สุขภาพเสื่อมจากน้ำมันทอดซ้ำ

  • warning: array_map(): Argument #2 should be an array in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/modules/system/system.module on line 1050.
  • warning: array_keys() expects parameter 1 to be array, null given in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
  • warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

สุขภาพเสื่อมจากน้ำมันทอดซ้ำ

รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

ท่านผู้อ่านคงเคยลิ้มสัมผัสกับอาหารที่ทอดด้วยน้ำมัน และในหลายครั้งท่านคงพบความแตกต่างระหว่างอาหารที่ทอดเองกับอาหารที่ซื้อจากภายนอกบ้านว่า มีความแตกต่างกัน โดยเฉพาะอาหารที่ทอดจากร้านข้างถนนนอกบ้าน ซึ่งในวันอันเลวร้าย นอกจากไม่อร่อยแล้วยังดำคล้ำน่าเกลียดอีกด้วย คำตอบทั่วไปที่มักได้รับคือ อาหารที่ทอดขายนอกบ้านโดยแม่ค้าระดับโลว์โซนั้นเป็นอาหารที่ทอดด้วยน้ำมันซึ่งใช้ซ้ำแล้วซ้ำๆๆๆๆๆๆ อีก

มักมีประเด็นคำถามจากนักข่าวสายสุขภาพถามผู้เขียนว่า คิดอย่างไรกับน้ำมันทอดซ้ำ คำตอบที่ออกมาจากไขสันหลัง (เพราะตอบมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว) คือ เป็นความเคราะห์ร้ายของผู้บริโภคที่ต้องพบกับผู้ประกอบการที่อาจเห็นแก่ตัว หรือขาดความเข้าใจในเรื่องการใช้น้ำมันทอดอาหาร โดยเฉพาะการทอดเนื้อสัตว์ และเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในเกือบทุกประเทศ ที่ขาดการดูแลด้านสุขภาพของประชาชนโดยเฉพาะเรื่องอาหารการกินในระดับท้องถิ่น

การทอดอาหารของแม่ค้าระดับท้องถิ่นนั้น มักใช้น้ำมันซ้ำเพราะเป็นการลดต้นทุนการผลิต น้ำมันใช้ซ้ำก็คือ น้ำมันที่ทำให้ร้อนขณะทอดอาหารแล้วปล่อยให้เย็นเมื่อเลิกขาย จากนั้นวันรุ่งขึ้นก็ทำให้ร้อนอีกโดยอาจมีการเติมน้ำมันใหม่บ้าง เพราะระหว่างการทอดย่อมมีการระเหยไปบางส่วน ทำอย่างนี้ไปหลายๆ วันจนน้ำมันดำขนาดอีกาเรียกพี่ จึงเททิ้งไป

การกระทำดังกล่าวนี้เป็นการทำร้ายองค์ประกอบระดับโมเลกุลของน้ำมัน ก่อให้โมเลกุลของกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวเกิดการแตกหัก ได้ผลลัพธ์เป็นสารใหม่กลุ่ม อัลดีไฮด์ (aldehyde) และคีโตน (ketone)ซึ่งสารใหม่นี้ถ้ามีขนาดโมเลกุลไม่ใหญ่นักมักระเหย กลายเป็นกลิ่นที่เราเรียกว่า กลิ่นหืน

ท่านผู้อ่านอาจเคยได้ยินหรืออ่านบทความว่า กรดไขมันไม่อิ่มตัวที่ใช้ในการทอดอาหาร เป็นแหล่งของการเกิดอนุมูลอิสระส่งผลให้ผู้บริโภคเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง

ความในข้อนี้ถือว่า เป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อนของผู้พูดหรือเขียน เป็นการจับประเด็นมาพูดผิด ทั้งนี้เพราะแม้ว่าในการเสียสภาพของกรดไขมันไม่อิ่มตัวเมื่อได้ความร้อนสูงสลับเย็นหลายๆ ครั้งนั้น มีอนุมูลอิสระเกิดขึ้นจริง แต่อยู่ในลักษณะเป็นทางผ่าน กล่าวคือ เกิดแล้วทำให้ไขมันเปลี่ยนไปเป็นสารกลุ่ม ไฮโดรเปอร์ออกไซด์ (hydroperoxide)แล้วเปลี่ยนต่อไปเป็นอัลดีไฮด์และคีโตนดังกล่าวแล้วข้างต้น ผลิตภัณฑ์สุดท้ายนี้เมื่ออยู่ในอาหารแล้วนำไปทดลองให้หนูทดลองกิน ปรากฏว่าทำให้เกิดอาการถ่ายท้อง เพราะเป็นสารที่ก่อให้เกิดความระคายเคืองในทางเดินอาหาร แต่ไม่พบการก่อมะเร็ง ท่านผู้อ่านกรุณาอย่าสับสนกับการทอดเนื้อสัตว์ด้วยน้ำมันใช้ซ้ำ ซึ่งเนื้อสัตว์ที่ถูกทอดแล้วมักมีสารก่อมะเร็ง (ซึ่งจะกล่าวต่อไปข้างล่าง) เกิดขึ้น หลุดจากเนื้อสัตว์ปนเปื้อนอยู่ในน้ำมันใช้ซ้ำ

ส่วนอนุมูลอิสระที่เกิดจากกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่สามารถเปลี่ยนให้เซลล์ปรกติกลายไปเป็นเซลล์มะเร็งนั้น เกิดในขณะที่กรดไขมันไม่อิ่มตัวทำหน้าที่เป็นองค์ประกอบของผนังออร์แกเนลล์ เช่น ไมโตคอนเดรียและไมโครโซมในเซลล์ (ขออภัยที่ต้องกล่าวถึงองค์ประกอบของเซลล์ในเชิงลึก) แล้วเกิดการแตกหักเนื่องจากการชนของอีเล็คตรอนที่ได้จากกระบวนการที่เกิดภายในเซลล์ เช่น การสร้างสารชีวเคมีที่เป็นแหล่งพลังงานในไมโตคอนเดรียหรือการเปลี่ยนแปลงสารพิษในไมโครโซมเพื่อขับออกจากเซลล์ ซึ่งในกระบวนการเหล่านี้มีการใช้ออกซิเจนเป็นตัวรับอีเล็คตรอน แต่ถ้าเกิดความผิดพลาดคือ ส่งอีเล็คตรอนไม่ถึงออกซิเจน กลับไปชนกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่ผนังออร์แกเนลล์ แทน อนุมูลอิสระจะเกิดขึ้น ซึ่งมีโอกาสไปทำให้หน่วยพันธุกรรมคือ ดีเอ็นเอ ซึ่งอยู่ในนิวเคลียสผิดปรกติ เกิดการกลายพันธุ์ได้ ดังนั้นในการบริโภคกรดไขมันไม่อิ่มตัวจากน้ำมันถั่วเหลือง รำข้าว ข้าวโพด ฯ จึงจำเป็นต้องได้รับสารต้านอนุมูลอิสระจากอาหารอื่นเช่น ผักและผลไม้ให้พอ เพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว

สำหรับการใช้น้ำมันทอดอาหารทางอุตสาหกรรมนั้น มักใช้น้ำมันทอดอาหารต่อเนื่องโดยไม่ปล่อยให้น้ำมันเย็น เพื่อป้องกันการเกิดอันตรายต่อโมเลกุลน้ำมัน ผู้เขียนจำได้ว่า ในสมัยที่ยังเรียนระดับปริญญาตรีเคยไปดูงานที่โรงงานทำอาหารทอดแห่งหนึ่ง พี่ที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ของโรงงานอธิบายเรื่องการใช้น้ำมันว่า โรงงานจะทอดอาหารตลอด 24 ชั่วโมง (เพราะมีคนงานเข้ากะทำงานต่อเนื่องสามผลัดอยู่แล้ว) โดยมีการเติมสารกันหืนและน้ำมันใหม่ตามระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งช่วงเวลาการใช้น้ำมันมักอยู่ที่ 15 วัน ก็จะนำน้ำมันที่ใช้แล้วนั้นไปทำเป็นอาหารสัตว์ (แต่ในปัจจุบันเข้าใจว่าจะนำไปใช้ทำเป็นไบโอดีเซลด้วย ซึ่งเป็นการประหยัดทรัพยากรที่ดีมาก) แสดงว่าความรู้ในเรื่องการใช้น้ำมันในการทอดอาหารให้อยู่ได้หลายวันนั้นมีมานานพอควร

อีกเหตุการณ์หนึ่งเกิดสมัยที่ผู้เขียนเรียนที่สหรัฐอเมริกา ได้เกิดไฟไหม้ที่โรงอาหารของมหาวิทยาลัย โดยต้นเพลิงเกิดที่ร้านขายไก่ทอด เพื่อนฝรั่งของผู้เขียนได้อธิบายว่า ร้านขายไก่ทอดในสหรัฐฯ มักเป็นต้นเพลิงขาประจำ เพราะร้านเหล่านี้จะไม่ปล่อยให้น้ำมันทอดไก่เย็นลงถึงอุณหภูมิห้อง แต่จะอุ่นไว้ให้อยู่ประมาณ 70-80 องศาเซลเซียส (ถ้าจำไม่ผิด เพราะมันกว่า 30 ปี มาแล้ว) เพื่อป้องกันการเสียสภาพของน้ำมันในตอนกลางคืน พอถึงเวลาร้านเปิดตอนเช้า พ่อครัวจะเร่งไฟให้อุณหภูมิน้ำมันสูงขึ้นในระดับที่เหมาะสมเพื่อทอดอาหารต่อ โดยพ่อครัวต้องดูด้วยว่าสภาพน้ำมันนั้นพอไหวไหม ควรทิ้งหรือยัง ดังนั้นจึงมีโอกาสจะเกิดอุบัติเหตุไฟไหม้เนื่องจากน้ำมันร้อนเกินไปเพราะตั้งอุณหภูมิผิด (คือสูงเกินไป) ในตอนกลางคืนหลังจากพนักงานกลับบ้านแล้ว จริงเท็จอย่างไรผู้เขียนไม่ได้เรียนวิทยาศาสตร์ทางอาหารจึงไม่กล้ายืนยัน แต่ฟังดูก็มีเหตุผลดี

ดังนั้นจะเห็นว่า กรณีการใช้น้ำมันทอดอาหารของแม่ค้าตามตลาดนั้น โอกาสรักษาระดับความร้อนของน้ำมันในช่วงข้ามคืน เพื่อจะมาใช้ใหม่ในวันรุ่งขึ้นนั้นเป็นไปได้ยาก เพราะแม่ค้าตามตลาดสดคงไม่ลงทุนซื้อระบบทอดอาหารราคาเป็นแสนมาใช้แน่

ทางออกน่าจะอยู่ที่การป้องกันการใช้น้ำมันซ้ำคือ การนำน้ำมันที่ใช้แล้วในแต่ละวันไปทำเป็นไบโอดีเซล หรือเป็นองค์ประกอบอาหารสัตว์ โดยรัฐอาจรับซื้อหรือรับแลกเปลี่ยนกับน้ำมันพืชใหม่ เช่น น้ำมันใช้แล้ว 1 ลิตร ต่อน้ำมันใหม่ 0.75 ลิตร ซึ่งเป็นลักษณะการใช้เงินภาษีประชาชนมาอุดหนุนเพื่อลดการบริโภคสารอันตรายของประชาชน เป็นการตอบแทนประชาชนเจ้าของภาษี ซึ่งคิดว่าเป็นนโยบายประชานิยมที่ไม่น่าจะได้รับคำทักท้วงจาก ทีดีอาร์ไอ เหมือนการประกันราคาข้าวที่ 16,000 บาทต่อเกวียน

กรณีการนำน้ำมันใช้แล้วไปทำเป็นอาหารสัตว์นั้น ประเทศทางยุโรปและอเมริกามีการกระทำมานานแล้ว จนวันหนึ่งเมื่อหลายปีมาแล้ว ชาวโลกก็เจอดีจากความพลั้งพลาดของชาวโลกเอง นั่นคือน้ำมันที่ใช้แล้วในอุตสาหกรรมทอดอาหารของโรงงานหนึ่งในประเทศหนึ่งทางยุโรป ถูกบรรจุใส่ถังรอการส่งไปโรงงานทำอาหารสัตว์แล้วบังเอิญมี คุณโง่ คนหนึ่งนำถังใส่สารเคมีที่เรียกว่า พีซีบี (polychlorinatedbiphenyl ซึ่งมักใช้เป็นของเหลวช่วยในการระบายความร้อนในอุปกรณ์ทางไฟฟ้า เช่น หม้อแปลงไฟโวลเตจสูง) ที่ถ่ายออกมาจากอุปกรณ์ไฟฟ้าก่อนนำไปกำจัด มาวางข้างถังบรรจุน้ำมันใช้แล้วที่กล่าวข้างต้น และด้วยความบังเอิญที่ของเหลวซึ่งบรรจุในถังมีสีและลักษณะคล้ายกันมาก พอถึงเวลาขนน้ำมันทั้งหมดไปโรงงานทำอาหารสัตว์ ปัญหาจึงเกิดขึ้นเพราะทุกถังที่วางที่เดียวกันถูกขนไปหมด ที่สำคัญก็คือ ในสารพีซีบีนั้นมักมีสารพิษชนิดหนึ่งคือ ไดออกซิน (เคยเล่าให้ฟังแล้วในคอลัมน์นี้) เกิดขึ้นโดยไม่เจตนาระหว่างการผลิต

ความผิดพลาดครั้งนั้นส่งผลให้สารพิษไดออกซินกระจายไปตามปศุสัตว์พร้อมกับอาหารสัตว์ โดยเฉพาะอาหารเลี้ยงวัวนม ทำให้น้ำนมที่ใช้ผลิตเป็นผลิตภัณฑ์นมมีการปนเปื้อนสารพิษไดออกซิน ผลิตภัณฑ์นมที่ผลิตจากยุโรปในช่วงนั้นจึงถูกเก็บออกจากตลาดทั่วโลก ซึ่งในบ้านเรามีปรากฏการณ์การเก็บช็อกโกแลตออกจากชั้นวางสินค้าในห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ หลายท่านคงพอระลึกได้

ความหลังครั้งเก่าที่เล่ามานี้ก็เพื่อประกันว่า น้ำมันใช้แล้วนั้นมีทางนำไปใช้ประโยชน์ได้ โดยไม่ต้องเททิ้งลงท่อน้ำทิ้งข้างถนน

หลายท่านอาจตั้งคำถามว่า เราสามารถควบคุมการใช้น้ำมันใช้ซ้ำได้อย่างไรบ้าง และจะสามารถควบคุมได้มากน้อยแค่ไหน

คำตอบน่าจะเป็นไปในแนวว่า อยากให้มีการตรวจสอบอาหารทอดที่ขายในตลาดชุมชน ไม่ว่าระดับ ไฮโซหรือโลว์โซ ว่ามีกลิ่นหืนหรือเหม็นแบบว่าทอดด้วยน้ำมันเก่าบ้างหรือไม่ โดยให้เป็นการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ระดับท้องถิ่น ไม่ใช่คอยรอให้ อย. (สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา) ไปทำ เพราะ อย. มีอะไรต้องทำเยอะมาก เรื่องเล็กประมาณนี้ท้องถิ่นน่าจะดูแลได้เอง ไม่งั้นจะกระจายอำนาจไปให้ทำไม

แต่มีสิ่งที่น่ากังวลประการหนึ่งว่า อาจจะเกิดเหตุการณ์ที่การทำงานของมนุษย์ซึ่งชอบ รีดผ้าไป ไถนาไป กับคนขายของหาบเร่แผงลอยเป็นประจำอยู่แล้ว จะใช้ประเด็นการตรวจน้ำมันใช้ซ้ำไปจัดการกับแม่ค้าขายอาหารทอด สุดท้ายผู้เขียนเลยไม่กล้าหวังอะไร เพราะมันอาจกลายเป็นปรากฏการณ์ เตะหมูเข้าปากสัตว์ที่ใช้เฝ้าบ้าน

มักมีคำขอจากนักข่าวอีกว่า มีคำแนะนำอย่างไรในการเลือกใช้น้ำมันพืชในครัวเรือน ประเด็นนี้ผู้เขียนจึงขอแนะนำว่า ถ้าผัดอาหารเช่น ผัดผัก ให้ใช้น้ำมันพืชที่มีความไม่อิ่มตัวสูงเช่น น้ำมันจาก ถั่วเหลือง รำข้าว ข้าวโพด เพราะเราต้องกินน้ำมันนั้นเข้าไปในร่างกายโดยตรง ซึ่งทำให้ได้ประโยชน์จากการได้รับกรดไขมันไม่อิ่มตัว (ซึ่งหลายท่านเข้าใจว่าเป็น ไขมันดี ซึ่งก็ไม่ผิดนัก แต่ถ้ากินมากไป ดีจะแตกกลายไปร้ายได้ เรื่องนี้ว่างๆ จะคุยให้ฟังต่อไป) แต่ถ้าจะทอดอาหารไฟแรงเช่น ไก่ทอด ปลาทอด หมูทอด ฯลฯ ควรใช้น้ำมันที่มีความอิ่มตัวสูง เช่น น้ำมันปาล์มหรือน้ำมันมะพร้าว ซึ่งช่วยให้การทอดมีกลิ่นน้ำมันติดค่อนข้างน้อย ที่สำคัญควรเทน้ำมันนั้นลงกระทะแค่พอใช้ครั้งเดียว หรือถ้าจะใช้ซ้ำควรดมดูว่ากลิ่นนั้นยังดีหรือไม่ ถ้ากลิ่นไม่ดีให้เอาไปใช้กำจัดมดปลวกตามโคนต้นไม้ได้เลย

ในประเด็นเกี่ยวกับสุขภาพนั้น มีผู้ตั้งประเด็นว่า การที่คนไทยนิยมบริโภคอาหารประเภททอดมากขึ้น เพราะสะดวก รวดเร็ว กินง่ายมากกับข้าวเหนียว และบางครั้งถ้าเป็นอาหารไฮโซตามร้านที่เป็นเครือข่ายต่างประเทศชึ่งหลายท่านกินแล้ว สุดจะโก้ นั้นส่งผลกระทบต่อสุขภาพมากน้อยอย่างไร

คำตอบในประเด็นนี้คือ คนไทยคงอ้วนขึ้นแน่นอน ซึ่งหมายความว่า หลังจากนั้นโรคหัวใจก็อาจจะถามหามากขึ้น และผู้บริโภคจะได้รับสารก่อมะเร็งที่เกิดขึ้นระหว่างการทอดเนื้อสัตว์กลุ่มที่เรียกว่า เฮ็ตเตอโรไซคลิกเอมีน (heterocyclicamine) และสารพิษพวกอะคริลาไมด์ (acrylamide) ที่เกิดขึ้นจากการทอดมันฝรั่ง เป็นการเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งเพิ่มขึ้นแน่นอน

ดังนั้นคนไทยที่เป็น fried-food lover จึงควรพะวงถึงวิธีการป้องกันสุขภาพ ซึ่งมีวิธีที่ดีที่สุดสำหรับผู้นิยมรับประทานอาหารประเภททอดคือ พยายามเลือกอาหารที่ทอดโดยไม่ใช้แป้งเพื่อลดการอมน้ำมัน เลือกอาหารที่ไม่ใช้น้ำมันทอดซ้ำ โดยดูจากสี ใช้ประสาทสัมผัส ทั้งลิ้นชิม และจมูกดมกลิ่น โดยไม่ต้องไปอายใครว่า เราเลียนแบบสุนัข ที่มักดมอาหารก่อนกินเสมอ และที่สำคัญคือ กินอาหารทอดให้น้อยลง ถ้าเลี่ยงไม่ได้ (เพราะมันอยากกินจริงๆ เนื่องจากหลายท่านมีทัศนะคติว่า การกินอาหารอร่อยนั้นเป็นการให้รางวัลชีวิตที่ดีที่สุด) ก็ให้กินผักและผลไม้สีต่างๆ ให้มากขึ้นระหว่างกินอาหารทอด เพราะผักและผลไม้จะช่วยร่างกายในการขับสารพิษที่เกิดจากการทอดเนื้อสัตว์โดยไม่ต้องไปหวังพึ่งการล้างพิษ (ซึ่งมักเป็นการอำผู้บริโภคเพื่อเอาสตางค์ไป)

อีกวิธีหนึ่งที่ทำให้อาหารทอดอร่อยขึ้นก็คือ การเอาอาหารที่ทอดไปทำเป็นยำต่างๆ เพราะเครื่องปรุงต่างๆ ในยำนั้น มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์แล้วว่า ช่วยในการกำจัดสารพิษออกจากร่างกายในระดับที่องค์กรด้านสุขภาพระหว่างประเทศแนะนำ

สำหรับสารพิษที่ผู้บริโภคได้รับจากอาหารประเภททอดที่มีชื่อทางเคมีว่า เฮ็ตเตอโรไซคลิกเอมีนนั้น ผู้เขียนขอขยายความต่ออีกหน่อยว่า เป็นสารพิษซึ่งเกิดจากปฏิกิริยาขององค์ประกอบในอาหารเช่น น้ำตาลเชิงเดี่ยว กรดอะมิโนหรือสารธรรมชาติที่มีไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบ และสารเคมีอีกชนิดที่เรียกว่า ครีเอตินินเป็นนักแสดงสำคัญ โดยมีความร้อนจากการทอดอาหารและระยะเวลาในการทอดเป็นผู้กำกับการแสดง

ความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาทางสุขภาพเนื่องจากสารกลุ่มเฮ็ตเตอโรไซคลิกเอมีนนั้นคือ สารพิษกลุ่มนี้ไปทำให้ ดีเอ็นเอ กลายพันธุ์ในระดับที่ร้ายแรงกว่าสารพิษกลุ่มโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอนที่เกิดจากการปิ้งย่างรมควันเนื้อสัตว์ราว 1,000 เท่า (เมื่อคิดน้ำหนักเท่ากัน) ด้วยการทดสอบฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ที่เรียกว่า เอมส์เทสต์ ดังนั้นหน่วยงานด้านสุขภาพของสหรัฐอเมริกาจึงกังวลต่อสารกลุ่มนี้มากที่สุด เพราะมีข้อมูลว่า สารเฮ็ตเตอโรไซคลิกเอมีนมีความสัมพันธ์อย่างเด่นชัดในเรื่องการก่อมะเร็งในผู้บริโภคมากกว่าสารพิษกลุ่มโพลีไซคลิกอะโรเมติกไฮโดรคาร์บอน (ซึ่งเกิดได้น้อยในอาหารทอด)

ในประเด็นที่ว่า หากภาครัฐจะออกกฎหมายที่เป็นรูปธรรมในการควบคุมการใช้น้ำมันทอดซ้ำนั้นจะสามารถควบคุมได้จริงหรือไม่ และจะประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหนกับการควบคุมกลุ่มแม่ค้า พ่อค้ารถเข็น คำตอบน่าจะเป็นว่า ไม่มีหวัง เพราะแม่ค้าและพ่อค้ารถเข็นมีมากเหลือเกินในประเทศสารขันธ์นี้

ประเทศที่เจริญแล้วจริงๆ มีประเทศไหนที่มีรถเข็นขายอาหารข้างถนนโดยไม่ต้องขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานท้องถิ่น การออกกฏหมายควบคุมนั้นอาจทำได้เฉพาะร้านอาหารที่เป็นหลักแหล่ง และที่สำคัญผู้ดูแลกฎหมายของบ้านเราจะต้องทำการถือน้ำพิพัฒน์สัตยาว่า จะไม่ไปทำแบบการจับซีดีหนังโป๊แถวคลองถม และที่น่าเบื่อที่สุดคือ พอกฎหมายออกมา ผู้ที่ไม่พอใจก็จะไปปิดถนนประท้วงตามธรรมเนียม เพื่อให้คนขับรถที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวได้รับการกระจายความทุกข์โดยถ้วนหน้า ดังนั้นในอนาคตประเทศสารขันธ์นี้อาจเป็นประเทศที่มี ดัชนีความทุกข์ (แข่งกับดัชนีความสุขของประเทศภูฏาน) เนื่องจากมีการประท้วงปิดถนนทุกหย่อมหญ้าเป็นประเทศแรกในโลกก็ได้

 

หมายเหตุ  ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับไดออกซิน  เรื่องสยองของไดออกซิน ตอนที่ 1
                                                         เรื่องสยองของไดออกซิน ตอนที่ 2