ห่ามก่อนสุก

รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

ห่ามก่อนสุก

รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

ในตอนที่แล้ว (สุกก่อนห่าม) ได้กล่าวว่า ไขมันเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ระบบฮอร์โมนของร่างกายเปลี่ยนจากเด็กไปเป็นผู้ใหญ่เร็วกว่าปรกติ ร่างกายสามารถนำไขมันส่วนเกินจากที่ต้องการใช้เพื่อเป็นพลังงานไปสร้างเป็นฮอร์โมนเพศได้ ซึ่งใยอาหารมีบทบาทอย่างมากในการลดระดับไขมันชนิดที่นำไปสร้างเป็นฮอร์โมนเพศให้น้อยลง

มีสมมติฐานกล่าวว่าใยอาหาร (ที่ชื่อเพ็คติน) สามารถจับตัวกับเกลือน้ำดี (ซึ่งถูกสร้างมาจากคลอเลสเตอรอลที่ตับ) ในลำไส้ใหญ่ได้ดี ดังนั้นถ้าการดูดซึมเกลือน้ำดีที่ผนังลำไส้ใหญ่เพื่อนำกลับไปใช้อีกจะลดลงเพราะถูกใยอาหารจับออกไปกับอุจจาระ จึงมีการสร้างเกลือน้ำดีเพิ่มขึ้นที่ตับ เพื่อคงระดับคลอเลสเตอรอลในร่างกายให้ปรกติ ร่างกายจึงจำเป็นต้องดึงเอาอะเซ็ตติลโคเอ็นซัมเอ (ดังแสดงในรูป) ไปสร้างเพิ่ม ทำให้โอกาสที่ร่างกายเด็กหญิงวัยก่อน 10 ปี จะเอาไขมันไปสร้างเป็นฮอร์โมนเพศหญิงคือเอสโตรเจนน้อยลง ส่งผลให้เด็กที่ร่างกายสร้างฮอร์โมนเพศหญิงช้าสามารถสูงได้มากกว่าเด็กที่ร่างกายสร้างฮอร์โมนเพศหญิงเร็วกว่า

หากสมมติฐานที่กล่าวว่า ใยอาหารมีผลกับความสูงของเด็กหญิงเป็นจริง การให้เด็กกินผักผลไม้ที่มีเพ็คตินมากขึ้นกว่าเดิม และพยายามไม่ให้กินอาหารแบบตะวันตกโดยไม่จำเป็น อาจส่งเสริมให้เด็กหญิงไทยสูงขึ้นกว่าเดิม ต่อไปนักกีฬาสตรีของไทยก็จะไม่เสียเปรียบความสูงนักกีฬาต่างชาติ

สิ่งที่กล่าวมานี้แสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมการบริโภคเป็นสิ่งสำคัญ ที่อาจเป็นตัวกำหนดชะตากรรมของคนก็ว่าได้ เพราะจากหลักฐานทางระบาดวิทยาที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างอาหารกับมะเร็งค่อนข้างทำให้มั่นใจว่า การบริโภคอาหารของชาวเอเชียแบบโบราณ ไม่ว่าจะเป็นการบริโภคแบบอินเดีย จีน ญี่ปุ่น หรือไทย สามารถลดอัตราความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งได้หลายชนิด

อีกปัจจัยซึ่งมีผลต่อการเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ก่อนกำหนดคือ สารพิษที่เรียกว่า เอ็นโดไครน์ดีสรับเตอร์ (endocrine disrupter) ที่รบกวนการทำงานของระบบฮอร์โมน (สารชีวเคมีที่หลั่งจากเซลล์เฉพาะเข้าสู่ระบบเลือดแล้วไปออกฤทธิ์ให้เซลล์ของอวัยวะอื่นทำงาน) สารเคมีกลุ่มนี้สามารถรบกวนการสังเคราะห์ (synthesis)การหลั่ง (secretion)การขนส่ง (transport)การเข้าจับบริเวณรับ (binding)การออกฤทธิ์ (action)และการขับออก (elimination)ของฮอร์โมนในร่างกายมนุษย์

การสัมผัสสารพิษบางชนิดทำให้การเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ในสัตว์ทดลองเปลี่ยนไป เช่น ตะกั่วทำให้เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ช้าลง ทั้งนี้อาจเพราะตะกั่วเป็นโลหะหนักที่มีพิษกับหลายระบบในร่างกายสัตว์ชั้นสูง จึงอาจทำให้เด็กเป็นโรคโลหิตจาง มีร่างกายไม่แข็งแรงพอ ส่งผลกระทบให้ระบบฮอร์โมนเพศทำงานช้ากว่าที่ควร

ในขณะที่สารที่มีฤทธิ์เอสโตรเจน เช่น ไฟโตเอสโตรเจน (phytoestrogen) นั้นสามารถออกฤทธิ์ได้เหมือนเอสโตรเจน จึงสามารถเรียกได้ว่าเป็น estrogen agonist คำว่า agonist นั้นหมายถึง สารที่มีคุณสมบัติเหมือนกัน แต่ความเหมือนนั้นมีทั้งเหมือนมากกว่าและเหมือนน้อยกว่า

ในที่นี้จะยกตัวอย่างให้เห็นว่า สารที่มีความเหมือนแต่ออกฤทธิ์มากกว่าเอสโตรเจนธรรมชาตินั้นคือ สารไฟโตเอสโตรเจนที่อยู่ในกวาวเครือ ซึ่งปรกติแล้วมีบทบาทเป็นยาไทยสำหรับสตรีที่เข้าสู่วัยทอง โดยอาศัยฤทธิ์ที่คล้ายเอสโตรเจนธรรมชาติช่วยให้ทั้งสตรีและบุรุษบรรเทาปัญหาความผิดปรกติทางความรู้สึกภายในร่างกายช่วงวัยทอง ซึ่งเป็นการเปลี่ยนถ่ายจากวัยเจริญพันธุ์ไปสู่วัยชรา (มีฮอร์โมนเพศธรรมชาติลดลง)

ประเด็นที่น่าสนใจคือ จากความรู้ทางวิทยาศาสตร์ชีวภาพได้จัดให้เอสโตรเจนในร่างกายสตรีเป็น สารก่อมะเร็งธรรมชาติ เพราะถ้าใครมีมากเกินความจำเป็น โอกาสเป็นมะเร็งเต้านม มดลูก และรังไข่จะสูงกว่าผู้หญิงคนอื่นๆ ส่วนบุรุษเพศการใช้สารสกัดจากกวาวเครือมากๆ สามารถทำให้ผู้ชายมีหน้าอกใหญ่คล้ายผู้หญิงได้ ดังนั้นการใช้สารสกัดจากกวาวเครือซึ่งมีฤทธิ์มากกว่าเอสโตรเจนธรรมชาตินี้จึงควรอยู่ภายใต้การดูแลของผู้รู้ (ซึ่งใครจะเป็นผู้รู้นั้นยากที่จะบอกได้เพราะแพทย์แผนปัจจุบันไม่ค่อยได้สนใจสารในกวาวเครือสักเท่าไร)

ส่วนตัวอย่างสารที่มีฤทธิ์เอสโตรเจนน้อยกว่าเอสโตรเจนธรรมชาติ (เมื่อคิดต่อน้ำหนักสารเท่ากัน) ก็คือ สารเจ็นนิสตีน (genistine) ที่อยู่ในถั่วเหลือง สารไฟโตเอสโตรเจนชนิดนี้ สามารถจับกับบริเวณรับที่เซลล์ของต่อมน้ำนมและมดลูกของผู้หญิงได้ดีมาก แต่ออกฤทธิ์ต่ำกว่าเอสโตรเจนธรรมชาติที่ผู้หญิงผลิตเอง ดังนั้นผลที่เกิดขึ้นจึงต่ำกว่า

