แองเจลินา โจลี่ ผู้ถึงซึ่งมรรคแห่งมะเร็ง

รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

แองเจลินา โจลี่ ผู้ถึงซึ่งมรรคแห่งมะเร็ง

รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

ในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์และรายการบันเทิงหลายรายการในโทรทัศน์ประโคมข่าวที่ แองเจลินา โจลี่ นักแสดงฮอลลีวูดชื่อดัง ซึ่งเป็นคุณแม่ลูก 6 วัย 37 ปี เขียนคอลัมน์เปิดเผยเหตุผลที่เธอต้องเข้ารับการผ่าตัดเต้านมทั้ง 2 ข้างทิ้งในหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ นับเป็นข่าวช็อกโลก ทั้งที่ความจริงมันควรเป็นข่าวดีสำหรับผู้หญิงยุโรปและอเมริกัน เพราะเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า เราสามารถลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมและมดลูก (แม้ไม่ใช่ทุกชนิดของมะเร็งกลุ่มนี้) ของผู้หญิงบางกลุ่มได้เกือบเด็ดขาด

รายงานข่าวกล่าวว่า แพทย์ประจำตัวของโจลี่เตือนก่อนการผ่าตัดว่า เธอมีความเสี่ยงร้อยละ 87 ที่จะเป็นมะเร็งเต้านม และอีกร้อยละ 50 ที่จะเป็นมะเร็งรังไข่ ดังนั้นเธอจึงตัดสินใจผ่าตัดโดยเริ่มจากการตัดเต้านมก่อน (แล้วทำใหม่ด้วยศัลยกรรมพลาสติก ซึ่งมั่นใจได้ว่าสวยตามต้องการ) เพื่อความมั่นใจและลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งให้เหลือน้อยที่สุด

เหตุผลในการตัดสินใจผ่าเต้านมทิ้งนั้น ถือว่าเป็นความกล้าหาญที่โจลี่ต้องกระทำ โดยเธอคิดจากหลักที่ว่า แม่ของเธอเสียชีวิตหลังจากต่อสู้กับมะเร็งเต้านมมานานนับทศวรรษ เธอจึงต้องการความมั่นใจว่า มะเร็งนั้นจะไม่พรากเธอไปจากลูกๆ สามี และทรัพย์สมบัติที่เธอสะสมไว้

วิธีการที่โจลี่พิสูจน์เพื่อใช้ในการตัดสินใจนั้นเป็นวิทยาศาสตร์อย่างยิ่ง กล่าวคือ เธอได้เข้ารับการตรวจสอบว่า เธอมียีนที่เป็นข้อบ่งชี้ว่าแม่ของเธอได้ถ่ายทอดอันตรายให้หรือไม่ ผลการตรวจสอบปรากฏว่าเธอมียีน “BRCA1” ซึ่งเป็นปัจจัยในการเกิดมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่อย่างแน่นอน ดังนั้นเธอจึงตัดสินใจเข้ารับการผ่าตัดที่ซับซ้อนเป็นเวลา 9 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ และสิ้นสุดลงช่วงปลายเดือน เมษายน ด้วยการผ่าตัดสร้างหน้าอกใหม่ และผลลัพธ์ก็ออกมาว่า โอกาสเกิดโรคมะเร็งเต้านมของเธอลดจากร้อยละ 87 เหลือเพียงร้อยละ 5 เท่านั้น

ความจริงแล้วข่าวลักษณะนี้ไม่ใช่ข่าวใหม่ เพราะกว่าสิบปีมาแล้วที่ผู้เขียนเคยดูข่าวต่างประเทศที่กล่าวถึงยีน BRCA ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งเต้านม และผู้หญิงในอังกฤษนั้นก็สนใจเรื่องนี้ถึงขั้นมีการตัดสินใจผ่าตัดเต้านมทิ้งทั้งสองข้าง เมื่ออายุเกิน 30 ปี ถ้าพบว่ามียีนกลุ่มนี้ในร่างกาย

จากความจำที่ยังไม่ลบเลือน ผู้เขียนจำได้ว่าข่าวนั้นระบุการค้นพบยีน BRCA3 หลังจากพบ BRCA1 และ BRCA2 ไม่นาน แต่ก็ไม่ทราบด้วยสาเหตุใดที่ทำให้ข่าวคราวของ BRCA3 ที่ปรากฏต่อสาธารณะนั้นหายเงียบไป อย่างไรก็ตามถ้าต้องการข้อมูลเกี่ยวกับ BRCA3(ซึ่งยังมีอยู่) ก็สามารถสืบค้นได้ในฐานข้อมูล Science Direct ซึ่งการเข้าสู่ฐานข้อมูลนี้คงต้องทำผ่านมหาวิทยาลัยของรัฐ (บางแห่ง) เท่านั้น

โดยพื้นฐานแล้ว มะเร็งส่วนใหญ่ไม่ถ่ายทอดจากพ่อแม่สู่ลูก เนื่องจากโรคนี้มักเกิดขึ้นกับผู้ป่วยที่ได้รับปัจจัยที่เป็นสารก่อมะเร็งต่างๆ ทั้งจากอาหาร การหายใจ การทำงาน หรือสิ่งแวดล้อม กระตุ้นให้เซลล์ร่างกาย (somatic cells) กลายพันธุ์ไปในลักษณะที่แบ่งตัวไม่หยุดคือ เป็นมะเร็ง มีเพียงส่วนน้อยที่เกิดเนื่องจากการกลายพันธุ์ของเซลล์ในร่างกายพ่อหรือแม่ แล้วร่างกายนำเซลล์นั้นไปสร้างเป็นเซลล์สืบพันธุ์ (sex cells) จึงทำให้การเกิดมะเร็งนั้นถ่ายทอดไปยังลูกหลานได้

จากความรู้ด้านชีวโมเลกุลทำให้ทราบว่า มะเร็งที่มีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมที่สำคัญคือ มะเร็งเต้านม (ซึ่งมีกลุ่มยีน BRCA เป็นสำคัญ) และมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่เรียกว่า Hereditary non–polyposis coli (HNPCC) ก็เป็นการกลายพันธุ์ของโครโมโซมในเซลล์สืบพันธุ์ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการซ่อมแซมดีเอ็นเอในเซลล์ซึ่งพัฒนาไปเป็นลำไส้ใหญ่ (ซึ่งมีหลายตำแหน่ง แต่แสดงอาการออกมาเหมือนกัน)

สตรีไทยควรรับทราบในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างพันธุกรรมและมะเร็งเต้านม แต่ก็ไม่ต้องกังวลมากนักเพราะ ยีน BRCA ซึ่งเป็นยีนที่ถ่ายทอดจากพ่อแม่ไปสู่ลูกหลานได้นั้น เกิดได้ร้อยละ 5-10 ของสาวๆ ในยุโรปและอเมริกา ส่วนสาวเอเชียแท้ๆ (ยกเว้นสาวยิว ซึ่งเป็นผู้หญิงในเอเชียที่มีความเสี่ยงสูงต่อการมียีนอันตรายนี้) คงไม่ต้องกังวลนัก ยกเว้นคนที่เป็นลูกครึ่งอาจต้องกังวลใจบ้างไม่มากก็น้อย

นอกจากนั้นมักมีคำถามว่าใครบ้างควรได้รับการตรวจว่ามีความผิดปรกติของกลุ่มยีน BRCA คำตอบที่ได้จากการสืบค้นข้อมูลในอินเตอร์เน็ทส่วนใหญ่แนะนำว่า ผู้ที่เข้าเกณฑ์ต้องเสียเงินค่าตรวจ (ซึ่งบ้านเรายังไม่มี หรือถึงมี ประกันสังคมและระบบจ่ายตรงของบำนาญข้าราชการคงไม่เล่นด้วย) ได้แก่

  • ผู้ที่มีประวัติญาติว่าเป็นมะเร็งก่อนอายุครบ 50 ปี
  • ผู้ที่มีประวัติว่ามีผลลบในการตรวจ estrogen receptor, progesterone receptor และ HER2/neu receptor (ซึ่งน่าจะหมายความว่า มีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมและรังไข่ที่ควบคุมไม่ได้ เพราะในกรณีที่มีการตอบสนองเป็นบวก เช่น ในการตรวจดู estrogen receptor นั้น น่าจะแสดงว่ามีการควบคุมไม่ให้เอสโตรเจนสูง เช่น ไม่อ้วน ไม่กินอาหารมันมากนัก และการกินผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองซึ่งมีไฟโตเอสโตรเจน น่าจะลดความเสี่ยงได้)
  • ผู้ที่มีญาติฝ่ายชายเป็นมะเร็งเต้านม
  • ผู้ที่มีญาติเป็นมะเร็งเต้านมทั้งสองข้าง
  • ผู้ที่มีญาติเป็นมะเร็งรังไข่
  • ผู้ที่มีญาติเป็นทั้งมะเร็งเต้านมและรังไข่ในคนเดียวกัน
  • คนที่มีเชื้อสายยิวและมีประวัติว่าญาติเป็นมะเร็งเต้านมหรือรังไข่

สิ่งหนึ่งที่ท่านผู้อ่านควรเข้าใจก็คือ ความจริงแล้วยีน BRCA นั้นเป็นยีนที่ทำหน้าที่ป้องกันเซลล์ของรังไข่และเต้านมไม่ให้เป็นมะเร็ง โดยทำหน้าที่เป็นยีนที่รับผิดชอบในการแก้ไขความผิดพลาดระหว่างการเพิ่มดีเอ็นเอเป็นทวีคูณในช่วงการแบ่งเซลล์ของอวัยวะ โดยรับผิดชอบเกี่ยวกับระบบเอนไซม์ที่เรียกว่า ระบบการซ่อมแซม (repairing system) ของดีเอ็นเอ ปัญหาที่เกิดกับโจลี่และผู้เคราะห์ร้ายอื่นๆ ก็คือ ยีน BRCA นั้นได้กลายพันธุ์และไม่ทำงานตามที่ควรทำคือ การซ่อมแซมดีเอ็นเอที่ผิดปรกติ

นักวิทยาศาสตร์ทราบกันดีว่า ดีเอ็นเอในเซลล์มนุษย์นั้นถูกห่อหุ้มด้วยโปรตีนเฉพาะ อุปมาคล้ายมนุษย์ใส่เสื้อผ้า ดังนั้นดีเอ็นเอจึงมักปลอดภัยจากการโดนทำร้ายเนื่องจากสารเคมีหรือรังสี แต่มีช่วงเวลาหนึ่งที่ดีเอ็นเอจะตกอยู่ในอันตรายคือ ระหว่างการแบ่งเซลล์ซึ่งต้องถอดเอาโปรตีนที่ห่อหุ้มดีเอ็นเอออกจนหมด เพื่อให้ดีเอ็นเอสายเก่าเป็นต้นแบบของการสังเคราะห์ดีเอ็นเอสายใหม่ ซึ่งต้องเหมาะเจาะกันพอดีร้อยละร้อย เพราะถ้าเกิดความผิดพลาดเมื่อใด นั่นคือการกลายพันธุ์

การกลายพันธุ์นั้นไม่ได้มีผลแสดงออกมาทุกครั้ง เพราะส่วนใหญ่แล้วจะได้รับการแก้ไขจากระบบการซ่อมแซม หรือถ้ามีการหลุดรอดจากการซ่อมแซม ก็มักเป็นการกลายพันธุ์ในบริเวณของดีเอ็นเอที่ไม่ได้มีการทำงานใดๆ (ราวร้อยละ 90 ของดีเอ็นเอทำหน้าที่เป็นโครงสร้างที่ไม่แสดงบทบาทอะไร)

ด้วยเหตุนี้เซลล์ของเนื้อเยื่อใดที่หยุดแบ่งเซลล์แล้วพัฒนาทำหน้าที่ตามที่ควร โอกาสเสี่ยงจะกลายพันธุ์ซึ่งอาจส่งผลถึงการเป็นมะเร็งก็จะลดลงไป ในขณะที่เซลล์ซึ่งยังต้องแบ่งหรือมีศักยภาพในการแบ่งเซลล์ได้ใหม่จะมีความเสี่ยงสูงกว่า ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ เซลล์ของเต้านมและรังไข่ เซลล์ผิวหนังและเยื่อบุทางเดินอาหาร และเซลล์ของระบบเม็ดเลือดขาว

เซลล์ของเต้านมมนุษย์นั้นเป็นเซลล์ที่มีความพร้อมในการแบ่งเซลล์ โดยเฉพาะเพศหญิงนั้นมีความพร้อมสูงมาก เนื่องจาก เซลล์ต่อมน้ำนม (mammary gland cell) ที่เป็นส่วนหนึ่งของเต้านมนั้นต้องแบ่งตัวและเพิ่มขนาด (เพื่อเตรียมผลิตน้ำนมให้ลูก) ระหว่างการตั้งท้อง จึงพบเสมอว่าผู้หญิงที่ท้อง เต้านมจะขยายตัวใหญ่ขึ้น ดังนั้นเมื่อใดที่มีการแบ่งตัวของเซลล์นี้โดยไม่ได้มีการตั้งท้อง เมื่อนั้นก็หมายความว่า มะเร็งได้มาเยือนแล้ว เพราะเป็นการแบ่งตัวนอกหมายกำหนดการที่ควรจะเป็น

ท่านผู้อ่านอาจเคยได้รับรู้ข้อสังเกตว่า ผู้หญิงที่ไม่มีสามี (จริงๆ ไม่ใช่นางสาวมีลูกติดเหมือนหลายคน) หรือถึงมีสามีแต่ก็ไม่เคยมีการตั้งท้องเลยนั้น มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมสูงกว่าผู้หญิงที่เคยมีลูกแล้ว ทั้งนี้เพราะการขยายตัวของเซลล์เต้านมนั้นอยู่ภายใต้อิทธิพลของฮอร์โมนเอสโตรเจน (ดังที่ได้เคยกล่าวไว้ในบางตอนของบทความในคอลัมน์นี้) ซึ่งทำหน้าที่แค่เตรียมพร้อมในการแบ่งเซลล์ แต่จะไม่มีการแบ่งเซลล์ตราบใดที่ยังไม่มีการฝังตัวของตัวอ่อนในมดลูก อย่างไรก็ดีความผิดพลาดย่อมเกิดได้ในกรณีที่เอสโตรเจนไปกระตุ้นให้เซลล์ต่อมน้ำนมของสาวที่ยังไม่มีการปฏิสนธิในมดลูกแบ่งตัว แต่ไม่ได้พัฒนาเพื่อผลิตน้ำนม

มีข้อสังเกตจากแพทย์บางท่านอีกว่า ผู้หญิงที่ตั้งท้องแล้วแท้งนั้นมักมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมสูง เพราะเซลล์ต่อมน้ำนมได้แบ่งและพัฒนาไปแล้ว เหมือนนักฟุตบอลกองหน้าที่ส่งลูกให้เพื่อนแล้ววิ่งขึ้นไปรอรับลูก ปรากฏว่าเพื่อนส่งลูกกลับไปให้ผู้รักษาประตูแทน นักฟุตบอลคนนั้นมักเกิดอาการผิดหวังและหัวเสีย ซึ่งเซลล์ต่อมน้ำนมนั้นเมื่อเกิดอาการหัวเสียย่อมพาลจนอาจกลายเป็นมะเร็งได้ ดังนั้นสตรีท่านใดที่เคยแท้ง แม้ไม่ตั้งใจ ก็ควรตรวจสอบตนเองอย่างรอบคอบ ส่วนคนที่เคยแท้งด้วยความตั้งใจ ขอสวรรค์ได้ปราณีท่านเถิด

ส่วนมะเร็งรังไข่ซึ่งอยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มยีน BRCA เช่นกันนั้น ก็เป็นเรื่องปรกติที่สามารถเกิดได้เช่นเดียวกับเซลล์ของเต้านม เพราะบริเวณรังไข่มีการแบ่งตัวในระบบที่เกี่ยวกับเซลล์สืบพันธุ์สตรี และที่สำคัญคือ อยู่ภายใต้อิทธิพลของเอสโตรเจนด้วย ดังนั้นท่านผู้อ่านน่าจะเห็นต่อเนื่องไปด้วยว่า คำอธิบายเรื่องฮอร์โมนเอสโตรเจนมีผลต่อการเกิดมะเร็งในผู้หญิงนั้นก็น่าจะรวมไปถึงมะเร็งมดลูกด้วย เพราะเป็นบริเวณที่ต้องมีการแบ่งเซลล์เพื่อรองรับการฝังตัวของตัวอ่อนเช่นกัน

ดังที่กล่าวแล้วว่า ฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งปัจจุบันได้ถูกหลายองค์กรทางวิทยาศาสตร์ชีวภาพ เช่น National Toxicology Program ของสหรัฐอเมริกาจัดว่า เป็นสารก่อมะเร็งธรรมชาติ (natural carcinogen) ที่มนุษย์สร้างขึ้นเอง มีผลต่อการเกิดมะเร็งในอวัยวะที่มันมีอิทธิพล แต่ท่านผู้อ่านต้องตั้งหลักให้ได้ก่อนว่า ยังไม่มีหลักฐานพอที่จะแสดงว่า ฮอร์โมนนี้มีผลหรือไม่เมื่อกล่าวถึงมะเร็งที่เกิดเนื่องจากความผิดปรกติของยีนกลุ่ม BRCA เนื่องจากการบำบัดมะเร็งในคนไข้กลุ่มนี้ด้วยยาที่ออกฤทธิ์ในลักษณะของฮอร์โมนชนิดนี้มักไม่ได้ผลที่หายขาด เพียงแต่ช่วยยืดชีวิตออกไปบ้างเท่านั้น

มีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการกลายพันธุ์ของยีน BRCA ที่ทำให้ผู้หญิงเป็นมะเร็งก็คือ ยีนที่ผิดปรกตินี้ทำให้ผู้หญิงเป็นมะเร็งเร็วกว่าการเกิดมะเร็งเนื่องจากสาเหตุอื่น กล่าวคือ อาจเป็นมะเร็งในขณะที่อายุต่ำกว่า 30 ปีได้ ทั้งนี้อาจเปรียบเทียบได้กับการมียีน BRCA ที่ปรกตินั้นเป็น รปภ. หน้าหมู่บ้านคอยตรวจสกัดไม่ให้มีโจรเข้าหมู่บ้านเรา แต่พอ รปภ. นั้นเกิดความผิดปรกติ เช่น เมาเหล้าเป็นอาจิณ ศักยภาพในการตรวจจับคนแปลกหน้าก็ลดลง การโจรกรรม (ซึ่งเปรียบเหมือนการเป็นมะเร็ง) ก็เกิดได้ง่ายขึ้น

 

#########################
 

เรื่องค้าความกับลิขสิทธิ์ตรวจหายีนมะเร็ง

ท่านผู้อ่านอาจตั้งข้อสังเกตได้ว่า ในข่าวของแองเจลินา โจลี่ นั้นไม่ได้กล่าวถึงเรื่องการตรวจวินิจฉัยยีนมะเร็ง BRCA นี้เลย ผู้เขียนจึงขอนำมาเล่าสู่กันฟังเพราะมีประเด็นทางกฎหมายที่น่าสนใจ

ก่อนอื่นท่านผู้อ่านควรทราบว่าการตรวจหายีนมะเร็งดังกล่าวนี้ไม่ใช่ของง่าย และต้องทำโดยนักวิทยาศาสตร์ในบริษัทที่จดลิขสิทธิ์การตรวจสอบ ไม่ใช่ว่าห้องปฏิบัติการใดอยากทำก็ทำได้ โดยสนนราคาค่าตรวจนั้นหย่อนแสนบาทไม่เท่าไรต่อการตรวจหนึ่งครั้ง ดังนั้นคนที่อยู่ในข่ายต้องตรวจจึงควรเป็นคนที่มีประวัติว่า แม่หรือญาติที่ใกล้ชิดหลายคนนั้นเป็นมะเร็งเต้านมและมดลูก (ท่านที่มีภาษาอังกฤษแข็งแรงสามารถเข้าไปดูข้อมูลเหล่านี้ได้ใน YouTube)

ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการตรวจยีน BRCA ก็คือ กระบวนการตรวจนั้นถูกจดลิขสิทธิ์ทั้งหมดแถมยังมีข้อกำหนดประหลาดว่า ใครที่ส่งตัวอย่างเลือดไปตรวจที่ห้องปฏิบัติการของบริษัทหนึ่งซึ่งทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยหนึ่งในรัฐหนึ่งของสหรัฐอเมริกา (ซึ่งเป็นรัฐที่มีหินเกลือมากที่สุด จนกลายเป็นที่ประลองความเร็วของรถแรงม้าสูงๆ) จะต้องไม่ไปตรวจซ้ำที่ห้องปฏิบัติการอื่นเพื่อหาข้อยืนยัน

ก่อนอื่นผู้เขียนต้องขอกล่าวถึงข้อมูลที่ได้จาก wikipedia ในหัวข้อ Association for Molecular Pathology v. Myriad Genetics
ยีนมะเร็ง BRCA1 และ BRCA2 จากนั้นก็มีบริษัทหนึ่งซึ่งตั้งขึ้นโดยผู้มีส่วนในการทำวิจัยที่มีข้อตกลงทางธุรกิจกับหน่วยงานมหาวิทยาลัย ทำการจดลิขสิทธิ์การตรวจวินิจฉัยยีนมะเร็งนี้ (ลิขสิทธิ์จะหมดในปี ค.ศ. 2514 นี้)

อย่างไรก็ดี เส้นทางความร่ำรวยของบริษัทที่รับตรวจมะเร็งเต้านมแบบเบ็ดเสร็จนี้ ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะมหาวิทยาลัยแห่งอื่นเขาก็มีความสามารถและอยากเอี่ยวความรวยด้วย จึงมีการตั้งประเด็นว่า ลำดับเบสของยีนใดยีนหนึ่งในมนุษย์นั้นสามารถจดสิทธิบัตรได้ด้วยหรือ (การจดลำดับเบสของยีนอื่นๆ นั้นมีมาก่อนหน้านี้แล้วหลายพันยีน) กลุ่มผู้ตั้งประเด็นความสงสัยนี้จึงได้ทำการยื่นฟ้องให้ยกเลิกการจดลิขสิทธิ์ดังกล่าวที่ศาลแขวงเมืองนิวยอร์ก

ผลการฟ้องคดี ศาลแขวงเมืองนิวยอร์กสั่งให้ยกเลิกการจดลิขสิทธิ์ดังกล่าว ดังนั้นบริษัทซึ่งลงทุนไปเยอะและกำไรแยะจึงทำการอุทธรณ์ต่อ ศาลอุทธรณ์ (Federal Court of Appeal หรือที่เรียกอีกอย่างว่า Circuit Court) ซึ่งเป็นศาลระดับกลางของรัฐบาลกลาง ผลการตัดสินแจ้งว่าให้จดลิขสิทธิ์ต่อไปได้

ดังนั้นกลุ่มผู้ขอมีส่วนเอี่ยวด้วยในการตรวจยีนมะเร็งนี้จึงยื่นเรื่องไปถึงศาลฎีกา (ระดับ Supreme Court)  ซึ่งเป็นศาลสูงสุดของรัฐบาลกลางสหรัฐอเมริกา เพื่อให้เกิดความชัดเจน ซึ่งปรากฏว่า ศาลฎีกาทำเหมือนเล่นตะกร้อวง เดาะคดีคืนไปยังศาลแขวงนิวยอร์กให้ทำการสืบพยานเพิ่ม สุดท้าย wikipedia ก็ยกตัวอย่างคดีที่คล้ายกันและมีการตัดสินแล้วให้ดู แต่ไม่ได้อธิบายต่อไปว่าคดีตรวจยีน BRCA นี้จะเป็นอย่างไร เพียงแต่บอกว่าศาลฎีกาจะฟังการสืบพยานในวันที่ 15 เมษายน ที่ผ่านมานี้  ซึ่งสามารถดูข้อมูลได้จาก http://www.scotusblog.com/case-files/cases/association-for-molecular-pathology-v-myriad-genetics-inc/ และท่านที่สนใจอาจต้องติดตามผลว่า จะมีบริษัทอื่นทำการตรวจยีนมะเร็งเต้านมนี้ได้หรือไม่

บทเรียนเกี่ยวกับเรื่องมะเร็งเต้านมของ แองเจลินา โจลี่ นี้ขึ้นต้นแบบวิทยาศาสตร์ แล้วมาจบแบบนิติศาสตร์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ในโลกของคนอเมริกัน อะไรๆ (เช่น ลำดับดีเอ็นเอ) ที่เป็นของเรานั้นวันหนึ่งอาจไม่ใช่กรรมสิทธิ์ของเรา ที่จะจัดการทำอะไรได้เอง เพราะถ้ามีคนอื่นมารู้ความลับของมัน แล้วใช้กฎหมายมาจัดการ ความเป็นส่วนตัวของเราก็จะสูญเสียไป แสดงให้เห็นว่า อาชีพหมอความนั้นดูจะมีความสำคัญมากจริงๆ ในชีวิตประจำวันของคนอเมริกัน จนวันหนึ่งปรากฏการณ์นี้ก็อาจเป็นจริงในประเทศไทยที่คนหลายส่วนของประเทศนิยมที่จะค้าความกันแล้ว

ที่มาภาพประกอบ :  http://en.wikipedia.org/wiki/File:BRCA1_en.png

 

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม