“ล้างพิษ” จริงหรือลวง

  • warning: array_map(): Argument #2 should be an array in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/modules/system/system.module on line 1050.
  • warning: array_keys() expects parameter 1 to be array, null given in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
  • warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

“ล้างพิษ” จริงหรือลวง

รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

วันหนึ่งในเดือนมีนาคมผู้เขียนได้รับเกียรติจากรายการ เสรีของผู้บริโภค ซึ่งออกอากาศทางสถานีวิทยุแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (FM 101.5 MHz) ขอสัมภาษณ์สดทางโทรศัพท์ประมาณ 20 นาที เรื่อง "ล้างพิษ จริงหรือลวง" โดยมีประเด็นคำถามพื้นๆ ที่ผู้เขียนเคยตอบมาหลายรอบแล้ว แต่ก็ยังเป็นคำถามของสังคมในปัจจุบันอยู่ ที่ยังต้องตอบอยู่เนื่องจากพบว่ายังคงมีผู้หาผลประโยชน์จากการขายบริการล้างพิษแก่ประชาชนที่ขาดข้อมูล

การทำความเข้าใจในเรื่องนี้ ประเด็นคำถามแรกคือสารพิษที่ร่างกายได้รับนั้นได้มาจากทางไหนบ้าง คำตอบของคำถามนี้ท่านผู้อ่านคงพอทราบดีว่า อาหารที่กิน น้ำที่ดื่ม และอากาศที่เราหายใจนั้น ล้วนเป็นแหล่งที่สามารถป้อนสารพิษแก่ร่างกายเราได้ทั้งสิ้น ขึ้นกับว่าสถานที่ได้รับนั้นอยู่ที่ใด เช่นกรณีของอากาศนั้น ถ้าเป็นแถวสี่แยกปทุมวันในกรุงเทพมหานครแล้ว บางช่วงของวันท่านผู้อ่านสามารถได้รับสารพิษหลายขนาน แต่ท่านจะไม่เจอสารพิษในช่วงเวลาเดียวกันถ้าท่านยืนอยู่กลางพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม

อย่างไรก็ดียังมีสารพิษกลุ่มหนึ่งที่คนทั่วไปมักนึกไม่ถึงคือ สารพิษที่สร้างเองในร่างกาย ตัวอย่างเช่น ฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งมีในสตรีสูงกว่าบุรุษ ฮอร์โมนนี้มีความสามารถในการเร่งการเจริญเติบโตของเซลล์ร่างกาย ทั้งในภาพรวมและเฉพาะอวัยวะ เช่น เต้านม ดังนั้นการมีฮอร์โมนนี้มากไป (ทั้งในสตรีและบุรุษ) ก็เป็นการเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งเต้านม แต่ไม่ได้หมายความว่าคนที่มีเต้านมใหญ่จะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งสูงกว่าคนที่มีเต้านมเล็ก เพราะมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ที่สำคัญยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลที่ชัดเจนว่า ความเสี่ยงนี้เพิ่มสูงขึ้นในบุรุษที่ข้ามเพศซึ่งพยายามทำเต้านมเทียมหรือไม่

นอกจากนี้มีผู้สันนิษฐานว่า การที่เด็กชายในปัจจุบันหลายคนมีแนวโน้มการก้าวข้ามเพศสูงขึ้นเพราะกินไก่ทอด ซึ่งทำจากไก่ที่เลี้ยงโดยใช้สารสังเคราะห์ที่ออกฤทธิ์เช่นเดียวกับเอสโตรเจน แล้วเหลือตกค้างในผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายสู่ผู้บริโภค เรื่องเอสโตรเจนในแง่ปัญหาที่เกิดจากการกินนั้นค่อนข้างยาว ผู้เขียนจะเขียนแยกเป็นอีกเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะเมื่อมีโอกาส

คำถามที่สองคือ สารพิษนั้นก่อให้เกิดอันตรายกับร่างกายจริงหรือ แล้วร่างกายสามารถขับสารพิษได้เองหรือไม่ในประเด็นนี้คำตอบจะเป็นไปตามสูตรที่รู้ดีกันในวงการนักพิษวิทยาว่า การเกิดพิษนั้นขึ้นกับปริมาณที่ได้รับว่ามากหรือน้อยเพียงใด

หลายครั้งที่นักพิษวิทยาพบว่า สารก่อมะเร็งปริมาณน้อยๆ ทำหน้าที่เป็นสารต้านมะเร็งเองโดยไปกระตุ้นระบบทำลายสารก่อมะเร็งให้แข็งแรงขึ้น เช่น เครื่องเทศที่เราใช้ในการปรุงอาหารนั้นได้รับการศึกษาพบว่า ปริมาณที่ใช้ในการปรุงอาหารตามปรกตินั้นมีฤทธิ์ต้านมะเร็ง แต่เมื่อทำการศึกษาให้ลึกลงไปกลับพบว่า องค์ประกอบหลายชนิดเป็นสารก่อมะเร็งเมื่อให้สัตว์ทดลองในปริมาณสูง นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่นักพิษวิทยามักกังวลเมื่อมีการเอาสารอาหารที่ดูเป็นประโยชน์มาขายในรูปผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งมีการบริโภคในปริมาณที่สูงขึ้นเป็นร้อยเท่าพันเท่า

สำหรับความถี่ของการได้รับสารพิษก็เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะถ้าสารพิษขนาดที่ไม่ได้ทำให้เกิดพิษเฉียบพลันเข้าสู่ร่างกายนั้นมีความถี่ต่ำ ร่างกายมักทำลายสารพิษนั้นทิ้งได้ เพราะการออกฤทธิ์ของสารพิษเกือบทุกชนิดต้องอาศัยความเข้มข้นที่สะสมในร่างกายสูงจนถึงระดับหนึ่ง (ภาษาวิชาการใช้คำว่า Threshold)

สำหรับอวัยวะหลักในการทำลายสารพิษในร่างกายมนุษย์คือ ตับ ไต ปอด ดังนั้นถ้าอวัยวะเหล่านี้ไม่แข็งแรง การออกฤทธิ์ของสารพิษก็จะเป็นไปได้ง่ายกว่าคนที่มีอวัยวะเหล่านี้แข็งแรง แต่ประเด็นนี้ไม่เสมอไปนัก เพราะมีงานวิจัยในสัตว์ทดลองที่ถูกทำให้มีตับไม่แข็งแรง พิษของยาฆ่าแมลงกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟตกลับน้อยลง เพราะกระบวนการออกฤทธิ์เป็นพิษของยาฆ่าแมลงกลุ่มนี้ต้องการเอนไซม์ของตับที่แข็งแรง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า การป้องกันพิษยาฆ่าแมลงนี้ทำได้ด้วยการมีตับที่ไม่แข็งแรงนะครับ

ความอ่อนแอของบางระบบในร่างกาย อาจส่งเสริมให้สารพิษออกฤทธิ์ได้มากกว่าเดิมนับเป็นเรื่องสำคัญมาก เช่น ระบบภูมิต้านทานของแต่ละบุคคล ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการต่อสู้กับการเกิดมะเร็ง ระบบภูมิต้านทานนี้ขึ้นกับอาหารการกินว่าสมดุลตามที่ร่างกายต้องการหรือไม่ โดยปรกติแล้วระบบภูมิต้านทานจะอ่อนแอในคนที่มีความบกพร่องในการกินโปรตีน (ทั้งคุณภาพและปริมาณ) รวมถึงไวตามินเช่น ไวตามินเอ และแร่ธาตุคือ สังกะสี น้อยกว่าที่ร่างกายต้องการ นอกจากนี้สารพิษในอุตสาหกรรมอีกหลายชนิด เช่น สารอินทรีย์ที่มีอะตอมของคลอรีนเป็นองค์ประกอบ (Organochlorine) มักมีโทษสมบัติในการกดภูมิต้านทานให้ต่ำลง ท่านสามารถสังเกตได้ว่า คนที่มีภูมิต้านทานอ่อนแอจะติดเชื้อง่ายเช่น เป็นหวัด ท้องเสีย ฯลฯ บ่อยกว่าคนอื่น

พันธุกรรมหรืออาจกล่าวได้ว่า กรรมตามพันธุ์ นั้นเป็นปัจจัยที่แก้ยากมาก แม้ว่าปัจจุบันจะมีงานวิจัยที่คาดว่าในอนาคตอาจมีการแก้ไขได้ แต่ในระยะสั้นนั้นเป็นการพยายามใช้สารธรรมชาติที่สกัดออกมาจากอาหารปรกติ ซึ่งอาจดูเหมือนเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เสริมในระดับค่อนข้างสูงให้ผู้ที่มีแนวโน้มว่าระบบพันธุกรรมอ่อนแอเอื้อต่อการเป็นมะเร็ง โดยหวังว่าจะสามารถกระตุ้นให้ยีนที่มีหน้าที่ทำลายสารก่อมะเร็งและสารพิษอื่นๆ หรือยีนที่มีหน้าที่ทำลายเซลล์มะเร็ง ซึ่งอ่อนแอเนื่องจากพันธุกรรมไม่ดีแข็งแรงขึ้นเท่าที่จะเป็นไปได้ พันธุกรรมที่บกพร่องบางประเภทนั้นก่อให้เกิดโรคหลายโรคที่นำไปสู่การเกิดมะเร็งในวัยเยาว์ของมนุษย์

สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่กำหนดว่าเรามีความเสี่ยงต่อการเกิดพิษเนื่องจากสารพิษหรือไม่คือ ความสมบูรณ์ของอาหารและสภาวะโภชนาการ ซึ่งปัจจุบันนี้เป็นที่ทราบกันดีว่า คนอ้วนนั้นมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งโดยรวมสูงกว่าคนผอม ที่สำคัญลักษณะอาหารที่ปรุงด้วยความร้อนสูง การหมักดอง การปนเปื้อนของเชื้อรา มักมีการปนเปื้อนของสารก่อมะเร็งมากบ้างน้อยบ้าง

จากปัจจัยหลายประการที่ยกตัวอย่างให้เห็นนี้ ทำให้ผู้ประกอบการที่มีความสามารถด้านจิตวิทยาสูงกว่าคนทั่วไป นำเอาประเด็นเหล่านี้มาเสนอเพื่อให้ผู้ที่อ่อนไหว พร้อมเป็นลูกค้ารับบริการล้างพิษ โดยผู้ประกอบการมักกล่าวโน้มน้าวให้ลูกค้ามีจินตนาการว่า ตนเองนั้นอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยสารพิษที่เข้าสู่ร่างกายทุกวัน จำเป็นต้องได้รับการล้างพิษ โดยไม่ทราบว่าตนเองนั้นจริงแท้มีสารพิษในตัวเท่าไร แล้วกระบวนการที่ใช้ในการล้างพิษนั้นอธิบายด้วยหลักการทางวิทยาศาตร์หรือไม่

คราวนี้มาถึงประเด็นคำถามในเรื่องการล้างพิษที่ผู้เขียนมักต้องตอบเป็นประจำคือ  การล้างพิษคืออะไร มีรูปแบบการล้างพิษจากคำโฆษณาของธุรกิจล้างพิษอย่างไรบ้าง แล้วการล้างพิษนั้นเกิดประโยชน์กับร่างกายจริงหรือไม่ มีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ หรือการแพทย์หรือยัง ที่สำคัญก็คือ อันตรายที่เกิดจากการล้างพิษนั้นมีหรือไม่

การโฆษณาขายบริการล้างพิษนั้นมักใช้คำที่เรียกทับศัพท์ภาษาอังกฤษว่า ดีท๊อกซ์ (Detox) ซึ่งเป็นคนละความหมายของคำว่า Detoxificationของวิชาพิษวิทยาที่หมายถึง กระบวนการลดความเป็นพิษของสารพิษที่เข้าสู่ร่างกายด้วยระบบเอนไซม์ในเซลล์ของหลายอวัยวะ ส่วนดีท๊อกซ์ของการล้างพิษนั้น ส่วนใหญ่เท่าที่ดูในอินเตอร์เน็ทนั้นคือ การรุของเก่าที่คั่งค้างในลำไส้ออกมา ไม่ว่าด้วยความช่วยเหลือของผักผลไม้ที่กินทางปาก หรือกาแฟที่กรอกเข้าทางก้น

กระบวนการ Detoxificationในร่างกายจริงๆ นั้นมักอาศัยเอนไซม์สองระบบคือ การกระตุ้นให้สารพิษ (ที่สามารถเข้าสู่ระบบการหมุนเวียนต่างๆ ของร่างกาย) มีความสามารถในการละลายน้ำสูงขึ้นจากเดิมด้วยการออกซิเดชั่น จากนั้นจะมีกระบวนการเชื่อมต่อ (Conjugation) ของสารพิษที่ถูกเปลี่ยนแปลงแล้วกับสารที่มีความสามารถในการละลายน้ำสูงเช่น น้ำตาลกลูโคส กรดอะมิโนบางชนิด หรือสารชีวเคมีอื่นๆ ในร่างกาย จนได้สารประกอบสุดท้ายที่ละลายน้ำได้ดีและถูกขับออกจากร่างกายทางปัสสาวะ อุจจาระ และ/หรือเหงื่อ ตามความเหมาะสม

ประเด็นสำคัญที่มักถูกนำเอามาทำให้ผู้บริโภคสับสนก็คือ ในกระบวนการ Detoxification สารพิษของร่างกายสิ่งมีชีวิตนั้น สามารถกระตุ้นให้ทำงานสูงขึ้นได้ด้วยสารเคมีธรรมชาติที่มีอยู่ในอาหารที่เรากินกันตามธรรมดาทุกวัน โดยส่วนใหญ่อยู่ในหมู่ผักและผลไม้ ซึ่งรวมถึงสมุนไพรและเครื่องเทศต่างๆ  

ดังนั้นสารเคมีธรรมชาติชนิดหนึ่งคือ คาเฟอีน ซึ่งเป็นองค์ประกอบของกาแฟ จึงถูกนำมาใช้ในกระบวนการดีท๊อกซ์หรือล้างพิษเชิงพาณิชย์ โดยที่ในทางวิชาพิษวิทยาแล้ว คาเฟอีนเป็นสารที่สามารถกระตุ้นให้กระบวนการปรับเปลี่ยนสารพิษเพื่อขับออกจากร่างกายสูงขึ้นได้จริง แต่ไม่จำเป็นต้องนำเข้าร่างกายด้วยการสวนทวารหนักเพียงเพื่ออ้างว่า การสวนทวารหนักนั้นทำให้คาฟีอีนเข้าถึงตับ (ซึ่งเป็นโรงงานทำลายสารพิษสำคัญที่สุดของร่างกาย) เร็วกว่าการดื่มทางปาก

การกล่าวอ้างถึงความสามารถของคาฟีอีนของผู้ขายบริการล้างพิษนั้น ถึงเป็นความจริง แต่ก็เป็นความจริงที่แฝงไปกับความเสี่ยงต่อการเกิดบาดแผลของทวารหนัก ซึ่งถ้าเกิดอาการนี้แล้ว การติดเชื้อที่ร้ายแรงและยาวนานอาจตามมาเพราะทวารหนักเป็นบริเวณที่ชุ่มชื้นและมีแบคทีเรียอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นท่านผู้อ่านจึงควรประเมินความเสี่ยงต่อกระบวนการล้างพิษทางทวารหนักว่าคุ้มหรือไม่โดยใช้หลักกาลามสูตรของพระพุทธเจ้าก่อนตัดสินใจ

สำหรับผู้เขียนแล้วการล้างพิษนั้นมีจริง เฉพาะกรณีการได้รับสารพิษเข้าไปแล้วสามารถตรวจวัด (หาปริมาณ) ได้ จากนั้นจึงมีการพยายามนำสารพิษออกมาเช่น การทำให้อาเจียนเมื่อได้รับยาฆ่าแมลง หรือการใช้ยา Dimercaprolและ/หรือEDTA (Ethylenediaminetetraacetic acid) จับโลหะหนัก เช่นตะกั่วที่อยู่ในกระแสเลือดแล้วขับออกจากร่างกาย กระบวนการนี้เรียกว่า Chelationซึ่งต้องกระทำโดยแพทย์ที่ชำนาญเท่านั้น เพราะสารทั้งสองชนิดที่จับโลหะหนักได้นั้นมีความเป็นพิษสูง

การล้างพิษอีกกรณีหนึ่งที่ต้องอาศัยแพทย์เฉพาะทางก็คือ การลดอาการเสพติดเหล้าโดยใช้ยาระงับประสาทที่รู้จักกันดีคือ ไดอาซีแปม (Diazepam) โลราซีแปม (Lorazepam) และ ออกซาซีแปม (Oxazepam) ช่วยในการลดอาการอยากเหล้า ข้อมูลในส่วนนี้สามารถอ่านได้จากวิกีพีเดีย

สำหรับการล้างพิษส่วนใหญ่ซึ่งมีการโฆษณาขายเป็นกระบวนการนั้น แท้จริงแล้วยังหาข้อยืนยันทางวิทยาศาสตร์มาสนับสนุนไม่ได้เลยว่า ได้ผลหรือไม่ ยกเว้นการล้างพิษที่เน้นเพียงเพื่อรุของเก่าในลำไส้ใหญ่ออกมาด้วยวิธีการใด ๆ ก็ตามนั้น ผู้รับบริการมักบอกว่า สบายจริง ๆ เพราะแทบไม่เหลือกากอาหารในลำไส้ใหญ่จึงทำให้ตัวเบา แต่ก็เป็นเพียงชั่วคราวถ้าผู้รับบริการไม่ปรับปรุงพฤติกรรมการกินอาหาร

ในความจริงแล้วถ้าการล้างพิษนั้นสามารถเอาสารพิษที่สะสมในร่างกายออกได้จริง ก็ควรมีการวัดว่า ผู้รับบริการนั้นมีสารพิษอะไรบ้าง ปริมาณเท่าใด และอยู่ที่ส่วนใดของร่างกายก่อน จากนั้นเมื่อล้างพิษแล้วปริมาณที่ตรวจวัดพบหลังจากล้างพิษแล้วลดลงไปเท่าใด

หลายครั้งที่ผู้เขียนพบในเว็บไซต์ต่างๆ กล่าวว่า “สารพิษตกค้างที่สะสมในร่างกายหากขับมาไม่หมด จะเป็นบ่อเกิดของอาการเหล่านี้คือ อาการปวดศีรษะบ่อย หงุดหงิด ปวดเมื่อยหลัง ไหล่ คอ มีแผลร้อนในในปากเป็นประจำ ดูดซึมสารอาหารจำพวกแป้งมาก และระบบเผาผลาญทำงานน้อย ทำให้ร่างกายอ้วน ขับถ่าย และละลายสารพิษไม่ออก จะเกิดสิวเสี้ยนบนใบหน้า และฝ้าดำบนใบหน้า อ่อนเพลีย ง่วงนอน สมาธิไม่ดี ความจำเสื่อม ประสาทตึงเครียด และร่างกายไม่แข็งแรง เพศสัมพันธ์เสื่อม หน้าตาหมองคล้ำ ไม่ขาวสดใส ผิวพรรณหยาบกร้าน ท้องผูกเรื้อรัง ถ่ายยาก ถ่ายไม่ออก เบื่ออาหาร ท้องอืด ท้องเฟ้อ เรอ และผายลมบ่อยๆ ปวดท้อง ท้องเสีย ถ่ายเหลวเป็นประจำ ปวดศีรษะ คลื่นเหียน อาเจียน เวียนศีรษะ และมีไข้ต่ำๆ ตลอดเวลา เหนื่อยง่าย ปากเหม็น ปากเปื่อย มีกลิ่นตัวแรง เป็นโรคผิวหนังเรื้อรัง มีผื่นคันขึ้นตามตัว เป็นแผล และเป็นฝีบ่อยๆ มีอาการหอบหืด ภูมิแพ้ เป็นลมพิษได้ง่าย ปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดตามข้อและกระดูก ตลอดจนรูมาตอยด์ โรคมะเร็งลำไส้ มะเร็งตับ ต่อมน้ำเหลือง ริดสีดวงทวารภายนอกหรือภายใน ดังนั้นผู้ที่เป็นโรคหรือมีอาการดังกล่าวนี้ จึงควรได้รับการล้างลำไส้ เพื่อขจัดของเสียและสารพิษที่คั่งค้างออกจากร่างกาย ทั้งยังสามารถลดความเสี่ยงของโรคด้วย

ท่านผู้อ่านสามารถสังเกตได้ว่า อาการของผู้มีสารพิษในร่างกายที่ระบุไว้ในเว็บไซต์บริการล้างพิษซึ่งผู้เขียนลอกมานั้น เป็นอาการปรกติที่เกิดกับคนทั่วไปที่ กินไม่ดี อยู่ไม่ดี จิตใจไม่สบาย ฯลฯ ทั้งที่เป็นเองหรือถูกผู้ขายบริการกล่อมให้เป็น

ผู้ที่อ้างตนเองว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในการล้างพิษส่วนใหญ่นั้นมักเข้าใจว่า ถ้าสารพิษไม่สะสมอยู่ที่ตับก็ต้องเป็นลำไส้ใหญ่ จึงพยายามโฆษณาขายบริการว่าสามารถล้างตับหรือลำไส้ให้สะอาดได้

กรณีลำไส้ใหญ่นั้นเห็นผลได้ไม่ยากเพราะเป็นแค่การระบายท้อง แต่กรณีตับนั้นค่อนข้างไม่ชัดเจน เพราะเมื่อใดที่พบว่าสารพิษเริ่มสะสมที่ตับ เมื่อนั้นผู้ป่วยก็จะใกล้ตาย เนื่องจากตับเป็นอวัยวะที่ไม่สะสมอะไร แม้กระทั่งไขมันที่ตับได้รับมาจากอาหารก็ต้องเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นให้หมด ดังนั้นการพบว่าตับมีไขมันเหลืออยู่ (เช่นในการศึกษาที่ใช้สัตว์ทดลอง) ก็เป็นการแสดงอาการว่าตับเริ่มหมดสมรรถภาพในการทำงานแล้ว

การล้างพิษประเภทที่นิยมกันมากในต่างประเทศและระบาดเข้ามาในบ้านเราแล้วคือ body cleansing ซึ่งประกอบด้วยการงดอาหารทั้งวัน ดื่มแต่น้ำ หรือบริโภคผักผลไม้ในปริมาณสูง แล้วอาจมีการนั่งสมาธิ ซึ่งดูแล้วไม่น่ามีปัญหาอะไรต่อผู้บริโภค ยกเว้นแต่ปัญหากระเป๋าเพราะมักมีการเก็บค่าบริการได้แพงถึงใจ

สิ่งที่ท่านผู้อ่านควรทราบคือ สารพิษนั้นจะสะสมในอวัยวะใดของร่างกายนั้น ขึ้นกับธรรมชาติทางเคมีของสารพิษนั้น เป็นที่ทราบกันมานานแล้วว่า ส่วนใหญ่ของสารพิษที่ซึมเข้าสู่ระบบของร่างกายนั้นมักมีความสามารถในการละลายได้ดีในไขมัน จึงพบว่าสารพิษมักไปสะสมในไขมันที่พอกอยู่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งไขมันหน้าท้อง สำหรับสารพิษพวกโลหะหนักซึ่งผ่านเข้าสู่ร่างกายด้วยระบบพิเศษที่ไม่เกี่ยวกับการละลายในไขมันจะถูกพาไปสะสมที่กระดูก จึงทำให้ความเป็นพิษอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดของสารพิษพวกโลหะหนักคือ ปัญหากระดูกเสื่อมสลาย เปราะหักง่าย

ส่วนสาเหตุที่มีการระบุว่า ในการล้างพิษนั้นมีการกระตุ้นให้ตับทำงานสูงขึ้นในการทำลายสารพิษนั้น ก็ไม่ได้เป็นเรื่องผิดปรกติอย่างใด เพราะตับเป็นอวัยวะที่จะรับทั้งสารอาหารและสารพิษที่เข้าสู่ระบบเส้นเลือดจากลำไส้เล็กไปยังตับก่อนอวัยวะอื่น ตับจึงต้องทำหน้าที่เป็นโรงงานเปลี่ยนแปลงสารต่างๆ ที่ร่างกายได้รับ ประเด็นสำคัญคือ เราสามารถกระตุ้นให้ตับทำงานดีขึ้นได้ด้วยการกินอาหารที่มีผักตระกลูกระหล่ำปลี หอม และกระเทียมเป็นองค์ประกอบ

สำหรับการล้างพิษที่ระบุได้ว่าเป็นการหลอกลวงอย่างชัดเจน และมีการเผยแพร่ทางโทรทัศน์ โดยผู้ประกอบการทำเหมือนคนดูนั้นกินฟางข้าวเป็นอาหาร นั่นคือการล้างพิษออกทางเท้า (detoxification foot pads)ซึ่งโดยปรกติแล้ววิชาพิษวิทยาที่สอนกันในสถานศึกษาที่สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) รับรองนั้นไม่เคยมีการระบุว่า เท้าเป็นทวารในการขับออกของสารพิษ

อุปกรณ์ที่ใช้ในการอวดอ้างซึ่งสามารถเข้าไปดูใน YouTube นั้นเป็นอ่างที่ใส่น้ำเกลือประกอบกับระบบไฟฟ้าแรงดันต่ำต่ออยู่ จากนั้นผู้รับบริการจะได้รับการเชื้อเชิญให้นั่งแช่เท้าลงในอ่าง ซึ่งในระหว่างการใช้เครื่องนั้น น้ำเกลือจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแดง ซึ่งจอร์จจะบอกกับซาร่าทันทีว่า สีแดงนั้นเกิดจากการที่สารพิษถูกขับออกมาจากร่างกายลงสู่น้ำในอ่าง ทั้งที่ความจริงแล้วสีนั้นคือ สีของสนิมเหล็กที่เกิดจากแท่งอีเล็คโทรดของเครื่อง นั่นคือถึงไม่จุ่มเท้าลงไปสีก็เกิดขึ้นอยู่แล้วตามกระบวนการทางไฟฟ้า สรุปแล้วนี่คือ การแสดงปาหี่ทางอินเตอร์เน็ทแบบหนึ่งซึ่งหาดูได้ใน  Youtube

กล่าวถึงตรงนี้ ก็มักมีคำถามต่อไปอีกว่า การล้างพิษนั้นมีข้อเสียอะไรหรือไม่ คำตอบนั้นคือ มีแน่ๆ คือ ผู้บริโภคต้องเสียค่าบริการซึ่งยังไม่มีการควบคุมว่าควรเป็นเท่าไร เพราะขึ้นกับความพอใจของผู้ให้บริการและผู้รับบริการ ส่วนในประเด็นอื่นๆ นั้นได้แก่ การขาดโอกาสรับการรักษาทางแพทย์แผนปัจจุบัน ทั้งนี้เพราะผู้ที่เข้ารับการล้างพิษนั้นมักมีความรู้สึกว่าตนเองป่วย ซึ่งไม่ว่าป่วยจริงหรือไม่จริง ก็ควรเข้าหาแพทย์ เนื่องจากแพทย์จะเป็นผู้สามารถตัดสินได้ว่า ผู้ที่คิดว่าตนเองป่วยนั้นป่วยจริง ต้องรับการรักษา หรือป่วยทางใจต้องเข้าหาจิตแพทย์เพื่อทำจิตบำบัด

ท่านผู้อ่านอาจเคยพบการโฆษณาเกี่ยวกับการล้างพิษได้หลายรูปแบบ ทั้งที่เป็นเชิงพาณิชย์และเชิงการกุศล ในประการหลังนั้นมักเป็นเรื่องของการแพทย์ทางเลือกและภูมิปัญญาชาวบ้าน ซึ่งในบางกรณีนั้นอาจได้อะไรบางอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพโดยองค์รวม เช่นการคลายเครียดถ้าอาการที่แสดงออกมาฟ้องว่าร่างกายอ่อนแอนั้นเกิดจากความเครียด แต่ถ้าเป็นเรื่องของสารพิษที่มีการสะสมในร่างกายแบบที่มีการโฆษณาในอินเตอร์เน็ทหรือหน้าวารสารสิ่งพิมพ์แล้ว ในทัศนะของผู้เขียนที่เรียนมาทางด้านพิษวิทยา ขอยอมรับว่าไม่เคยเรียนหรือหาพบในตำราสุขภาพที่เป็นวิทยาศาสตร์จริงๆ เลย