ส่วนจะเป็นประโยชน์ต่อผู้หญิงที่ได้รับสารนี้เข้าไปอย่างไร มีคำอธิบายถึงประโยชน์ของไฟโตเอสโตรเจนในถั่วเหลืองว่า ปรกติเอสโตรเจนธรรมชาติมีคุณสมบัติที่จะกระตุ้นให้เซลล์ที่มันเข้าไปจับเตรียมพร้อมที่จะแบ่งตัว กล่าวคือ ทำให้เซลล์เต้านมและมดลูกขยายใหญ่เตรียมแบ่งในช่วงผู้หญิงมีประจำเดือน สภาวะนี้จึงทำให้ผู้หญิงบางคนที่ร่างกายสร้างเอสโตรเจนออกมามากกว่าคนอื่นเกิดอาการคัดเต้านมและปวดมดลูกในช่วง 2-3 วันแรกที่มีประจำเดือนหรืออาจมีอาการล่วงหน้าก่อนมีประจำเดือนด้วยซ้ำ

ดังนั้นถ้าให้ผู้ที่มีปัญหาปวดคัดเต้านมและปวดมดลูกช่วงเวลามีรอบเดือนกินผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองเป็นประจำ เจ็นนิสตีนจะเข้าไปแย่งจับที่บริเวณรับของฮอร์โมนที่เซลล์เป้าหมาย ทำให้เอสโตรเจนธรรมชาติเข้าจับและออกฤทธิ์ได้น้อยลง ที่สำคัญก็คือ การแย่งที่จับที่บริเวณรับของเซลล์ต่อมน้ำนมและมดลูกนี้เป็นการลดความเสี่ยงที่เซลล์ดังกล่าวจะถูกกระตุ้นให้กลายเป็นมะเร็งได้ ดังนั้นผู้เขียนจึงขอแนะนำให้ดื่มนมถั่วเหลืองและกินเต้าหู้ในปริมาณที่มากกว่าปรกติในช่วงใกล้มีประจำเดือน

นอกจากเจ็นนิสตีนจะมีผลดีต่อผู้หญิงในเรื่องลดความเสี่ยงต่อมะเร็งแล้ว สารนี้ยังมีศักยภาพในการยับยั้งการสร้างเส้นเลือดไปเลี้ยงเซลล์มะเร็งที่เกิดใหม่ด้วย ซึ่งเป็นผลดีผสมร้ายถ้ากินไม่เป็น

ความหมายของการกินไม่เป็นคือ ไปกินเจ็นนิสตีนในรูปผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งเป็นการกินสารนี้อย่างเข้มข้น อาจส่งผลให้ผู้หญิงมีลูกได้ยาก เนื่องจากขณะที่ผู้หญิงมีตัวอ่อนอยู่ในมดลูก ตัวอ่อนนั้นจะมีศักยภาพคล้ายก้อนมะเร็งก้อนใหญ่ที่ร่างกายแม่ต้องสร้างเส้นเลือดไปเลี้ยงผ่านทางรก เพื่อส่งอาหารให้ตัวอ่อนที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ดังนั้นถ้ากินเจ็นนิสตีนในปริมาณมาก การสร้างเส้นเลือดไปเลี้ยงตัวอ่อนอาจถูกขัดขวาง มีข้อมูลในสัตว์ทดลองพบว่า ทำให้เกิดการแท้งได้ จึงมีคำแนะนำว่า ในช่วงที่ตั้งใจมีลูก ผู้หญิงอาจต้องลดการบริโภคผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองจนกว่าเด็กจะคลอดหรืออย่างน้อยให้พ้นช่วงสามเดือนแรกไปก่อน

สารพิษอีกกลุ่มที่จะกล่าวถึงต่อไปคือ สารพิษที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อใช้ผลิตพลาสติกบางชนิด แต่ปรากฏว่ามันกลับมีฤทธิ์รบกวนการทำงานของฮอร์โมนเพศหญิง ตัวอย่างสารพิษกลุ่มนี้ได้แก่ บิสฟีนอลเอ (bisphenol A  หรือ BPA), ไดเอ็ททิลสติลเบสตรอล (diethylstilbestrol หรือ DES)และสารกลุ่มที่มีฮาโลเจน (กลุ่มธาตุที่มี ฟลูออรีน คลอรีน โบรมีน และไอโอดีน เป็นสมาชิก) เป็นองค์ประกอบซึ่งเรียกว่า ฮาโลจีเนเต็ดไฮโดรคาร์บอน (halogenated hydrocarbons)ซึ่งมีตัวการที่เป็นปัญหาหลักๆ คือ ออร์กาโนคลอรีน (organochlorine) เช่น โพลีคลอริเนเต็ดไบฟีนีล (Polychlorinated biphenylหรือ PCB)และกลุ่มสารกำจัดศัตรูพืช เช่น ดีดีที (DDT) เป็นต้น

สารบิสฟีนอลเอนั้นเป็นสารที่มีหลักฐานว่ามีการปนเปื้อนเข้าสู่อาหาร และมีฤทธิ์ใกล้เคียงกับเอสโตรเจนธรรมชาติ ที่น่าสนใจคือ เป็นสารเคมีที่มีการผลิตในปริมาณสูงที่สุดชนิดหนึ่งในโลก เพื่อใช้เป็นองค์ประกอบของกาวอีพ็อกซีเรซินที่ใช้กับภาชนะใส่อาหาร และใช้ในการผลิตพลาสติกทนร้อนชนิดที่เรียกว่า โพลีคาร์บอเนตซึ่งนำไปใช้ผลิตภาชนะหลายชนิด ที่น่าสนใจคือ ขวดนมพลาสติก ดังนั้นทารกที่ดื่มนมจากขวดพลาสติกชนิดนี้แล้วหากมีสารนี้หลุดออกจากขวดปนกับนมเข้าไปในตัวเด็ก ก็เสมือนเป็นการทำให้เด็กได้รับฮอร์โมนนี้ก่อนวัยอันควร ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ทระบุว่า ในบางรัฐของสหรัฐอเมริกา ตลอดจนถึงในเยอรมนี ฝรั่งเศส เดนมาร์ค แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และมาเลเซีย ได้ห้ามขายขวดนมที่ทำจากโพลีคาร์บอเนตแล้ว

ส่วนสารไดเอ็ททิลสติลเบสตรอลหรือ DESนั้นเป็นสารที่มีความเป็นพี่น้องกับฮอร์โมนเอสโตรเจนอย่างใกล้ชิดสนิทแน่น แต่แรกสารชนิดนี้ถูกใช้เป็นยาบำบัดอาการแพ้ท้องในช่วงตั้งครรภ์และป้องกันการแท้ง แต่ปรากฏภายหลังว่า ลูกสาวของแม่ที่มีประวัติใช้ยานี้ เมื่อเข้าวัยรุ่นแล้วมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งที่อวัยวะสืบพันธุ์สูง ส่วนลูกชายก็เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก สารเคมีนี้จึงถูกถอนจากทะเบียนการใช้เป็นยา

แต่ด้วยความที่มีฤทธิ์เหมือนฮอร์โมนเอสโตรเจนซึ่งจัดว่าเป็น Anabolic steroid ซึ่งเป็นสารที่กระตุ้นให้เซลล์ร่างกายที่จับกับสารนี้ได้สามารถแบ่งเซลล์ได้ดี จึงถูกนำไปใช้ในการเลี้ยงสัตว์เพื่อกระตุ้นให้สัตว์เจริญเติบโตเร็ว ที่สำคัญสำหรับนักกินข้าวมันไก่ตอน ควรทราบว่าเวลาเขาตัดอัณฑะไก่ตัวผู้ให้กลายเป็นกะเทยนั้น เขาต้องฝังสารดีอีเอสที่หัวหรือต้นคอไก่เพื่อปรับให้เนื้อไก่ตอนมีความแน่นเหมือนไก่ตัวผู้ แต่นิ่มลิ้นมนุษย์เหมือนไก่ตัวเมีย ดังนั้นสารเคมีชนิดนี้จึงมีโอกาสที่จะลงกระเพาะเด็กๆ ได้ ถึงกับมีคนสันนิษฐานว่า เหตุที่เด็กชายปัจจุบันมีความเบี่ยงเบนทางเพศสูงนั้น เพราะกินไก่ที่ตาลุงแก่ๆ ทอดมากไป

สำหรับสารกลุ่มฮาโลจีเนตเต็ดไฮโดรคาร์บอนนั้น จะขอเน้นเฉพาะสารกลุ่มออร์กาโนคลอรีนคือ สารกลุ่มดีดีทีที่ถูกเลิกใช้ไปนานแล้วในหลายประเทศทั่วโลก แต่ในประเทศที่ยังมีปัญหายุงก้นป้องแบบบ้านเรานั้นยังต้องใช้บ้าง จึงยังมีการตรวจพบการปนเปื้อนในผลิตผลการเกษตร นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยหลายชิ้นที่แสดงให้เห็นว่า สารกลุ่มดีดีทีนั้นมีฤทธิ์เหมือนฮอร์โมนเอสโตรเจนและช่วยในการเพิ่มฤทธิ์ของเอสโตรเจนธรรมชาติในสัตว์ทดลองให้สูงขึ้นจนน่ากังวล

นอกจากนี้ยังมีสารเคมีที่เป็นพี่น้องกับดีดีทีซึ่งมีโอกาสลงกระเพาะเด็กไทยก็คือ โพลีคลอริเนเต็ดไบฟีนีล (polychlorinatedbiphenyl) ซึ่งเป็นสารเคมีที่ใช้ในการระบายความร้อนและหล่อลื่นในเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงหม้อแปลงไฟฟ้าขนาดใหญ่ สารกลุ่มนี้เข้าสู่วงจรอาหารเนื่องจากการถูกทิ้งแบบขาดความรับผิดชอบ เช่น การโยนเครื่องใช้ไฟฟ้าทิ้งในคูน้ำข้างทาง

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยที่เกี่ยวกับความเครียดที่เกิดภายในครอบครัว เช่น พ่อไม่ชอบอยู่บ้านใหญ่แต่มักไปบ้านเล็ก แม่หาพ่อเลี้ยงให้ แม่อารมณ์เสียบ่อย พ่อและลูกสาวพูดกันคนละภาษา ฯลฯ นั้นก็มีผลสำคัญต่อการเริ่มมีประจำเดือนครั้งแรกของเด็กหญิง

ในการทบทวนเอกสารของผู้เขียน พบว่ามีงานวิจัยชิ้นหนึ่งกล่าวว่า ในช่วง 150 ปีที่ผ่านมา มีข้อบ่งชี้ชัดว่าอายุที่เริ่มมีประจำเดือนของเด็กสาวลดลงเพราะมีสุขลักษณะของความเป็นอยู่ดีขึ้น ภาวะโภชนาการที่เปลี่ยนไป และการควบคุมโรคติดเชื้อได้สัมฤทธิ์ผล นอกจากนี้อายุที่เริ่มมีประจำเดือนของเด็กสาวนั้นยังมีความสัมพันธ์กับความแตกต่างของระบบพันธุกรรมที่ควบคุมเอนไซม์ที่ทำหน้าที่ในการสร้างเอสโตรเจนในกลุ่มชาติพันธุ์ที่ต่างกันด้วย

เรื่องของเอนไซม์นี้เป็นสิ่งที่ไม่มีปรากฏในคลิปใดของ Youtube หรือในบทความใดๆ ที่เขียนเป็นภาษาไทย จึงขออธิบายให้ท่านผู้อ่านได้พอเข้าใจว่า ฮอร์โมนเอสโตรเจนซึ่งมีความสัมพันธ์ต่อการมีประจำเดือนของสตรีนั้น ไม่ได้สร้างจากรังไข่อย่างเดียว แต่สามารถถูกสร้างขึ้นจากเนื้อเยื่อไขมันด้วย ทั้งนี้เพราะเนื้อเยื่อไขมันนั้นมีเอนไซม์กลุ่มหนึ่งชื่อ อะโรมาเตส (aromatase) ซึ่งคนที่เรียนด้านชีวเคมีและสาขาที่เกี่ยวข้อง เช่น แพทย์และเภสัชวิทยาเท่านั้นถึงจะทราบว่าเอนไซม์นี้เป็นเอนไซมในตระกูล Cytochrome P-450 ซึ่งสำคัญมากต่อการเปลี่ยนแปลงสารพิษและยาในร่างกายมนุษย์

เอนไซม์อะโรมาเตสนี้สามารถเปลี่ยนฮอร์โมตระกูลแอนโดรเจน (ในเพศชายจะมีเทสโตสเตอโรนที่พัฒนามาจากสารกลุ่มแอนโดรเจน เพื่อแสดงลักษณะความเป็นชาย) ให้กลายเป็นเอสโตรเจนได้ ดังนั้นในเด็กหญิงบางคนที่การทำงานของเอนไซม์กลุ่มนี้มีมากเพราะอ้วน โอกาสมีฮอร์โมนเอสโตรเจนก่อนวัยอันควรก็เกิดได้ จึงมักมีงานวิจัยที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างความอ้วนในเด็กหญิงและการเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ก่อนกำหนด ประเด็นที่สำคัญคือ ในร่างกายแต่ละคนจะมีระดับการทำงานของเอนไซม์นี้ต่างกัน และจะต่างกันมากในคนที่ต่างชาติพันธุ์กัน จึงเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้เราเห็นว่า เด็กหญิงทางตะวันตกเข้าสู่วัยสาวเร็วกว่าเด็กหญิงทางเอเชีย แม้จะมีความเป็นอยู่และพฤติกรรมการบริโภคเหมือนกัน

ปัญหาระยะยาวที่เกิดจากการเป็นหนุ่มสาวก่อนเวลาอันควรนั้น มีผู้รวบรวมเป็นประเด็นใหญ่ๆ ได้ 3 ประเด็นคือ เด็กหญิงที่มีประจำเดือนก่อน 12 ปี มีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้น 21% เมื่อเทียบกับเด็กหญิงที่มีประจำเดือนเมื่ออายุ 14 ปี ส่วนในเด็กชายก็มีส่วนเกิดมะเร็งที่ระบบสืบพันธุ์บ้างแต่ไม่ชัดเจนนัก  ที่สำคัญเด็กเหล่านี้มักเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานแบบที่ 2 เมื่อมีอายุเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ยังมีปัญหาด้านสังคมคือ ส่วนใหญ่ข้องเด็กที่เจริญพันธุ์เร็วกว่ากำหนดมักมีอาการทางอารมณ์คือ เก็บกด และ กังวล เนื่องจากในช่วงที่เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ร่างกายจะสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนอาจเข้ากลุ่มเพื่อนไม่ได้ และที่สำคัญที่สุดคือ เด็กที่เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์เร็วอาจถูกละเมิดทางเพศได้ง่ายเนื่องจากมีลักษณะเชิญชวน เช่นกลิ่นกายมากกว่าเด็กหญิงปรกตินั่นเอง

ที่มาภาพประกอบ  :
01 http://specially.tht.in/kwawkrue.html
02 http://sphotos-a.xx.fbcdn.net/hphotos-ash4
03 http://www.examiner.com/article/bottle-manufacturers-go-bpa-free
04 http://helwielhayet.wordpress.com/2012/10/04/children-behavioral-problems/

 

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม