ทุกข์จากการกิน

รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

ทุกข์จากการกิน

รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

สวัสดีปีใหม่ 2556 ครับท่านผู้อ่าน

ถึงวันนี้ทุกอย่างคงสายไปเสียแล้ว เพราะท่านที่ผ่านงานฉลองปีใหม่ต่างคงได้กลืนกินอาหารที่น่าจะก่ออันตรายให้แก่ร่างกายไปแล้ว เนื่องจากในงานเลี้ยงฉลองมักเลือกใช้อาหารที่ให้พลังงานสูง มีส่วนประกอบของแป้ง น้ำตาล และไขมันเป็นหลัก หากบริโภคมากเกินไปและไม่ได้ออกกำลังกาย จะทำให้เกิดโรคอ้วนตามมาได้

ปัจจุบันประมาณการณ์ว่า มีประชากรไทยจำนวน 10.2 ล้านคน หรือ 35% ของจำนวนประชาชนที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป กำลังเผชิญปัญหาโรคอ้วน ยกเว้นท่านที่ดำเนินชีวิตด้วยการมีสติอยู่ตลอดเวลา ท่านก็คงก้าวข้ามการกินอาหารทำร้ายตนเองไปได้

ในอินเตอร์เน็ตมีแพทย์ท่านหนึ่งได้ยกตัวอย่างอาหารที่มักนำมาจัดเลี้ยงในช่วงเทศกาล และเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูง ได้แก่ พิซซ่า 1 ชิ้น (236 กรัม ให้ 553 กิโลแคลอรี่) โดนัท (บัตเตอร์นัท 1 ชิ้น ให้ 384 กิโลแคลอรี่) ไก่ทอด เนื้อสะโพก 1 ชิ้น (107 กรัม ให้ 380 กิโลแคลอรี่) มันฝรั่งทอด ขนาดกลาง (ให้ 360 กิโลแคลอรี่) ไอศครีม 1 ถ้วย (ให้ 300 กิโลแคลอรี่) เค้ก 1 ชิ้น (ให้ 280 กิโลแคลอรี่) คุกกี้เนย 3 ชิ้น (ให้ 240 กิโลแคลอรี่) บัวลอยเผือก 1 ถ้วย (ให้ 230 กิโลแคลอรี่) กาแฟ 1 แก้ว (ให้ 200 กิโลแคลอรี่) และปอเปี้ยทอด 3 ชิ้น (ให้ 188 กิโลแคลอรี่)

ขอให้ท่านผู้อ่านถามตัวเองว่า ได้กินอาหารเมนูไหนบ้าง สำหรับผู้เขียนนั้นจำเป็นต้องกำจัด บราวนี่ ซึ่งมีผู้มอบให้เป็นของขวัญทำร้ายสุขภาพมา แต่ก็เป็นขนมที่ไม่หวานนัก พอทนได้ และทยอยกินวันละนิดละหน่อยพอรู้รส   

ส่วนกาแฟนั้นผู้เขียนได้เปลี่ยนรสนิยมไปดื่มกาแฟทรีอินวันเรียบร้อยแล้ว เพราะยี่ห้อไหนก็ไม่อร่อยทั้งนั้น โดยมีวัตถุประสงค์จะพยายามตัดขาดจากกาแฟ แต่ก็ยังไม่สำเร็จ จึงยังดื่มแบบไม่อร่อยต่อไป เพื่อหวังว่าวันหนึ่งคงเบื่อกาแฟเสียทีเพราะมันไม่ค่อยอร่อย

สำหรับอาหารอื่นๆ ที่ถูกยกตัวอย่างข้างบนนั้นผู้เขียนพยายามไม่แตะต้อง ดังนั้นอาหารที่กินในวันปีใหม่จึงเป็นอาหารที่กินเป็นปรกติทุกวันโดยเน้นสมุนไพร ผัก และผลไม้พอควร

ทำไมอาหารวันปีใหม่จึงเป็นเรื่องสำคัญ ประเด็นนี้ท่านผู้สนใจสุขภาพคงพอทราบดีว่า เพราะพอผ่านปีใหม่ไปแล้ว หลายท่านมักขยาดที่จะก้าวขึ้นตาชั่งน้ำหนัก เนื่องจากตัวเลขมักกระดิกเพิ่มเป็นประจำ จนทำให้ท่านต้องรีดน้ำหนักเป็นเวลานานกว่าจะลงมาอยู่ในช่วงน้ำหนักมาตรฐาน หรืออาจไม่มีโอกาสเลย เนื่องจากการเพิ่มน้ำหนักตัวนั้นง่ายมากใครๆ ก็ทำได้ แต่การลดน้ำหนักสัก 1 ขีดนั้นมักไม่ค่อยมีใครทำได้เลย

การมีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐานนั้นเป็นสิ่งที่น่าห่วงมาก เพราะมีข้อมูลทางวิชาการว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญของการเกิดโรคไม่ติดต่อ หรืออาจเรียกว่า โรคที่เกิดเนื่องจากความเสื่อมสภาพของร่างกาย ได้แก่ มะเร็งเต้านมและมะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคหัวใจ เบาหวาน หลับไม่เป็นสุข โรคเกี่ยวกับถุงน้ำดี โรคเกี่ยวกับกระดูก และความดันโลหิตสูงซึ่งนำไปสู่อาการหัวใจวาย

ที่น่าสนใจคือ ข้อมูลเหล่านี้เกินกว่าครึ่งได้จากประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งปี 2004 ภาพยนตร์เรื่อง Super size me กล่าวว่า เมื่อเห็นคนอเมริกันเดินมา 3 คน จะพบว่ามี 1 คนเป็นโรคอ้วน แต่ข้อมูลล่าสุดที่ผู้เขียนอ่านเจอจาก http://www.getamericafit.org/ ระบุว่าจำนวนของคนอเมริกันที่อายุมากกว่า 20 ปีขึ้นไปเป็นโรคอ้วน 60 ล้านคน ในขณะที่เด็ก และวัยรุ่นอายุ 6 –19 ปี จำนวน 9 ล้านคน มีน้ำหนักเกิน ซึ่งยืนยันโดย CDC (Centers for Disease Control หรือหน่วยงานป้องกันโรคติดต่อในสหรัฐอเมริกา) ซึ่งบันทึกโดย wikipedia ว่าในปี 2010 นั้นร้อยละ 35.7 ของคนอเมริกันที่เป็นผู้ใหญ่อยู่ในข่ายเป็นโรคอ้วน และอีกร้อยละ 17 ที่เป็นเด็กก็อยู่ในอาการเดียวกัน ทำให้น่าจะสรุปได้ว่า คนอเมริกันราวร้อยละ 52 เป็นโรคอ้วน

รอบตัวผู้เขียนนั้นมีคนที่อยู่ในสถานการณ์ที่มีน้ำหนักตัวเกินอยู่บ้างเช่นกัน และความหวังที่น้ำหนักจะลดนั้นเป็นไปได้ยากมาก เนื่องจากวิธีการลดน้ำหนักที่ดีที่สุดนั้นคือ การใช้พลังงานให้มากกว่าที่ได้รับ เช่น ต้องออกแรงทำงานบ้านให้มากขึ้น เล่นกีฬาที่ได้เหงื่อชนิดแฉะไปทั้งตัว ใช้เครื่องทุ่นแรงต่างๆ ให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ประกอบกับการเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหารให้เป็น ข้าวครึ่ง (จาน) หนึ่ง ผักผลไม้ครึ่ง (จาน) หนึ่ง จึง (อาจ) จะลดน้ำหนักลงได้

โฆษณาหรือข่าวคราวในหนังสือพิมพ์ที่กล่าวว่า สามารถลดน้ำหนักจากเป็นร้อยกิโลกรัมเหลือแค่ 50-60 กิโลกรัมนั้น เป็นข้อยกเว้นที่เกิดได้ไม่บ่อยนัก เพราะสุดท้ายผู้ที่ลดน้ำหนักได้ก็อาจกลับไปอ้วนเหมือนเดิมถ้าใจไม่แข็งพอที่จะควบคุมอาหารและออกกำลังกาย

เมื่อ 30 ปีก่อน อาจารย์ที่สอนสรีระวิทยาให้กับผู้เขียนได้กล่าวว่า ในช่วงเวลาใกล้สอบซึ่งต้องดูหนังสือนั้น ให้ใส่กุญแจตู้เย็นแล้วเอาลูกกุญแจไปฝากคนอื่นไว้ เพราะช่วงดึกๆ ที่ดูหนังสือจนเหนื่อยล้าจะมีความรู้สึกอยากกำจัดอาหารในตู้เย็นเป็นอย่างยิ่ง แต่ข้อแนะนำดังกล่าวนี้น่าจะใช้ไม่ได้แล้ว เพราะปัจจุบันมีร้านสะดวกซื้อเปิด 24 ชั่วโมง อยู่ทุกหัวถนนและท้ายถนน ไม่ว่าจะเป็นตรอกซอกซอยใดที่แม้แต่รถดับเพลิงเข้าไปไม่ได้ แต่ร้านเหล่านี้ก็สามารถเข้าไปปรากฏได้ อีกทั้งสถาบันอุดมศึกษาก็นิยมรับค่าเช่าที่จะให้ร้านประเภทนี้เข้าไปแสดงความทันสมัย จึงปรากฏว่าการใส่กุญแจตู้เย็นเพื่อป้องกันโรคอ้วนระหว่างสอบนั้นน่าจะไม่ได้ผลกับนักศึกษาปัจจุบัน

อีกสาเหตุหนึ่งของการเกิดอาการอ้วนขึ้นของวัยรุ่นในยุค 3G ที่แชทวันละ 25 ชั่วโมง คือ การอกหักรักคุด ซึ่งมีผลตอบสนองที่สามารถแสดงออกได้ทั้งการกินอาหารไม่ค่อยลง (ซึ่งมีน้อยมาก) และการกินทุกอย่างที่ขวางหน้า (เพื่อที่จะได้ลืมต้นเหตุที่ทำให้อกหัก)

ปรากฏการณ์แรกนั้นอาจดีสำหรับผู้มีน้ำหนักเกิน แต่ให้เชื่อเถิดว่า การกินอาหารไม่ลงนั้นจะนำไปสู่พฤติกรรมการกินอาหารไม่เป็นประโยชน์ เช่น บางคนไปดื่มสุราเพราะหวังว่าแอลกอฮอล์จะไปกดระบบประสาทเกี่ยวกับความจำในสมอง ส่วนกรณีหลังที่ไปเพิ่มความอยากกินอาหารนั้น ดังที่ได้กล่าวแล้วว่าในอำเภอเมืองของจังหวัดต่างๆ ในประเทศไทย หาไม่ได้แล้วที่ร้านสะดวกซื้อจะไม่เข้าไปรังควาน ดังนั้นอีกไม่นานประเทศไทยเราคงก้าวเข้าใกล้สหรัฐอเมริกาในเรื่องของคนไข้โรคอ้วน

การเกิดโรคอ้วนในประชากรของแต่ละประเทศนั้น ไม่ใช่เรื่องสามัญประจำบ้านอย่างที่หลายๆ คนคิด ทั้งนี้เพราะนักเศรษฐศาสตร์อเมริกันได้คำนวณถึงผลเสียต่อเศรษฐกิจในปี 2002 เนื่องจากมีคนอ้วนมากขึ้นว่า ถ้าประชาชนมีดัชนีมวลกาย (body mass index หรือ BMI)ระหว่าง 25-29.9 ซึ่งยังไม่ได้เป็นโรคอ้วนนั้น จะก่อให้เกิดมูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจเป็นร้อยละ 9.1 ของค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ของประเทศหรือประมาณ 92.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ดังนั้นถ้าอัตราการเพิ่มของภาวะเงินเฟ้อของสหรัฐเป็นร้อยละ 5 ในปี 2013 นี้ ความสูญเสียทางเศรษฐกิจจะเป็นเท่าใดคำนวณแล้วคงดูไม่จืดแน่

แต่ท่านผู้อ่านคงไม่ต้องกังวลใจสำหรับประเทศไทยของเรา เนื่องจากนักเศรษฐศาสตร์มักไม่ใคร่ได้มีเวลามาสนใจความสูญเสียที่เกิดจากการที่ประชาชนไม่แข็งแรง เพราะแค่ไปดูความพิบัติทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในเรื่องอื่น เช่น นโยบายจำนำข้าวแล้วก็คงหมดที่ว่างในสมองที่จะคิดเรื่องอื่น จึงทำให้เรายังสบายใจเกี่ยวกับปัญหาความสูญเสียทางเศรษฐกิจเมื่อประชากรเป็นโรคอ้วนได้

คนไทยนั้นเป็นคนไม่คิดมาก เรามักจะสบายใจในปัญหาสารพิษที่คนอื่นมีแล้วไม่ปรากฏในบ้านเรา สาเหตุที่ไม่เคยปรากฏอาจเป็นเพราะเราไม่ได้วิเคราะห์หาปริมาณสารพิษนั้นในสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างเช่น เมื่อยี่สิบกว่าปีมาแล้วเคยมีหน่วยราชการหน่วยหนึ่งถามมาที่ผู้เขียนว่า เคยทำวิจัยถึงปริมาณสารพิษกลุ่ม พีซีบี (PCB หรือ polychlorinated biphenyl) ในอาหารไทยหรือไม่ เพราะหาข้อมูลไม่ได้ ทั้งที่รู้ว่ายังไงๆ ก็คงต้องมีปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม

พีซีบีนั้นเป็นสารเคมีที่ใช้เป็นสารหล่อลื่นช่วยในการระบายความร้อนของอุปกรณ์ในเครื่องใช้ไฟฟ้า และเนื่องจากประเทศเรามีอัตราการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าแบบพุ่งกระฉูด เพราะเครื่องใช้ไฟฟ้ามีราคาถูกลง (บวกกับระบบใช้ก่อนผ่อนทีหลัง) ทำให้อัตราการทิ้งเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าแบบไม่เป็นที่เป็นทางเพื่อซื้อเครื่องใหม่นั้นเพิ่มขึ้น

การทิ้งเครื่องใช้ไฟฟ้าของบ้านเรานั้นไม่ได้มีการควบคุมแบบเป็นเรื่องเป็นราวนัก ช่วงป้องกันน้ำท่วมใหม่ในปี 2555 นั้นมีการขุดลอกคลองก็ทำให้พบเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ถูกทิ้งลงในทางน้ำไหลจำนวนมากแบบไม่น่าเชื่อ ขยะเครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านี้น่าจะเป็นแหล่งที่ทำให้พีซีบี (ซึ่งเป็นสารพิษชนิดที่นักพิษวิทยาหลายชาติรู้พิษสงมาแล้วต้องส่ายหน้า) กระจายสู่สิ่งแวดล้อมบ้านเราแล้วเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารเป็นแน่แท้

ผู้เขียนเข้าใจว่าในปัจจุบันเราคงยังไม่เคยมีตัวเลขบอกปริมาณการปนเปื้อนของพีซีบีในสิ่งแวดล้อม เนื่องจากเมื่อเข้า google ไปค้นหาข้อมูลเรื่องปริมาณสารพิษพีซีบีในสิ่งแวดล้อมของไทยนั้น สิ่งที่พบว่ามีประโยชน์ชิ้นหนึ่งคือ คู่มือแนวทางการจัดการสารพีซีบี(PCBs Management Handbook) ISBN 978-974-286-312-8 ของกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งพิมพ์ครั้งที่1 จำนวน 5,250 เล่ม ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 หนังสือนี้ดูมีทุกอย่างที่น่ารู้เกี่ยวกับพีซีบี ยกเว้นปริมาณสารที่ตรวจพบในประเทศไทยเท่านั้นไม่มีปรากฏในเล่ม เข้าใจว่าอาจยังอยู่ในกระบวนการวางแผนว่าเมื่อไรจะศึกษาดี (เพราะศึกษาเมื่อไหร่คงเจอเมื่อนั้น ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ว่า แล้วถ้าเจอว่าปนเปื้อนมากจะทำอย่างไรดี)

วกกลับมาเรื่องอาหารที่เราใช้เลี้ยงกันในวันปีใหม่ดีกว่า ในกรณีที่ท่านกินอาหารที่ให้พลังงานสูง บวกกับสารพิษในอาหารประเภทที่ผ่านการปรุงด้วยความร้อนสูง เช่น ไก่ย่าง หมูปิ้ง เนื้อทอด แล้วควรทำอย่างไร ก่อนอื่นให้ถามตัวเองก่อนว่า ในวันนั้นท่านกินผักผลไม้มากพอหรือไม่ ดูได้จากการขับถ่ายในตอนเช้าวันรุ่งขึ้นว่าสะดวกดีหรือไม่ ถ้าสะดวกก็แสดงว่าน่าจะกินพอ ก็ไม่น่าต้องกังวลอะไรกับสารพิษที่ได้รับเข้าไป เพราะมันคงถูกขับออกจากร่างกายด้วยกระบวนการปรกติ แต่ถ้าระบบขับถ่ายไม่สะดวกสิ่งท่านควรทำคือ กินผักผลไม้ให้มากขึ้น ลดการกินเนื้อสัตว์ที่ปรุงด้วยความร้อนสูง เพื่อให้ร่างกายสามารถจัดการกับสารพิษได้ ซึ่งก็ไม่น่าจะต้องกังวลใจ ยกเว้นท่านที่กินอาหารซึ่งทำจากเนื้อสัตว์ผ่านความร้อนสูงเป็นประจำโดยไม่กินผักผลไม้มากเท่าที่ควร กรณีหลังนี้ต้องปรับปรุงพฤติกรรมการกินเป็นการใหญ่

สำหรับในกรณีการกินอาหารพวกแป้งมากเกินไปแล้วน้ำหนักขึ้นทันตานั้น สิ่งที่ควรทำทันทีที่มีเวลาคือ การออกกำลังกายให้หนักหน่อย เพื่อใช้พลังงานที่กำลังจะสะสมเป็นไขมันที่หน้าท้อง ทั้งนี้เพราะหน้าท้องเรานั้นจะเป็นแหล่งสะสมพลังงานในรูปไขมันแหล่งแรก แต่จะเป็นแหล่งสุดท้ายที่เอาไขมันออกมาเผาผลาญเมื่อร่างกายต้องใช้แรงงาน เราจึงมักพบว่า แม้น้ำหนักจะลดลงหลังการออกกำลังกายบ้างแล้ว หน้าท้องก็ยังดูไม่ยุบเท่าไร ดังนั้นการโฆษณาขายอาหารลดน้ำหนัก หรืออุปกรณ์ลดน้ำหนัก จึงมักมุ่งที่จะโฆษณาว่าสินค้าที่ท่านจะซื้อนั้นช่วยลดหน้าท้องได้ เพื่อให้ท่านต้องการซื้อสินค้านั้น

เคยมีเพื่อนอาจารย์ของผู้เขียนเล่าให้ฟังเกี่ยวกับเรื่องการลดน้ำหนักว่ามันอันตรายพอควร นานมาแล้วมีกองทัพบกของประเทศหนึ่งซึ่งมีผู้บัญชาการที่ต้องการให้ทหารมีรูปร่างสมส่วน จึงออกนโยบายว่า นายทหารที่ควบคุมกำลังรบต้องมีร่างการแข็งแรงมิเช่นนั้นจะต้องเปลี่ยนตำแหน่งไปทำงานด้านธุรการแทน ปรากฏว่ามีนายทหารท่านหนึ่งซึ่งซ่อนแตงโมไว้ในพุง รู้สึกประหวั่นมากต่อการถูกปรับเปลี่ยนตำแหน่ง จึงทำการออกกำลังกายอย่างเต็มที่เพื่อหวังกำจัดแตงโมที่ซ่อนในพุงด้วยการซ้อมวิ่งอย่างหนัก ผลปรากฏว่า หัวใจวายตายเสียก่อน แล้วเมื่อทำการชัณสูตรพลิกศพก็ปรากฏว่าสาเหตุที่ตายคือ ร่างกายไม่ได้เอาไขมันจากแตงโมที่พุงมาใช้ แต่กลับไปเอาไขมันจากกล้ามเนื้อหัวใจมาใช้จนกล้ามเนื้อหัวใจวาย จึงต้องถูกย้ายจากหน่วยคุมกำลังไปอยู่ที่เมรุเผาศพแทน

ดังนั้นการที่จะลดหน้าท้องลงให้ได้นั้นจึงต้องศึกษาวิธีการ หรือมีผู้ให้คำแนะนำว่าควรทำอย่างไร ถ้าสามารถทำเองที่บ้านได้ ก็ควรทำ แต่ถ้าทำไม่ได้ก็คงต้องไปหาสถานบริการ ซึ่งรับรองว่าแพงแน่ แต่น่าจะได้ผลเพราะเมื่อจ่ายสตางค์แล้วคนไทยมักต้องเอาให้คุ้มกับที่เสียไป

แม้ว่าวันปีใหม่จะเป็นที่ชื่นชอบของปุถุชนทั่วไป แต่สำหรับผู้เขียนแล้ว ยังจำได้ว่าวันหนึ่งสมัยเรียนที่คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้พบแผ่นกระดาษปลิวมาหล่นตรงหน้า เมื่อหยิบขึ้นมาดูพบว่าเป็นคำสอนของท่านพุทธทาสที่ชมรมพุทธจัดทำขึ้น เมื่อดูข้อความแล้วก็พบว่า ท่านพุทธทาสเน้นให้คนปรับเปลี่ยนตนเองให้ดีขึ้นทุกวัน ไม่จำเป็นที่จะไปให้ความสำคัญกับวันใดวันหนึ่ง เพราะผลดีนั้นเกิดขึ้นกับตัวเราเองเป็นประถม แล้วจะต่อถึงสังคมหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ตั้งแต่นั้นมาวันปีใหม่ก็ไม่เคยมีความหมายต่อผู้เขียนอีกเลย
 

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม