อยแป้ง ตลอดจนการยับยั้งการย่อยโปรตีนและไขมันนั้น เป็นโทษสมบัติของถั่วดิบทั่วไป ไม่จำเป็นต้องเป็นถั่วขาว ตัวอย่างเช่น การทำนมถั่วเหลือง ถ้าต้มไม่สุก สารพิษที่ยับยั้งการย่อยสารอาหาร ไม่ว่าจะเป็นแป้ง โปรตีนและไขมัน จะส่งผลให้ผู้บริโภคเกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ เนื่องจากอาหารไม่ย่อย แต่แบคทีเรียในลำไส้ใหญ่กลับเป็นตัวย่อยแทนทำให้ได้แก๊สออกมา ซึ่งกล่าวง่ายๆ ว่า ทำให้ผู้บริโภคต้องผายลมออกมามากกว่าปรกตินั้นเอง

จากเว็บ www.quackwatch.com นายแพทย์ Stephen Barrettได้กล่าวถึงสารกลุ่มที่เป็น Calorie Blocker หรือสารยับยั้งการได้พลังงานจากอาหารแป้งว่า ในปี 2525 (เมื่อ 30 ปีมาแล้ว) ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาได้รับรายงานว่า มีผู้ป่วยราว 100 รายที่เกิดอาการปวดท้อง ถ่ายเหลว และอาเจียน หลังจากบริโภคสารกลุ่มที่ยับยั้งการใช้แป้ง ดังนั้นผลิตภัณฑ์กลุ่มที่เติมสารดังกล่าวจึงได้ถูกเก็บออกจากตลาด

ในทางตรงข้ามกัน ถ้าบริโภคผลิตภัณฑ์ที่มีถั่วขาวเป็นองค์ประกอบแล้ว ไม่เกิดอาการขายหน้าเลย ก็แสดงว่าปริมาณสาร
ฟาซิโอลามีนจากถั่วขาวในผลิตภัณฑ์นั้นน้อยไปจนไม่ออกฤทธิ์ แสดงว่าการป้องกันการได้พลังงานจากอาหารแป้งที่กินเขาไปไม่ได้ผล ซึ่งอาจพอประมาณได้ว่า ถ้ากินผลิตภัณฑ์ผสมถั่วขาวได้ผล ลมหายใจออกข้างล่างต้องแรง

อยากพิสูจน์ ต้องไปหาซื้อผลิตภัณฑ์ที่ผสมสารสกัดจากถั่วขาวมาลองกินสักครั้งในวันอาทิตย์ซึ่งอยู่บ้านไม่ไปไหน เพื่อดูว่าจะเกิดอาการตามที่ผู้เขียนประมาณการณ์ไว้หรือไม่

สำหรับผู้เขียนเองค่อนข้างจะเชื่อในข้อสงสัยเรื่องการผลิตลม เพราะวารสารทางวิทยาศาสตร์ที่ได้รับความเชื่อถือสูงคือ Science ชุดที่ 219 ฉบับที่ 4583 หน้าที่  393-395 ได้ตีพิมพ์บทความเรื่อง A bean alpha-amylase inhibitor formulation (starch blocker) is ineffective in man ซึ่งแปลง่ายๆ ว่า อาหารที่มีสารพวกที่ทำหน้าที่ยับยั้งการย่อยแป้งซึ่งเรียกว่า Starch Blocker นั้นไม่มีผลอะไรในมนุษย์ บทความนี้ได้สรุปแบบฟันเสาธงเลยว่า this formulation has no effect on starch digestion in humans.

 

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม